วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เขาใหญ่ เราใหญ่ ไปร้อยครั้ง พังยับเยิน



เขาใหญ่ เราใหญ่ ไปร้อยครั้ง พังยับเยิน

บ่ายวันศุกร์ที่ 5 พฤศจิกายน 2553

                การเจรจานัดหมายการเดินทางไปท่องเที่ยวในยามฤดูกาลแห่งลมหนาวเริ่มมาเยือนกันแล้ว สรุปเกือบไม่ได้ว่า ผมจะต้องไปเที่ยวด้วยหรือไม่ ไปทำไม ต้องลางานไปกับใคร อะไรจะสำคัญหรือจำเป็นขนาดนั้น

                จุดหมายของเราคือ เขาใหญ่ แต่เราไปกันกลุ่มเล็ก คือ 3 คน อันเนื่องมาจาก เพื่อนตุ้ยจอมซ่า อยากขับรถช๊อปเปอร์คันเก่งที่เอาไปล้มมารอบหนึ่ง ขับไปเที่ยวเขาใหญ่ แล้วก็ให้เพื่อนอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีนามกรว่า เพื่อนจุ๋ม หลัง ๆ มาเรียกว่า เจษ เพราะมีชื่อจริงว่า เจษฏา ผิวอ่อน ไม่รู้ไปเป็นญาติกับนักเตะด้านใด ด้านหลังประตูหรือด้านหน้าประตูก็ไม่ทราบได้ เป็นคนราชบุรีด้วย แต่ระยังสุดท้าย เอ้ย ระยะหลังนี่ เพื่อนจุ๋มก็ไปแนะนำให้คนอื่นรู้จักว่าตัวเองนั้น ชื่อ “ดอก” ผมเลยเรียกว่า ไอ้ดอกจุ๋ม

                บ่ายของวันนี้ จุ๋มก็มารับผมที่บริษัทฯ หนีงานไปเที่ยว แหม ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ใครจะเลือกเวลาและโอกาสของตนให้เป็นอย่างไรก็ย่อมทำได้ บางคนบอกว่างานยุ่ง บางคนบอกว่าไม่ว่าง ผมว่ามันอยู่ที่ใจเรามากกว่า อย่าเอาเรื่องอื่นมาเป็นเหตุผลให้ดูดีหน่อยเลย อยากจะไปก็ไป ถ้าใจตั้งมั่นว่าจะทำอะไรแล้วก็ตัดสินใจทำให้บรรลุเหตุบรรลุผลกันไป อย่ามัวโอ้เอ้ลังเลใจ ว่าแล้ว หนังเรื่อง เราสองสามคนก็เริ่มต้นขึ้น

                เราต้องมาแวะเอาของที่บ้านแถวคลอง และผมก็ได้แวะดื่มชาเย็นเป็นกำลังที่กลางทางวงแหวนตะวันออกช่วงแรก เสร็จแล้วก็ไปขนของที่บ้าน อันได้แก่เสื้อผ้าแค่สองสามชุด และเตาแก๊ส ส่วนเต้นท์นั้นไม่ต้อง เพราะจุ๋มกับตุ้ยเอาไปแล้ว ตุ้ยได้ฝากสัมภาระกับเพื่อนอีกคันที่ล่วงหน้าไปก่อน ทำให้เราไม่ต้องแวะไปขนเพิ่ม ก็เลยมุ่งหน้าไปเขาใหญ่ทันใด

                ในตอนนี้เรารู้แล้วว่าเพื่อนตุ้ยนั้น ออกเดินทางไปตั้งแต่ตอนสาย แต่รถอาการไม่ค่อยดี ไปถึงคลอง 15 แล้ว ลืมผ่านคลอง 7 เลยกลับมาตั้งต้นที่คลอง 2 เพราะร้านซ่อมรถอยู่ที่นี่ อุตส่าห์บอกให้สละรถช๊อปเปอร์แล้วให้มาขึ้นรถด้วยกัน ก็ไม่ยอม ก็เห็นบอกว่าจะขับรถตามไป เราก็เลยขับรถมุ่งหน้าไปเขาใหญ่อย่างเดียว

                ไปถึงเขาใหญ่ก่อน 4 โมงเย็น แวะไปดูผากล้วยไม้ มีนักท่องเที่ยวมาจับจองกางเต้นท์กันบ้างแล้ว แต่มีเจ้าถิ่นมาประกาศศักดากันอยู่หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าจ๋อ หรือกวางทั้งเหลียวหน้าและเหลียวหลัง แล้วแต่ว่าตัวไหนจะทำอิริยาบถอย่างไร มองไปที่ห้องน้ำ เจอสัตว์เลื้อยคลาดที่ใคร ๆ ชอบอุทานกันบ่อย ๆ ตัวโตดีจัง อีกทางหนึ่งมีเม่นตัวใหญ่วิ่งโชว์ตัวผ่านทุ่งหญ้าออกไป

                เมื่อราว 10 ปีที่ผ่านมา ผมเคยมานอนกางเต้นท์ที่ผากล้วยไม้ครั้งหนึ่ง และเป็นครั้งแรก ตอนนั้นยังไม่มีฝูงลิงแต่อย่างใด มาครั้งนี้เลยตกใจ ว่ามันมาตามหากางเกงหรือเปล่า ผากล้วยไม้ออกจะไม่ถูกใจเพื่อนดอกเสียเหลือเกิน จะเปลี่ยนใจไปที่ “ลำตะคอง” ทีแรกผมนึกว่าที่เขื่อนลำตะคอง เพราะแต่ก่อนไม่มีที่กางเต้นท์ฝั่งลานลำตะคอง ที่แท้เป็นชื่อสถานที่กางเต้นท์

                พูดถึง เพื่อนดอกนั้น ชอบพูดจาขวานผ่าฟืนดีจริง ๆ เวลาทักกันใน Face Book ก็ไม่พูดภาษาคนหรอกครับ แทนที่มันจะสวัสดีกันให้สวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย จั่วหัวขึ้นมาก็  “สัด” อันหมายความว่า สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน นั่นแหละครับ จริง ๆ ต้องเขียนว่า “สัตว์” ถึงจะถูก ผมก็ตอบไปว่า “แพนด้า” ความจริงมุกนี้เริ่มกร่อย เรื่องการให้สิทธิในผู้สนทนาในการเลือกที่จะเป็น “สัตว์” ชนิดใด แต่ถ้าบอกตัวที่คลาน ๆ ไปข้างห้องน้ำนั้นละก้อ จบเลย ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ แต่นี่ยังดี เพื่อนดอก ก็จะทักเป็นประจำว่า “สัด” ผมก็ตอบเสมอว่า “แพนด้า” แล้วอยู่มาวันหนึ่ง เพื่อนดอกก็สงสัยว่า ทำไมผมตอบ “แพนด้า” ทุกครั้ง มันก็เลยถามต่อว่า “แพนด้า เ-ย อะไรของมึง”  ดูมัน ยังไม่เข้าใจในโลกธรรมอีก ผมก็จึงได้สาธยายให้ครบจบกระบวนความ ก็เพราะว่า ท่านได้จัดให้ผมเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ผมก็ขอเลือกเป็น “แพนด้า” ก็แล้วกัน มันน่ารักดี แหม เพิ่งจะถึงบางอ้อนะเพื่อนดอกนะ

                อาหารสำรองของเราคือ มาม่า 6 กล่อง มีเท่านี้แหละครับ หลังจากที่หาทำเลอยู่นาน เพื่อนดอกก็ลงมือปักหมุดกางเต้นท์ อากาศของเย็นวันนี้ที่เขาใหญ่ เย็นกว่าที่ราบมาก ลมพัดแรง ผมเริ่มหิวข้าวแล้วจึงไปใช้บริการที่ร้านสวัสดิการ เริ่มค่ำลงแล้ว เราไม่มีอุปกรณ์ใด ๆ ทั้งนั้น แม้แต่เครื่องมือทำลายความมืด จึงไปซื้อเทียนไขมา 10 บาท ขอยืมมาจุดเขาก็ไม่ให้ จะส่งคืนเฉพาะน้ำตาเทียน เขาไม่ยอมแน่นอน เรื่องความมืดนี่ นึกถึงเพลง "....กลัวความมืดทุกครั้งไม่กล้าหลับตา...." ถ้าร้องเพลงนี้ขึ้นมา ก็คงจะได้ยินเสียงสอดแทรกจากใครบางคนว่า "..สัด...มึงก็ไปเกิดเป็นดวงอาทิตย์สิ..." เอาเข้าไป ชีวิตอะไรมันจะจริงจังขนาดนั้น

                เมื่ออิ่มกันแล้ว ก็เริ่มเกี่ยงกันอาบน้ำ ระหว่างนี้ เราเริ่มสงสัยว่าเพื่อนตุ้ย ทำไมยังมาไม่ถึงเสียที เพราะเริ่มมืดค่ำย่ำเย็นแล้ว ไม่มีวี่แววติดต่อกลับมา เราก็เลยนั่งสุ่มมืดสุ่มดำกันอยู่สองคน มีเต้นกางอยู่รายรอบ ห่างออกไป แต่ที่ใกล้เราที่สุดก็เป็นเต้นท์เล็ก ๆ ของชายร่างใหญ่

                เราลืมอุปกรณ์หุงต้มทุกชนิด แต่มีแก๊ส เท่ไม่เบาเลย คงจะเอามาเผามาม่ากินได้ ถ้ามันเป็นแบบ มาม่าข้าวหลาม ดีไซด์ออกมาเป็นกระบอก ๆ แล้วจะทำไงกันดีละทีนี้ ถึงเวลาเกี่ยงกันไปยืมอุปกรณ์เต้นท์ข้าง ๆ ผมเลยบอกให้เพื่อนดอกซึ่งหน้าหนากว่าไปยืม เพื่อเอามาต้มน้ำใส่มาม่าคัพกินกัน ก็กินกันอย่างสนุกสนาน ทั้ง ๆ ที่เพิ่งไปกินข้าวที่ร้านข้างล่างมา

                วันนี้ลมแรง และไม่มีอะไรทำ เพื่อนตุ้ยติดต่อเข้ามาตอน 2 ทุ่ม จะทำอะไรได้ มาถึงองครักษ์แล้ว ได้ยินว่า จะขึ้นเขาใหญ่ไม่ได้ ประตูเขาใหญ่ปิด 3 ทุ่ม ที่ทำการอุทยานปิด 4 ทุ่ม เพื่อนตุ้ยก็เลยกลับบ้านไป นี่ใจรักจริง ๆ ขับรถมาได้ 2 รอบแล้ว ความจริง เพื่อนตุ้ยขนเอาหม้อไหจานชามมาเรียบร้อยแล้ว แต่คนที่ฝากมานั้นเราไม่รู้จักครับ เลยอด

                ขอนอนเอาค่อยกันก่อน เอาแรงก็ได้ ต่างคนก็ต่างหลับไหลด้วยไอเย็นของป่า สบายดีจริง ๆ เลย ลมหนาวตีเต้นท์อยู่ด้านนอกตึงตัง ๆ ผมเอาถุงนอนไปด้วย อุ่นใจอุ่นกายดีแท้

                ตื่นขึ้นมาตอน 6 โมงเช้า มีพลังมาก ฝ่าลมหนาว พากันออกวิ่งจากลานลำตะคอง ไปยังผากล้วยไม้ วิ่งไปก็หอบไป เพราะผมไม่ได้วิ่งนานแล้ว จึงเดิน ๆ วิ่ง ๆ แล้วก็วิ่งกลับ แต่ผมเดินเสียส่วนใหญ่ สาย ๆ เพื่อนตุ้ยก็ขับช๊อปเปอร์มาจอดที่หน้าเต้นท์ คนที่เป็นตัวตั้งตัวตี แต่กลับมาทีหลัง ผมจึงให้ตุ้ยจัดแจงกางเต้นท์ของเขา แต่ผมกับจุ๋ม หรือ ดอก ก็ขับรถลงเขาไปหาเสบียงและอาหารเช้ากินข้างล่างแถบปราจีนบุรี

                ได้กาแฟสดอีกแก้ว สดชื่นเสียนี่กระไร ไม่นาน เพื่อนตุ้ยก็โทรมาสั่งโน่นสั่งนี่ เย็นจะกิน “นาเบะ” คืออาหารญี่ปุ่นประเภทต้ม หรือ คล้าย ๆ กับสุกี้บ้านเราแต่ตุ้ยเอาน้ำซุปมาจากญี่ปุ่นโน่นเลยทีเดียว ทั้งเนื้อทั้งตัวที่มาเมื่อเช้ากับช๊อปเปอร์คันงาม ก็มีถุงน้ำซุปนี่แหละห้อยมาด้วย เราก็นึกว่าจะซื้ออาหารเช้ามาบริจาค

                เมื่อได้เสบียงครบแล้ว ก็ขับรถกลับขึ้นไปราวบ่าย ๆ เพื่อนตุ้ยและเพื่อนดอก นี่มันเป็นเพื่อนประสาอะไรของมัน กางเต้นห่างกันเป็น 200 เมตร จะบ้าหรือไง มาด้วยกันหรือเปล่าเนี่ยะ เพื่อนตุ้ยไปเลือกทำเลกางตรงริมน้ำ แล้วก็หาเรื่องประชันฝีปากกันว่าใครจะย้ายมาหาใคร เพื่อนคนหนึ่งมีเหตุผลเวลาเมา อีกคนหนึ่งเวลาเมาไม่มีเหตุผล งงไหมครับ สรุปแล้ว เพื่อนจุ๋มก็ต้องยอมให้เพื่อนตุ้ย ยกเต้นท์ไปทั้งที่ยังกางอยู่นั่นแหละครับ โดยมีผมหามท้ายไป เดินกันไปตั้งไกล เฮ้อ ชีวิต

                คนเริ่มทยอยกันมามากมายที่ลานแห่งนี้ ยิ่งค่ำยิ่งเยอะ ยิ่งบริเวณที่เรากะว่าจะว่าง ก็มีเต้นท์เกิดขึ้นเรื่อย ๆ เจ้าหน้าที่ทำงานกันจ้าละหวั่น อุปกรณ์เต้นท์ ผ้าห่ม หมอน ผ้าปู ที่มีให้ยืมนั้น เป็นที่นิยมกันอย่างมาก จนมืดค่ำแล้วคนก็ยังทยอยกันมาแบบไม่หยุด เพื่อนจุ๋มจะเป็นคนแบบว่าชอบพูดละเมอหาเท้า

                “กูไม่เข้าใจว่ะ ทำไมพวกนี้ไม่เคยมาเที่ยวกันหรือไง แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตามาแต่วัน แล้วก็มาหาที่พักดี ๆ นี่มาซะมืดค่ำ มาทำไมวะ แล้วไม่เตรียมห่าอะไรมาเลย มึงดูดิ...” ผมนึกในใจ แล้วไปเสือกอะไรกะเขาด้วยวะน่ะ แต่ฟัง ๆ ดูแล้วก็ถูกของมัน คนเราจะมาท่องเที่ยวแล้วควรจะเตรียมตัวให้พร้อม ว่าต้องใช้อุปกรณ์ใดบ้าง ควรจะมาก่อนค่ำ เพื่อสะดวกในการหาพื้นที่และเตรียมตัวหลาย ๆ อย่าง จะได้ไม่รบกวนคนอื่น ๆ เขาด้วย

                เมื่อคืนวันศุกร์นั้น หลังจาก 4 ทุ่มเจ้าหน้าที่ได้ประกาศให้ทุกคุนอยู่ในความสงบ แต่แล้วก็มีกลุ่ม “ทาสสุรา” ที่ไหนก็ไม่ทราบ ร่ำสุราแล้วก็ช่วยกันร้องเพลงกันดังสนั่นหวั่นไหว ตื่นมาตอนตี 3 ยังได้ยินอยู่เลย ถ้าจะมาอย่างนี้นะครับ แนะนำให้กินอยู่ที่บ้านก็ได้ มาแบบนี้รบกวนคนที่เขาจะมาพักผ่อนเปล่า ๆ และเจ้าหน้าที่ทำไมไม่ปรับ หรือไม่ระงับก็ไม่ทราบ

                คืนวันเสาร์ที่ 6 พ.ย. 2553 นี้ คนเยอะล้นหลามลานกางเต้นท์บนเขาใหญ่ ทั้งรถราแทบจะไม่มีที่จอด คนเบียดเสียดกัน ธรรมชาติแห่งนี้ ซึ่งเป็นแหล่งเดียวที่อยู่ใกล้เมืองหลวงมากที่สุด เป็นแหล่งโอโซนเดียวที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดตามสภาพที่ป่าที่หลงเหลืออยู่ ไม่รู้ว่า เขาใหญ่ กับกลุ่ม “เราใหญ่” นี้ จะรองรับคลื่นคนเมืองที่โดยหาป่าเขาได้มากน้อยเพียงใด  อย่างคืนนี้ก็คาดว่าน่าจะราว 500 เต้นท์เห็นจะได้ แล้วคนละ จำนวนกี่ร้อยคน และในจำนวนร้อยจำนวนพันคนนี้ มีสักกี่คนที่เข้าใจในการเข้ามาท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ มีสักกี่คนที่รู้จักพืชพันธ์ไม้ สัตว์ นกชนิดต่าง ๆ มีสักกี่คนที่ได้เรียนรู้วิธีถนอมธรรมชาติ ไม่ให้บอบช้ำและถูกทำลายไปมากกว่านี้

                ในปีนี้ เขาใหญ่ก็คงจะต้องรับศึกหนักกับกลุ่ม เราใหญ่ ซึ่งหากมีจำนวนมาก มาบ่อยครั้งก็ต้องพังยับเยินเป็นแน่แท้ ลำพังสภาพที่เห็นในครั้งนี้ ห้องน้ำก็ไม่เพียงพอ ขยะที่มาจากนักท่องเที่ยว ไหนจะบรรดาสัตว์ที่เคยอยู่เคยนอนอย่างสงบจะต้องมาตกอกตกใจเสียงประหลาด จากที่เคยร้องเรียกกัน ค่ำคืนนี้มีเสียงครึกครื้นผิดปกติ

                พวกเราทำอาหารเย็นกินกันอย่างเอร็ดอร่อย พูดคุยกันตามธรรมเนียม แต่ดูเหมือนว่าเพื่อนตุ้ยจะลำเอียงไปทางแอลกอฮอล์มากกว่า สักพักเห็นโดดเข้าเต้นท์ไปเลย ผมก็สบาย ๆ นอนอาบไอเย็น ซ่อนตัวในถุงนอนอันอบอุ่น หลับไหลไปยามราตรีกลางป่าเขาใหญ่อย่างไม่สนใจใครทั้งนั้น

                เช้าขึ้นมา เราทำอาหารเช้ากินกัน อิ่มแล้วสักพักก็เก็บเต้นท์กลับลงเขา...

                ธรรมชาติที่เหลือน้อยลงทุกที จะรองรับปริมาณคลื่นมนุษย์ที่กระหายโอโซนได้นานแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่า มนุษย์จะอนุรักษ์แหล่งโอโซนของพวกเขาไว้ได้อย่างไร

               ธรรมชาติก่อกำเนิดขึ้นมาโดยใช้เวลานับล้าน ๆ ปี แต่มนุษย์เกิดขึ้นมาเพียงช่วงอายุเดียวไม่ถึงร้อยปี มีอานุภาพทำลายล้างทุกสิ่ง เพียงชั่วชีวิตของมนุษย์ที่เกิดมา

              หากไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็ขอเพียงแต่ อย่าได้เป็นผู้ทำลาย




คนหากิน...สัตว์ก็หากิน

เราไม่เบียดเบียนกันและกัน 

































โดย มัชฌิมาปกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net