วันที่ เสาร์ พฤศจิกายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ความสัมพันธ์ ระหว่างสยามกับปัตตานี(แบบย่อๆ)


ลำดับเหตุการณ์ความสัมพันธ์สยาม-ปัตตานี

ก่อนสมัยสุโขทัย

-พ.ศ.700-1100 ลังกาสุกะเริ่มส่งทูต และติดต่อค้าขายกับจีน สัมพันธ์กับสุโขทัย ไม่ต่างกับรัฐเพื่อนบ้านทางเหนือ

-พ.ศ.1545 อาณาจักรตามพรลิงค์ /นครศรีธรรมราช อาณาจักร ชาวสยามซึ่งก่อตั้งและรุ่งเรือง มาตั้งแต่ พศต.7 ก็แผ่อำนาจ ครอบคลุมแหลมมลายู บรรดาทุกหัวเมือง ถูกผนวกเป็นของ อาณาจักรนครศรีธรรมราช

สมัยสุโขทัย

- พ.ศ.1743 เป็นต้นมา นครศรีธรรมราช มีอำนาจจัดการปกครอง หัวเมืองบนคาบสมุทรมลายู รวม 12 เมือง คือ เมืองสาย  (สายุรี) เมืองปัตตานี(ลังกาสุกะ) เมืองกะลันตัน เมืองปะหัง เมืองไทร (ไทรบุรี/เคดาห์) เมืองพัทลุง เมืองตรัง เมืองชุมพร เมืองบันทาย สมอ เมืองสะอุเลา เมืองตะกั่วป่า เมืองกระ (กระบุรี)

-พ.ศ.1824 นครศรีธรรมราชรวมกับ อาณาจักรสุโขทัย ทั้ง 12 เมืองก็ถูกรวบเป็นของ อาณาจักรสุโขทัย -พศต.18-19 นครศรีธรรมราช เข้มแข็งมาก ยกทัพไปตีลังกา 2ครั้ง

- พ.ศ.1790, 1803 มีทหารทมิฬ ทหารมลายูเป็นกำลังสำคัญ กษัตริย์จันทภานุ แห่งนครศรีธรรมราช ได้นำพุทธศาสนาลัทธิ ลังกาวงศ์/นิกายหินยาน มาแทนที่ พุทธศาสนานิกายมหายาน

- พ.ศ.1837 นครศรีธรรมราช ตกเป็นเมืองขึ้นของสุโขทัย ในสมัย พ่อขุนรามคำแหง หัวเมืองบนแหลมมลายูทั้งหมด ก็ถูกรวบเป็น ของอาณาจักรสุโขทัย

- นครศรีธรรมราช ตกเป็นเมืองขึ้นของสุโขทัย 65 ปี จนถึง พ.ศ.1893 พระเจ้าอู่ทอง ทรงประกาศตั้งกรุงศรีอยุธยา เป็นอิสระจากสุโขทัย หัวเมืองมลายูจึงถูกผนวกเป็นของอยุธยา-ความไม่ชัดเจนของอำนาจ หลายเมืองรวมทั้งปัตตานี จึงถือเป็น อิสระปกครองตนเอง

สมัยอยุธยา

- พ.ศ.1885 กษัตริย์ละโว้อโยธยา ส่งพระสนมวัง-นางสะเดียงทอง มาปกครองเมืองนครศรีธรรมราช

- พ.ศ.1887 พระสนมวัง ได้แต่งตั้ง พระฤทธิเทวา (เจสุตตรา) ออกไปปกครองเมืองปัตตานี

-พ.ศ.1890-1893 พระฤทธิเทวา ได้นำชาวเมืองโกตามหลิฆัย (ลังกาสุกะ) ไปช่วยพระเจ้าอู่ทอง สร้าง พระนครศรีอยุธยา พระฤทธิเทวา สิ้นพระชนม์ 1927

-พ.ศ.1927-1967 สมเด็จพระอัยกาของพญาอินทิรา ขึ้นครองราชย์ 40 ปี

-พ.ศ.1967-2012 พญากูรุปมหาจันทรา ขึ้นครองราชย์ 45 ปี

 

-พ.ศ.2012-2057 พญาอินทิรา ปกครองเมืองโกตามหลิฆัย เป็นองค์สุดท้าย ก่อนไปสร้างราชธานีแห่งใหม่ รวม 45 ปี

ความสัมพันธ์ปัตตานี-อยุธยา ดำเนินมาด้วยดี  จนกระทั่งเกิดสงครามสยามกับพม่า

- พ.ศ.2092 ศึกหงสาวดี พระยาตานีศรีสุลต่าน/สุลต่านมุรซัฟฟาร์  ซาร์ ได้ยกทัพเรือ “ยาหยับ” 200 ลำ เพื่อช่วยราชการ ศึก ทอดสมอที่วัดกุฎบางกะจะ ครั้นรุ่งขึ้นก็ทอดสมอที่ ประตูชัยพระยาตานีเห็นได้ทีก็กลับลำขึ้นเป็นขบถยก พวกเข้ามาในพระราชวัง พระมหาจักรพรรดิ์ รู้ทันเสด็จ หนีลงเรือพระที่นั่งศรีสักหลาด ไปอยู่เกาะมหา พราหมณ์ แล้วยกพลไล่ตีชาวตานีแตกลงเรือรุดหนีไปอยุธยาติดพันกับศึกพม่า หลายปี

- พ.ศ.2127 ปัตตานีเข้ามาอยู่ในอำนาจอยุธยาเช่นเดิม ในสมัย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จนตลอดสมัยอยุธยา

-พ.ศ.2165 สมัยราชินีบีรู บันทึก บ.อีสต์อินเดีย ของอังกฤษ ระบุว่า ปัตตนีได้ถวายเครื่องราชบรรณการแก่ พระเจ้ากรุงสยาม..

-พ.ศ.2171 พระเจ้าปราสาททองขึ้นครองราชย์ หัวเมืองทางใต้ นครศรีธรรมราชและปัตตานี ไม่ยอมรับอำนาจ

-พ.ศ.2173 ปัตตานีเข้าโจมตีพัทลุง และนครศรีธรรมราช  และยังทำสงครามกับสงขลา และอยุธยาด้วย

-พ.ศ.2175 กองทัพสยามยกทัพมาตีนครศรีธรรมราช และปัตตานี

-พ.ศ.2177 พระเจ้าปราสาททอง ส่งทัพเรือ 30000 คน และจาก นครศรีธรรมราช พัทลุง และหัวเมืองอื่นๆ เข้าตีเมือง ปัตตานี ส่วนปัตตานีได้รับการช่วยเหลือจากรัฐมลายู อีก 5000 คน จากยะโฮร์ ปาหัง ทัพเรือ 50 ลำ การรบครั้งนั้น อยุธยาไม่สามารถเอาชนะปัตตานีได้ (ราชินีอูงู 2167-2178)

-พ.ศ.2178 ส่งทูตไปเจรจากับปัตตานี

-พ.ศ.2184 กษัตริย์ปัตตานี เสด็จไปอยุธยา เพื่อฟื้นฟูสันติภาพ  ส่งดอกไม้ดอกไม้ทอง(บุหงามัส)  (ราชินีกูนิง 2187-2194)

-พ.ศ.2175 สุลต่านสุไลมาน เจ้าเมืองสงขลา บุตรของดาโต๊ะ โมกอล พ่อค้าชาวเปอร์เซีย ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ประกาศอิสรภาพและสถาปนาตนเป็นสุลต่าน

-พ.ศ.2185-2230 สยามส่งกำลังมาปราบ เมืองสงขลา หลายครั้ง แต่ไม่อาจเอาชนะได้

-พ.ศ.2189 สงขลาร่วมกับไทรบุรี เข้ายึดเมืองพัทลุง

-พ.ศ.2192 สงขลาบุกยึดเมืองนครศรีธรรมราช เมืองปัตตานี และพัทลุง ไว้ในอำนาจ

 (เมืองสงขลาร่วมกับ เมืองไชยา นครศรีธรรมราช พัทลุงปัตตานี และไทรบุรี ร่วมกันได้อย่างเข้มแข็ง ด้วยศาสนาอิสลามเป็นเครื่องเชื่อมโยง ต่อมามีการแข่งขันทางการค้านครศรีธรรมราช พัทลุง หันไปภักดีกับสยามเช่นเดิม )

สมัยธนบุรี

-พ.ศ.2311 สมัยธนบุรี พระเจ้าตากสิน ยกกองทัพไปปราบเจ้า เมืองนครศรีธรรมราช เจ้าเมืองนครศรีฯ หลบไปอยู่ เมืองปัตตานี เจ้าเมืองปัตตานี ส่งตัวคืนให้กองทัพ สยาม

-พ.ศ.2320 ปัตตานีกระด้างกระเดื่อง เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช  ขอยกทัพไปตี แต่พระเจ้ากรุงธนบุรี ขอให้หมด ราชการศึกทางเหนือเสียก่อน

สมัยรัตนโกสินทร์

ปตานี เป็นเมืองประเทศราชของสยาม อีกแห่งหนึ่ง :The Kingdom and People of Siam and Kedah-Siam  Relation 1821-1905

-พ.ศ.2329 อังกฤษขอเช่าเกาะหมาก (ปีนัง) ร.1

-พ.ศ.2334 อังกฤษขอเช่าดินแดนตรงข้ามเกาะหมาก คือ โปรวินซ์  เวลสลีย์ จากไทรบุรี(เคดาร์) ร.1

-พ.ศ.2374 บันทึกข้อตกลง ข้าหลวงอังกฤษกับสุลต่านเคดาร์  ใช้แทนสนธิสัญญานครศรีธรรมราช(สยาม)  สุลต่านเคดาร์ ฐานะกษัตริย์มีเอกราชเต็มที่ ร.3  ชาวมาเลย์ในเคดาร์ ต้องการเป็นอิสระจากสยาม  หลายครั้ง เช่น 2364 2369 2372 2374 2379  และ 2381

-พ.ศ.2385 สยามจึงคืนอำนาจให้แก่ สุลต่านเคดาร์ ร.3

 (ร.3 ทรงเห็นว่าตลอดเวลาที่ครอบครองเคดาห์ ได้ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ มากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ และเกรงว่าจะเป็นปรปักษ์กับอังกฤษ จำเป็นต้องเอาใจอังกฤษเพื่อรักษาเอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขตสยาม เพื่อให้อังกฤษช่วยปกป้องการคุกคามของฝรั่งเศส)

สมัยรัชกาลที่ 5 : พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ

-พ.ศ.2434 ร.5 ทรงเสด็จประภาสหัวเมืองมลายู

-พ.ศ.2335 ร.5 ทรงนำนโยบายรวมอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง  จัดระบบให้หัวเมืองและประเทศราช อยู่ภายใต้การ ควบคุม 3 กระทรวง คือ มหาดไทย กลาโหม  และ ต่างประเทศ รวบเมืองต่างๆ ไว้เป็นมณฑล มีสมุเทศาภิบาล เป็นผู้ปกครอง ปกกันการคุกคามของ  อังกฤษและฝรั่งเศส เช่น  -มณฑลภูเก็ต พ.ศ.2438 : กลันตัน ตรังกานู  -มณฑลไทรบุรี พ.ศ.2440 : เคดาห์ เปอร์ลิส สตูล

-พ.ศ.2439 อังกฤษเจรจากับผรั่งเศส ให้สยามเป็นรัฐกันชน  โดยสยามมิได้มีส่วนร่วมแต่ประการใด

-พ.ศ.2440 สยามลงนามในอนุสัญญาลับกับอังกฤษว่า จะไม่ยอม ให้ใครมาเช่า ซื้อ หรือถือกรรมสิทธิ์ดินแดนสยาม ตั้งแต่ ใต้ตำบลบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ลงไป

- ฝ่ายอังกฤษตกลงจะชวยเหลือแก่สยามในการรุกราน จากชาติอื่น

 

เหตุการณ์ปัตตานีกับสยาม

-พ.ศ.2325 หลัง ร.1 ครองราชย์ได้ 3 ปี พ.ศ.2328 เมืองปัตตานี

 (ร.1) มิได้ส่งเครื่องบรรณาการ สยามจัดส่งกองทัพเรือจาก กรุงเทพฯ โดยมีพระยาราชบังสัน(แม้น)เป็นแม่ทัพเรือ สมทบกับทัพกรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาท ตั้ง  กองบัญชาการอยู่ที่เมืองสงขลา พระยาราชบังสันนำ ทัพเรือเข้าโจมตีปัตตานี โดยมีทัพเมืองพัทลุง และ เมืองจะนะ เข้าตีทางบก พระยาราชบังสันส่งคนไป เจรจาให้ยอมจำนน สุลต่านมูฮัมหมัด เจ้าเมืองปัตตานี ไม่ทรงรับฟังและไม่ยอมเจรจา พระยาราชบังสัน จึงสั่งยิงปืนใหญ่ถล่มประตูเมือง และกำแพงเมือง และตกในเมืองหลายนัด ชาวเมืองล้มตายเป็นอันมาก ไม่นานเจ้าเมืองก็ยอมแพ้ ยอมส่งเครื่องราชบรรณาการต่อไป

-พ.ศ.2328 ผลจากสงครามครั้งนั้น ได้มีพระราชโองการให้ยึด (ร.3) ปืนใหญ่ 2 กระบอก คือ “พญาตานี” กับ “ศรีนครี” กระบอกที่ 3 กำลังจะเตรียมหล่อคือ “มหาลาโละ” ขณะปืนใหญ่ทั้ง 2 ขึ้นแพ ได้เกิดพายุใหญ่พัดกระหน่ำ แพปืนใหญ่ชื่อ “ศรีนครี” ก็แตกกระจายจมสู่ท้องทะเล คงเหลือปืนใหญ่ “พญาตานี” ตั้งอยู่ที่หน้ากระทรวงกลา โหมจนกระทั่งปัจจุบันนี้

 -สงครามครั้งนั้น ได้กวาดต้อนชายฉกรรจ์ปัตตานีพร้อมลูกเมียไปด้วยจำนวนหนึ่ง ซึ่งได้พระราชทางที่ดินและที่ทำกินที่ชานเมืองกรุงเทพ แถบมีนบุรี หนองจอก อยู่มาจนถึงปัจจุบัน

-พ.ศ.2351 ร.1 ทรงมอบหมายให้เจ้าเมืองสงขลาดูแลเมืองปัตตานี (ร.1) แทนเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช และมีเมืองใกล้เคียงอยู่ ในความดูแลด้วยคือ ยะหริ่ง หนองจิก รามันห์ ระแงะ สายบุรี ยะลา กลันตัน และตรังกานู

-พ.ศ.2356 พระยากลันตันขัดแย้งกับพระยาตรังกานู ร.2 จึงให้ (ร.2) พระยากลันตัน ไปขึ้นกับเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช  ซึ่งมี ไทรบุรี และเปรัค อยู่ในความดูแลด้วย

-พ.ศ.2362 อังกฤษสำรวจ และยึดเกาะสิงคโปร์

-พ.ศ.2375 อังกฤษย้ายศูนย์บริหารการปกครองจากปีนัง มาที่ (ร.3) สิงคโปร์ และเข้าแทรกแซงรัฐของสยาม ให้เลิกจงรัก ภัคดีต่อสยาม โดยเจรจาชักจูงและช่วยเหลือในรูปแบบ ต่างๆ ทำให้ เปรัค ตรังกานู ไทรบุรี และกลันตัน  แตกแยกเป็นหลายก๊กหลายฝ่าย

-พ.ศ.2369 อังกฤษส่งทหารและเรือรบเจรจากัยเปรัค ทำสัญญาว่า (ร.3) อังกฤษจะช่วยเหลือต่อต้านผู้คุกคาม แต่ห้ามติดต่อกับ ผู้ใด เลิกส่งบรรณาการให้สยาม ปลดข้าราชการในราช สำนักฝ่ายจงรักภักดีสยามและห้ามกำลังทหารสยามเข้า

 ไปในเขตรัฐเปรัค จากนั้นอำนาจสยามต่อเปรัค ก็สิ้นลง

-พ.ศ.2374 ตนกูเด่น หลานเจ้าเมืองไทรบุรี รวบรวมชาวมลายูเข้า (ร.3) ยึดเมืองไทรบุรี ให้ปลอดจากอำนาจสยามเป็นผลสำเร็จ ทำให้บรรดาเจ้าเมืองทั้ง 7 เว้น พระยายะหริ่ง (พ่าย) เริ่มเป็นปฏิปักษ์ต่อสยาม ได้รับการสนับสนุนจาก กลันตัน และตรังกานู

-พ.ศ.2374 ต่อมาสยามยกทัพไปปราบไทรบุรีสำเร็จ และยกมา (ร.3) ปราบปัตตานี พระยาตานีหนีไปกลันตัน พระยารามันห์  พระยาระแงะ และพระยาสายบุรี ไม่ยอมอ่อนน้อมต่อ สยาม การต่อต้านสยามคงมีอยู่ตลอดเวลา

-พ.ศ.2381 ไทรบุรีก็เป็นปฏิปักษ์กับสยามอีกครั้ง เข้าตีกำลังสยาม (ร.3) ที่แตกพ่ายจากไทรบุรี ถึงเมืองพัทลุงและเข้ายึดเมือง ตรัง จากนั้นชักชวนหัวเมืองทั้ง 7 ต่อต้านอำนาจสยาม

-พ.ศ.2382 กองทัพนครศรีธรรมราช เข้ายึดไทรบุรีคืนมาได้ และ (ร.3) กองทัพสงขลา ก็ตีทัพเมืองปัตตานีล่าถอยไปเช่นกัน

สมัยรัชกาลที่ 5 ถึงปัจจุบัน

-พ.ศ.2438 ร.5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระวิจิตรสาส์น  (ร.5) เป็นข้าหลวงพิเศษ จัดระเบียบหัวเมืองปักษ์ใต้เสียใหม่

 -มณฑลนครศรีธรรมราช : เมืองนครศรีธรรมราช เมืองพัทลุง และเมืองลงขลา (สนง.มณฑลอยู่ที่เมือง สงขลา)

 -เมืองที่เหลือ : ปัตตานี กลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี และ เปอร์ลิส ได้ประกาศเตือนให้ยุบเลิกการปกครองแบบ

 “สุลต่าน”

-พ.ศ.2445 ได้มีพระราชโองการให้ผนวก ปัตตานี สายบุรี ยะลา และนราธิวาส เป็น “เมืองในสังกัด” jajahan จัดตั้ง เป็น “มณฑลปัตตานี” ประกาศจากสยาม ได้รับการปฏิเสธจาก ตนกู อับดุล  กอเดร์ Tengku Abdul Kadir สุลต่านเมืองปัตตานี หรือพระยาตานีศรีสุลต่าน

 กรุงเทพฯ ส่งกองทัพมาปราบ พระยาศรีสุริวงศ์ (ช่วง บุนนาค) จับตัว ตนกู อับดุลกอเดร์ มากักขังที่ กรุงเทพฯ แล้วย้ายไปคุมขังที่พิษณุโลก

 -พ.ศ.2448 ได้รับพระบรมราชานุญาต ให้กลับ ปัตตานี ตนกู อับดุลกอเดร์ ถึงปัตตานีแล้วไป พำนักอยู่ที่เมืองกลันตัน จนเสียชีวิต พ.ศ.2476

-พ.ศ.2445 เป็นรอยต่อที่สำคัญทางนโยบยของสยาม ในการ  ปกครองหัวเมืองประเทศราชทางใต้ อังกฤษก็เปลี่ยน แปลงนโยบายต่อรัฐมาเลย์ทางตอนเหนือ

-พ.ศ.2449 รัฐบาลสยามจัดระเบียบการปกครองใหม่จาก 7  หัวเมือง เหลือ 4 หัวเมือง คือ

 1. เมืองปัตตานี : หนองจิก ยะหริ่ง ปัตตานี

2. เมืองยะลา : รามันห์ ยะลา

3. เมืองสายบุรี : คงเดิม

 4. เมืองระแงะ : คงเดิม เปลี่ยนชื่อ บางนรา และเปลี่ยนเป็น นราธิวาส ปี 2458

-พ.ศ.2459 ได้เปลี่ยนคำว่า “เมือง” เป็น “จังหวัด” เป็น จ.ปัตตานี จ.ยะลา จ.สายบุรี จ.นราธิวาส

-พ.ศ.2474 ได้ยุบ จ.สายบุรี เป็น อ.สายบุรี ขึ้นกับ จ.ปัตตานี ต่อมาได้ยกเลิก “มณฑลปัตตานี” เหลือเป็น จ.ปัตตานี จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส

-พ.ศ.2452 ได้มีการตกลงระหว่างรัฐบาลสยามกับอังกฤษ สนธิสัญญา Anglo-Siam Tyeaty 1909 สยามยอม ยกเลิกอธิปไตยเหนือดินแดน ไทรบุรี กลันตัน  ตรังกานู และเปอร์ลิส อังกฤษให้สยามกู้ยืมเงิน 4 ล้าน ดอลลาร์ มาพัฒนากิจการรถไฟในสยาม และด้านอื่น การยกดินแดนทั้ง 4 ให้อังกฤษทำให้การแทรกแซง หัวเมืองปัตตานีผ่อนคลายลง  จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือสงครามหาเอเชียบูรพา

 -พ.ศ.2445 อังกฤษได้สนับสนุน ตนกูมะหะหมัด มูไฮยิดดิน Tengku Mahmud Muhyidin บุตรชายของ ตนกู อับดุลกอเดร์ เคลื่อนไหวให้ปัตตานีเป็นอิสระ จากสยาม ได้รับการตองสนองจากชาวมุสลิมผู้นำ การเมือง เช่น  - ตนกู ยาลานาเซ บุตรของอดีตเจ้าเมืองสายบุรี

 - หะยีสุหลง อับดุลการ์เดร์ ผู้นำศาสนา และ ปัญญาชนมุสลิม และชาวมลายูปัตตานี เข้าร่วม ขบวนการปลดปล่อยปัตตานี ในยุคนั้น

-พ.ศ.2453-2465 การต่อต้านรัฐบาลเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การลุกฮือและเกิดจลาจลหลายครั้ง ในประเด็นศาสนา และการปกครองที่ขัดประเพณีปฏิบัติกับมุสลิม

-พ.ศ.2466 ร.6 รัฐบาลไทยทบทวนผ่อนปรนระเบียบปฏิบัติที่ขัดกับ ศาสนาอิสลาม ให้ผู้นับถือศาสนาอิสลามมีบทบาท มากขึ้น :หลักรัฏฐประศาสโนบาย 6ข้อ (30 มิ.ย.2466) 

-พ.ศ.2475 ปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตย

-พ.ศ.2476 พรบ.การปกครองส่วนท้องถิ่น แม้การเลือกตั้ง สส. ครั้งแรกไม่มีคนมุสลิมเลย แต่สมัยหลังก็มีมากขึ้น

-พ.ศ.2482 การประกาศใช้นโยบาย “รัฐนิยม” 12 ฉบับ ของ

 จอมพล ป.พิบูลสงคราม ก่อให้เกิดความขัดแย้งไม่ พอใจของชาวมลายู เพราะนโยบายหลายข้อขัดต่อ ประเพณีชาวมลายูมุสลิม : สยาม-ไทย

 -พ.ศ.2490 ชาวมลายูโดยการนำของ หะยี สุหลง อับดุลกอเดร์  เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการปกครอง จชต.เป็นกรณี พิเศษ ได้รับการสนับสนุนจาก ตนกู มะหะหมัด  มูไฮยิดดิน ที่รัฐกลันตัน

-พ.ศ.2491 หะยี สุหลง ถูกทางการไทยจับกุม ความตึงเครียด จึงปะทุขึ้น ที่บ้านดุซงญอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส “กบฏดุชงญอ” มีผู้เสียชีวิต เป็นจำนวนมาก ผลกระทบครั้งนั้น มีชาวมลายูนับพันคนอพยพลี้ภัย ไปอยู่รัฐต่างๆ ของมาเลเซีย

-พ.ศ.2497 หะยี สุหลง หายตัวไปอย่างไร้ร่องลอย หลังถูกควบคุม ตัวอยู่ที่สงขลา ผลกระทบคือ ความรู้สึกต่อต้านและ หวาดระแวงต่อกันระหว่าง จนท.กับชาวมลายูมุสลิม

 การต่อต้านได้ปรากฏ เป็นขบวนการเคลื่อนไหวที่ชัดเจน ขึ้น เมื่อผู้อพยพจากเหตุการณ์ พ.ศ.2490-2491 ได้ รวบรวมสมาชิกจำนวนหนึ่งจัดตั้ง “ขบวนการประชาชาติมลายูปัตตานี”  GAMPAR : Gabogan Malayu Patani Raya ศูนย์กลางอยู่ที่โกตาบารู มีเครือข่ายอยู่ที่ รัฐกลันตัน เคดาร์ และสิงคโปร์ 

-พ.ศ.2497 หะยี สุหลง หายตัวไปอย่างไร้ร่องลอย หลังถูกควบคุม ตัวอยู่ที่สงขลา ผลกระทบคือ ความรู้สึกต่อต้านและ หวาดระแวงต่อกัน ระหว่าง จนท.กับชาวมลายูมุสลิม -พ.ศ.2502 ได้มีการรวมผู้นำและสมาชิกจากปัตตานี และ  GAMPAR จัดตั้งเป็นขบวนการใหม่ คือ “ขบวนการแนวหน้าแห่งชาติเพื่อปลดปล่อยปัตตานี” BNPP : Barisan National Pembebasan Patani

-พ.ศ.2503 ได้จัดตั้ง “ขบวนการปฏิวัติแห่งชาติ”  BRN : Barisan Revolusion Nasional  มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง รอยต่อไทย-มาเลเซีย

-พ.ศ.2506 ได้จัดตั้ง “ขบวนการปฏิวัติสาธารณรัฐปัตตานี” PARNAS : Party Revolusi Nasional

-พ.ศ.2511 ได้จัดตั้ง “ขบวนการปลดแอกสาธารณรัฐปัตตานี”

PULO : Patani United Liberation Organization  พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

 PKT : Party Komunis Thailand และ  พรรคคอมมิวนิสต์แห่งมาลายา

 PKM : Party Komunis Malaya  มีบทบาทเคลื่อนไหวตามแนวชายแดนไทย-มาเลย์เซีย

 มีหลักฐานชัดเจนว่า พรรคคอมมิวนิสต์ทั้ง2 สนับสนุน ขบวนการแบ่งแยกดินแดน ยุยงให้ประชาชนต่อต้าน อำนาจรัฐ 

-พ.ศ.2532 ได้มีการจัดตั้ง “ขบวนการเบอร์ซาตู” Bersatu  หรือ ขบวนการแนวร่วมเพื่อเอกราชปัตตานี มีวัตถุประสงค์เพื่อรวมองค์ต่างๆ ที่มีอุดมการณ์และ เป้าหมายเดียวกันเข้าด้วยกัน ประกอบด้วย

 BNPP, BRN, PULO และ GIP เบอร์ซาตูมีหลักการ เคลื่อนไหวที่สำคัญ คือ

 - ร่วมกันต่อต้านรัฐบาลไทย

 - เรียกร้องให้ประเทศมุสลิม และขบวนการประชาชาติ อิสลามทั่วโลก ให้สนับสนุนการต่อสู้ เพื่อปลดปล่อย ปัตตานี พบเอกสารธรรมนูญเบอร์ซาตู ประกาศใช้ เมื่อ 26 เม.ย.34 ประกอบด้วย

 - สภานโยบาย หรือสภาซูรอ (Majlis Syara)

 - ฝ่ายบริหาร (Majlis Eksekutif)

 - คณะทำงาน (Biro Biro)

เป้าหมายสูงสุด คือ จัดตั้งประเทศสาธารณรัฐอิสลามมลายูปัตตานี

 กองกำลังส่วนใหญ่เป็น BRN และ PULO

 การดำเนินงานของเบอณ์ซาตู ได้รับความสำเร็จ ค่อนข้างสูง โดยนำเอาหลักการต่อสู้เพื่อความชอบ ธรรมตามหลักการอิสลามเพื่อต่อต้านผู้รุกราน (Jihad  Meneteng Pinjajahan) มาเป็นยุทธศาสตร์สำคัญใน การดำเนินงานตั้งแต่ปี 2538

-พ.ศ.2538 ได้มีการจัดตั้ง “กลุ่มแนวร่วมมูจาฮีดีน”

 BBMP : Barision Bersatu Mujahidin Patani

 รวมผู้เคยร่วม นักรบมูจาฮีดีน ในอัฟกานิสถานทั้งใน และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อก่อเหตุรุนแรง ก่อวินาศกรรม อาศัยอยู่กับชุมชน และได้รับความ ร่วมมือจากชุมชน

 เป้าหมายคือ “การต่อสู่เพื่ออิสลาม”  และ สถาปนา “รัฐอิสลาม”

-พ.ศ.2540 ได้มีการจัดตั้ง คณะทำงานเพื่อเอกราชปัตตานี

 KBKP: Komiti Bertindak Kemerdekaan Patani  และคณะเจรจากับรัฐบาลไทย เพื่อวางแผนกำหนด ทิศทางการต่อสู้ เพื่อเอกราชปัตตานี เมื่อวันที่  15 มิถุนายน 2540 จึงได้มีการประชุมระหว่าง เบอร์ซาตู  กับคณะทำงาน และคณะกรรมการฯ ดังกล่าว ผลการ ประชุมได้มีการจัดตั้ง สมัชชาประชาชาติปัตตานี  และได้ถือเอาวันที่ 15 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันชาติมลายูปัตตานี”

 -พ.ศ.2520 รัฐบาลได้จัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัด ชายแดนภาตใต้” (ศอบต.) เพื่อประสานการปฏิบัติกับ  ส่วนราชการต่างๆ ให้มีเอกภาพ นำสู่ความสงบสุข

-พ.ศ.2545 รัฐบาลได้ยุบเลิก “ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัด ชายแดนภาตใต้” (ศอบต.)

 เหตุรุนแรงใน จชต.เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ พ.ศ.2491 : หะยีสุหลง /กบถดุซงญอ 

-พ.ศ.2547 กลุ่มก่อความรุนแรง เข้าปล้นปืนค่าย พัน.พัฒนา 4 อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส  และมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน

-พ.ศ.2548 รัฐบาลได้จัดตั้ง “คณะกรรมการอิสระเพื่อความ สมานฉันท์แห่งชาติ” เพื่อเยียวยา และยุติความ ขัดแย้ง

-พ.ศ.2549 รัฐบาลได้จัดตั้ง “ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัด ชายแดนภาตใต้” (ศอบต.) อีกครั้ง ... แต่ก็ยังมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน....

ความรู้และเข้าใจ พลวัตรทางภูมิรัฐศาสตร์

 เรียนรู้และเข้าใจ สังคมพหุวัฒนธรรม

 นำสู่... สันติสุข.....

 

โดย จอมมาร26

 

กลับไปที่ www.oknation.net