วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พระเจ้าช้างเผือก THE KING OF THE WHITE ELEPHANT อมตะศิลป์สันติภาพ



วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๓ เป็นวาระครบรอบ ๖๕ ปี วันสันติภาพไทย ภาพยนตร์ไทยขาว-ดำเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็น

นวนิยายเมื่อ ๗๐ ปีที่แล้ว ต่อมาถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ไทยเสียงในฟิล์มพูดภาษาอังกฤษตลอดเรื่อง ออกฉายครั้งแรกในวันที่  เมษายน ๒๔๘๔ พร้อมกันสามแห่ง คือ นิวยอร์ค สิงคโปร์ และโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง  สร้างปรากฏการณ์ใหม่อีกครั้งโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)  ได้กำหนดฉายภาพยนตร์เรื่องนั้นในวันดังกล่าวพร้อมกันทั่วประเทศ จังหวัดละหนึ่งแห่งในวัน-เวลาเดียวกันนับเป็นย่างก้าวที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติศาสตร์ของวงการภาพยนตร์ไทยต้องจารึกถึงบทบาทของภาพยนตร์ซึ่งทำหน้าที่เป็นมรดกทางปัญญาชิ้นสำคัญของชาติ  

 ภาพยนตร์เรื่องนั้นคือ ภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก THE KING OF THE WHITE ELEPHANT บทประพันธ์และอำนวยการสร้างโดย ปรีดี พนมยงค์  ตลอดระยะเวลา ๗๐ ปี บนเส้นทางเดินอันเต็มไปด้วยความหมายคงไม่มีใครกล้าปฏิเสธคุณค่ามหาศาลของผลงานศิลปะชิ้นนี้ได้

 THE KING OF THE WHITE ELEPHANT ทั้งที่เป็นนวนิยายและภาพยนตร์อุบัติขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๘๓ ท่ามกลางกระแสมหาสงครามซึ่งเริ่มปะทุขึ้นในยุโรปเมื่อปี ๒๔๘๑ ชัยชนะของฝ่ายอักษะในช่วงแรก ทำให้ลัทธินาซี-ฟาสซิสม์ แพร่เข้าสู่เอเชีย

 กล่าวสำหรับสยามประเทศเอง ซึ่งเวลานั้นได้เปลี่ยนชื่อเป็นไทยแลนด์แล้ว ผู้นำรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีส่วนหนึ่งเกิดความเลื่อมใสในลัทธิของฝ่ายอักษะ ทำให้กระแสลัทธิเชื้อชาตินิยมและลัทธิคลั่งชาติ ฝักใฝ่สงคราม แพร่หลายในสังคมสยามยุคนั้น

 ท่านปรีดี ฯ ในฐานะเป็นผู้บริหารคนหนึ่งในคณะรัฐบาล ได้พยายามทุกวิถีทางที่จะต้านทานกระแสการฝักใฝ่สงคราม อาทิ ในฐานะที่เป็นผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ท่านปรีดี ฯ ได้พยายามชี้แจงแสดงเหตุผลยับยั้งมิให้นักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองเดินขบวนเรียกร้องดินแดนอินโดจีนคืนจากฝรั่งเศส แต่ไม่สำเร็จ ทั้งยังคัดค้านมิให้รัฐสภาเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทยแลนด์ แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จเช่นกัน นอกจากนั้นยังได้ผลักดันให้บัญญัติกฎหมายว่าด้วยความเป็นกลางขึ้นในปี ๒๔๘๒

 THE KING OF THE WHITE ELEPHANT ก็เป็นความพยายามหนึ่งในวิถีทางดังกล่าว เพื่อจะให้บรรลุเป้าหมายแห่งความเป็นกลางและสันติภาพ ทั้งในเวทีสยามและเวทีสากล

 อย่างไรก็ตาม นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ไทยเรื่องนี้มิได้แสดงทัศนะสันติภาพของท่านปรีดี ฯเพียงด้านเดียวเท่านั้น กล่าวได้ว่านวนิยายเรื่องนี้ได้แสดงจุดยืน “สงครามและสันติภาพ” อันเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกันของท่านปรีดี ฯ ไว้อย่างชัดเจน

 แน่นอนสำหรับท่านปรีดีฯ สันติภาพหรือสภาวะที่ปราศจากสงครามเป็นภาวะที่พึงปรารถนาที่สุด ดังที่ท่านสรุปไว้ในตอนอวสานของ THE KING OF THE WHITE ELEPHANT ว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สันติภาพ คือความสุขสูงสุดของมนุษยชาติ

 แต่เมื่อสงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จุดยืนของท่านปรีดี ฯ ที่แสดงไว้อย่างชัดเจนในนวนิยายเรื่องนี้คือ จะต้องต่อต้านผู้รุกรานอย่างถึงที่สุด คือท่านยังเชื่อในสงครามเพื่อความเป็นธรรม (Just War)  ในขณะเดียวกันก็พยายามจำกัดวงของสงครามมิให้กระทบต่อประชาชน แม้จะเป็นประชาชนของฝ่ายผู้รุกรานก็ตาม ทั้งนี้เพราะท่านปรีดี  เชื่อว่า ประชาชนทุกค่ายล้วนรักชีวิต ปรารถนาสันติภาพ สงครามเกิดจากผู้นำเพียงไม่กี่คนที่กระหายอำนาจ

 ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้เขียนไว้ในคำนำนวนิยายในการจัดพิมพ์ครั้งแรกดังนี้

 นวนิยายเรื่อง พระเจ้าช้างเผือก นี้มีพื้นเรื่องมาจากเสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทยอันเป็นที่รู้จักกันดี คือ การรุกรานของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมักจะยกเรื่องช้างเผือกจำนวนไม่กี่เชือกมาบังหน้า แต่แท้ที่จริงก็เพื่อขยายบารมีและอานุภาพส่วนตัว ความปราชัยของจ้าวผู้ครองนครที่เปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยาน กระหายอำนาจ ก้าวร้าว ในการต่อสู้ตัวต่อตัวกับขุนศึกของไทยที่ยิ่งใหญ่และเพียบพร้อมด้วยคุณธรรมอันสูงส่ง ชัยชนะอันเด็ดขาดของธรรมะเหนืออำนาจ การปฎิบัติตามกรุณาธรรมและเมตตาธรรมอันปรากฎในคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งแม้นกาลเวลาจะล่วงเลยมากว่าสองพันสี่ร้อยปี ก็ยังคงเป็นประดุจประทีปแห่งความกรุณาที่ฉายแสงนำทางจิตใจของมนุษยชาติทั้งมวลให้หลุดพ้นจากความหายนะ

 พระเจ้าช้างเผือก เป็นการจำลองเรื่องราวในสมัยโบราณกาลของบรรดาประเทศแถบตะวันออก ยุคที่คนทั้งชาติจะลุกฮือขึ้นจับอาวุธเพียงแค่เมื่อพระเจ้าแผ่นดินมีบัญชา โดยไม่จำเป็นจะต้องรู้สาเหตุนอกจากจะต้องปฏิบัติตามบัญชานั้น อาณาประชาราษฎร์เหล่านี้แหละที่ปัจจุบันได้พบกับแสงสว่างจากคำสอนของสมเด็จพระพุทธองค์ และได้ตระหนักถึงความผิดพลาดโง่เขลาของบรรพบุรุษ พวกเขาได้ซาบซึ้งถึงการให้อภัย และการลืมเรื่องราวในอดีตกาลและไม่ว่าจะเป็นผู้ถูกรุกราน ผู้รุกราน ผู้ชนะหรือผู้แพ้ ได้หันมาร่วมมือกันด้วยความรักสมัครสมานฉันพี่น้อง ช่วยกันทำงานเพื่อความผาสุขร่วมกันของมนุษยชาติทั้งปวง

 เนื้อเรื่องกล่าวถึงพระเจ้าแผ่นดินซึ่งครองกรุงอโยธยา เมื่อ ๔๐๐ ปีที่แล้ว พระองค์ทรงปกป้องราชอาณาจักรด้วยพระแสงดาบ และทรงเสี่ยงพระองค์เพื่ออาณาประชาราษฎร์ โดยที่แผ่นดินนี้อุดมไปด้วยช้างจำนวนมากมาย และในจำนวนนี้ช้างเผือกได้รับการยกย่องว่าเป็นช้างที่มีคุณค่า เป็นมงคลประเสริฐสุด ดังนั้นประชาราษฎร์จึงพร้อมใจกันให้สมญากษัตริย์ผู้กล้าหาญของตนว่า “พระเจ้าช้างเผือก” พระเจ้าช้างเผือกมีพระนามจริงว่า จักรา พระองค์มิได้ทรงชื่นชมต่อความหรูหราโอ่อ่าของพระราชสำนักแต่อย่างใด แต่ทรงอุทิศพระองค์เองเพื่อประโยชน์สุขของชาติบ้านเมือง พระเจ้าจักราทรงกล้าหาญยิ่งในการรบ แต่ทรงรักสันติภาพ นวนิยายเรื่องนี้จึงเขียนขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่ “สันติภาพ” เพราะว่า “ชัยชนะแห่งสันติภาพนั้นมิได้มีชื่อเสียงบรรลือนามน้อยไปกว่าชัยชนะแห่งสงครามแต่อย่างใด”

 ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ได้เขียนคำนำของมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๓๓ ในคราวที่สมาคมธรรมศาสตร์ในลอสแองเจลีส ได้จัดพิมพ์นวนิยายเรื่อง พระเจ้าช้างเผือก THE KING OF THE WHITE ELEPHANT อีกครั้งในต้นฉบับเดิมภาษาอังกฤษ และฉบับแปลเป็นภาษาไทย เพื่อร่วมฉลองในวาระครบรอบ ๔๕ ปี วันสันติภาพไทย วันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๔๘๘ ดังนี้

 พระเจ้าช้างเผือกเป็นงานเขียนเชิงนวนิยายเล่มแรกและเล่มเดียวของนายปรีดี พนมยงค์ และดูเหมือนจะเป็นนวนิยายไทยเล่มแรกที่เขียนต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษด้วย

 นายปรีดีฯ ไม่ใช่นักเขียนนวนิยาย และมีภารกิจการงานบ้านเมืองที่ต้องรับผิดชอบใหญ่หลวงอยู่มากมาย แต่กระนั้นก็ยังมีความอุตสาหะสละเวลาที่ไม่ว่างเขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่องนี้ขึ้นมาจากจินตนาการ

 เป็นที่แน่ชัดว่านายปรีดี ฯ มิได้เขียนเรื่องนี้เพื่อความบันเทิงเริงรมย์, หากเพื่อการสื่อทัศนคติอันเกี่ยวกับสันติภาพ, โดยเห็นว่าสันติภาพนั้นเป็นของที่มีคุณค่า และหาได้ยากอันจะได้มาก็ด้วยการต่อสู้ในสงครามที่ชอบธรรมเท่านั้น   นายปรีดีฯ ได้แสดงทัศนะดังกล่าวไว้อย่างชัดเจนในเรื่องพระเจ้าช้างเผือกว่า “ เรามิได้ต่อสู้กับประชาชนหงสา แต่เราต่อสู้กับการรุกราน” และจบเรื่องด้วยพุทธภาษิตที่ว่า “นตถิ สนฺติปรํ สุขํ” ไม่มีสุขอื่นเสมอด้วยสันติภาพ

 นายปรีดี ฯ เขียนนวนิยายเรื่องนี้ขึ้น ในขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระหว่างปี ๒๔๘๒ – ๒๔๘๓ ภายหลังการไปเยือนยุโรป , สหรัฐ และญี่ปุ่นในปี ๒๔๗๘ ซึ่งเมื่อกลับมาประเทศไทยก็ได้ผลักดันให้มีกฎหมายว่าด้วยความเป็นกลางขึ้นในปี ๒๔๘๒ นวนิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นเพื่อเตือนให้ตระหนักถึงภัยของมหาสงครามซึ่งกำลังใกล้เข้ามา ตลอดจนความจำเป็นที่ประเทศไทยจักต้องเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับการรุกราน นายปรีดี ฯ ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อความคิดไปยังชนชั้นนำของไทยและของประเทศเพื่อนบ้านในขณะนั้น

 การเขียนนวนิยายและการสร้างภาพยนตร์ได้แล้วเสร็จภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก ซึ่งเป็นภาพยนตร์เสียงภาษาอังกฤษในฟิล์ม ได้นำออกฉายทั้งในประเทศและในประเทศใกล้เคียงก่อนที่สงครามในเอเชียแปซิฟิคจะอุบัติขึ้นเล็กน้อย...

 ภาพยนตร์เรื่อง พระเจ้าช้างเผือก THE KING OF THE WHITE ELEPHANT จากบทประพันธ์และอำนวยการสร้าง โดย ปรีดี พนมยงค์ , สัณห์ วสุธาร กำกับการแสดง หลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ ใจ สุวรรณทัต ปรีดี พนมยงค์ ผู้ช่วยกำกับ , ประสาท สุขุม A.S.C. ถ่ายภาพ , พระเจนดุริยางค์ กำกับดนตรี , แดง คุณะดิลก บทเจรจา , ชาญ บุนนาค บันทึกเสียง , บำรุง แนวพานิช ตัดต่อ , หม่อมเจ้ายาใจ จิตรพงศ์ กำกับศิลป์ , วงค์ แสนศิริพันธ์ ควบคุมโขลงช้าง , พระยาเทวาธิราช ที่ปรึกษาพระราชพิธีและเครื่องแต่งกาย , โรงถ่ายไทยฟิล์ม กรุงเทพ ฯ ผู้ผลิต , ถ่ายทำที่โรงถ่ายไทยฟิล์ม ทุ่งมหาเมฆ และจังหวัดแพร่ ผู้แสดง เรณู กฤตยากร แสดงเป็น พระเจ้าจักรา สุวัฒน์ นิลเสน แสดงเป็น สมุหราชมณเฑียร หลวงศรีสุรางค์ แสดงเป็น สมุหกลาโหมแห่งอโยธยา ไพริน นิลเสน แสดงเป็น เรณู ธิดาสมุหราชมณเฑียร นิตย์ มหากนก  แสดงเป็น เจ้าเมืองกานบุรี ประดับ ระบิลวงศ์ แสดงเป็น พระเจ้าหงสา ไววิทย์ ว.พิทักษ์ แสดงเป็น เจ้าชายบุเรง หลวงสมัครนันทพล แสดงเป็น อัครมหาเสนาบดี ประสาน ศิริพิเทศ แสดงเป็น สมุหราชมณเฑียรหงสา มาลัย รักตประจิตต์ แสดงเป็น ราชองครักษ์ หลวงวิลาศปริวัตร แสดงเป็นประชาชนวัยชราชาวหงสา

 ภาพยนตร์เรื่อง พระเจ้าช้างเผือก THE KING OF THE WHITE ELEPHANT ต้นฉบับเดิมที่นำออกฉายครั้งแรกเมื่อวันที่  เมษายน ๒๔๘๔ พร้อมกัน  โรงภาพยนตร์ในสามเมืองซึ่งห่างกันคนละซีกโลก คือ สิงคโปร์ นิวยอร์ค และโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง หลังจากนั้นได้หายไปจากประเทศไทย ฟิล์มเนกาติฟต้นฉบับภาพยนตร์สูญไปในเพลิงที่ไหม้เรือนเก็บฟิล์มภาพยนตร์ในโรงถ่ายภาพยนตร์ทหารอากาศ ทุ่งมหาเมฆระหว่างสงคราม แต่ยังโชคดีที่ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์ภาพยนตร์นี้ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งตามกฎหมายลิขสิทธิ์ของสหรัฐอเมริกา ผู้จดทะเบียนจะต้องส่งสำเนาภาพยนตร์  ชุด ไปเก็บไว้เป็นหลักฐานที่หอทะเบียนในหอสมุดรัฐสภา กรุงวอชิงตัน นอกจากนี้ท่านยังส่งฟิล์มภาพยนตร์อีกสำเนาหนึ่งไปฉายในสวีเดน...

 หอสมุดรัฐสภา กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ได้พิมพ์ถ่ายทอดฟิล์มภาพยนตร์ “พระเจ้าช้างเผือก” จากขนาด ๓๕ มิลลิเมตร ย่อลงเป็นฟิล์มขนาด ๑๖ มิลลิเมตรเพื่ออนุรักษ์ไว้ แล้วทำลายฟิล์มสำเนา ๓๕ มิลลิเมตรเดิมซึ่งเสื่อมสภาพ ไม่สามารถเก็บไว้ได้ต่อไป

 ส่วนสำเนา ๓๕ มิลลิเมตรที่ประเทศสวีเดนนั้น ปรากฏว่าไปตกอยู่ที่สถานเอกอัครราชฑูตไทยและต่อมาเมื่อมีการค้นพบในราวปี ๒๕๑๒ ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเวลานั้นได้ลี้ภัยทางการเมืองไปพำนักอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้นำฟิล์มสำเนานั้นไปจัดพิมพ์ขึ้นใหม่ โดยย่อลงเป็นฟิล์ม ๑๖ มิลลิเมตร และตัดต่อให้สั้นลงเหลือเพียงประมาณ  ชั่วโมง จากเดิมซึ่งยาวประมาณ  ชั่วโมงครึ่ง และท่านได้นำออกฉายเผยแพร่ให้นักเรียนไทยในฝรั่งเศสชม

 จนกระทั่งปี ๒๕๒๓ ได้มีการนำฟิล์มภาพยนตร์สำเนา ๑๖ มิลลิเมตร ของท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เข้ามาในประเทศไทย และจัดฉายสู่สาธารณชนอีกครั้ง หลังจากออกฉายครั้งแรกเมื่อ ๓๙ ปีก่อนหน้า และนับจากนั้นได้รับการนำออกฉายเป็นระยะๆ ทำให้อนุชนไทยเริ่มรู้จักภาพยนตร์เรื่องนี้

 ปี ๒๕๓๖ หอภาพยนตร์แห่งชาติ กรมศิลปากร ซึ่งเพียรพยายามติดต่อขอสำเนาฟิล์มภาพยนตร์ ๑๖ มิลลิเมตร จากหอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกามาเป็นเวลาหลายปี  ก็ได้รับความเอื้อเฟื้อจากหอภาพยนตร์แห่งชาติ ประเทศญี่ปุ่น จัดซื้อสำเนาภาพยนตร์ “พระเจ้าช้างเผือก” จากหอสมุดรัฐสภา สหรัฐอเมริกามอบให้  ชุด ขณะที่หอภาพยนตร์แห่งชาติ ประเทศญี่ปุ่นจัดซื้อเก็บไว้เอง  ชุด

 ฟิล์มภาพยนตร์ “พระเจ้าช้างเผือก” ที่หอภาพยนตร์แห่งชาติได้รับมานี้ เป็นฟิล์มสำหรับใช้งานฉาย มิใช้สำหรับเก็บรักษาเป็นต้นฉบับเพื่ออนุรักษ์ และได้รับการนำออกฉายบ่อยครั้งทั้งในประเทศ และส่งออกไปฉายยังต่างประเทศ..

 ปี  ๒๕๓๘ ในวาระแห่งการฉลอง ๑๐๐ ปี ภาพยนตร์โลก สภาสากลว่าด้วยภาพยนตร์โทรทัศน์และสื่อโสตทัศน์ ซึ่งมีสำนักงานอยู่  ที่ทำการใหญ่ยูเนสโก ปารีส ได้ทำแบบสอบถามไปยังรัฐสมาชิกทั่วโลก ขอทราบชื่อผลงานภาพยนตร์ซึ่งถือว่าเป็นผลงานชั้นเลิศแห่งมรดกของชาตินั้น ( a masterpiece of national heritage)

 ประเทศไทยในฐานะรัฐสมาชิก ได้รับแบบสอบถามนี้ และหอภาพยนตร์แห่งชาติได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ตอบ

 คำตอบของประเทศไทย คือ ภาพยนตร์เรื่อง พระเจ้าช้างเผือก ซึ่งสร้างโดย ปรีดี พนมยงค์ ออกฉายเมื่อปี ๒๔๘๔

 นอกจากนี้ในโครงการต่างๆ ของการจัดงานฉลองร้อยปีภาพยนตร์ ที่สำนักงานใหญ่ยูเนสโก  กรุงปารีส เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๓๘ กิจกรรมหนึ่งคือ การจัดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่ได้รับการอนุรักษ์แล้ว และอยู่ในหัวข้อขันติธรรม (Festival de Films restaures ou retouves sur le theme de la tolerance) ประเทศไทยได้รับการติดต่อให้เข้าร่วมกิจกรรม หอภาพยนตร์แห่งชาติได้เสนอส่งภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” ไปร่วมงาน และได้รับการจัดฉายในวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๓๘ ท่ามกลางภาพยนตร์จากทั่วโลกกว่าห้าสิบเรื่อง

 ปี ๒๕๔๓  ผู้จัดงานเทศกาลภาพยนตร์เอเซียของเมืองโดวิลล์ ประเทศฝรั่งเศส ได้ติดต่อหอภาพยนตร์แห่งชาติ กรมศิลปากร ขอภาพยนตร์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไปร่วมงาน หอภาพยนตร์แห่งชาติได้เสนอภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” ซึ่งผู้จัดเทศกาลก็ยอมรับหลังจากได้ดูสำเนาวีดีโอเทป แต่เนื่องจากฟิล์มภาพยนตร์ ๑๖ มิลลิเมตร ที่หอภาพยนตร์แห่งชาติมีอยู่นั้น อยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ หอภาพยนตร์แห่งชาติได้เสนอโครงการฟื้นฟูหรือปฏิสังขรณ์ฟิล์มภาพยนตร์ “พระเจ้าช้างเผือก” ให้กลับคืนเป็นฟิล์ม ๓๕ มิลลิเมตรอีกครั้ง ซึ่งปรากฏว่าทางเทศกาลภาพยนตร์เอเซีย แห่งเมืองโดวิลล์ ได้พยายามแสวงหาผู้สนับสนุนเงินทุน จนที่สุดได้รับการสนับสนุนสามารถสั่งจัดทำสำเนาฟิล์มจากหอสมุดรัฐสภา สหรัฐอเมริกา ส่งมอบแก่หอภาพยนตร์แห่งชาติ เพื่อพิมพ์ขยายขึ้นเป็น ๓๕ มิลลิเมตรต่อไป คณะกรรมการจัดงานฉลอง ๖๐ ปี ภาพยนตร์ “พระเจ้าช้างเผือก” ได้ทำโครงการเพื่อสนับสนุนการจัดทำฟิล์มสำเนา ๓๕ มิลลิเมตร เพื่อเป็นต้นฉบับ อนุรักษ์ไว้อย่างถาวรในหอภาพยนตร์แห่งชาติสืบไป พร้อมทั้งทำสำเนาสำหรับฉาย  ชุด

 และในวาระครบรอบ ๖๐ ปี ของภาพยนตร์ “พระเจ้าช้างเผือก” วันที่  เมษายน ๒๕๔๔ หอภาพยนตร์แห่งชาติ ได้จัดงานเฉลิมฉลองและนำภาพยนตร์ออกฉาย  โรงภาพยนตร์เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ ชั้น  เวิร์ดเทรด เซ็นเตอร์ กรุงเทพ ฯ ....

 ปี ๒๕๔๘ คณะกรรมการจัดงานครบรอบ ๖๐ ปีวันสันติภาพไทย และกองทุนเสรีไทยได้สนับสนุนทุนให้หอภาพยนตร์แห่งชาติ จัดทำภาพยนตร์ “พระเจ้าช้างเผือก” ออกเป็น ดี.วี.ดี. เผยแพร่สาธารณชน

 วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๐ องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) สำนักงานใหญ่  กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มีมติมอบรางวัลเฟลลินี (The Fellini  Silver Medal Award) เหรียญเงินเพื่อเชิดชูเกียรติผู้กำกับและองค์กรสร้างสรรค์ผลงานอนุรักษ์ศิลปะภาพยนตร์ให้แก่หอภาพยนตร์แห่งชาติ กรมศิลปากร อันเนื่องมาจากภาพยนตร์ พระเจ้าช้างเผือก

 พระเจ้าช้างเผือก แม้จะเป็นนวนิยาย “อิง” ประวัติศาสตร์ นำเค้าโครงเรื่องมาจาก “สงครามช้างเผือก” และ “สงครามยุทธหัตถี” ระหว่างอยุธยา (สมัยพระเจ้าจักรพรรดิ พระสุริโยไท พระนเรศวร) กับหงสาวดี (พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ บุเรงนอง และพระมหาอุปราชา) แต่เรื่องราวดังกล่าวถูกตีความเสียใหม่หมดในแง่ของ “สงครามกับสันติภาพ” ระหว่าง “ธรรมราชากับทรราช” โดยที่พระเจ้าช้างเผือก หรือ “พระเจ้าจักรา” แห่งอโยธยาเป็นธรรมราชา สนพระทัยในความทุกข์สุขของราษฎร ไม่โปรดในประเพณีที่ล้าหลัง เช่น การมีพระสนมมากมายถึง ๓๖๕ องค์ ส่วน “พระเจ้าหงสา” เป็นทรราช มีนโยบายรุกราน ดังนั้นเมื่อเกิดสงครามขึ้นระหว่างอโยธยาและหงสา (ไม่ใช่ระหว่าง “ไทย” กับ “พม่า” ตามสูตรแบบฉบับ “รัฐชาติ” และ “ลัทธิชาตินิยมล้าหลัง”) พระเจ้าจักราก็ท้าพระเจ้าหงสาชนช้างตัวต่อตัว พระเจ้าจักราทรงถือว่า สงครามความขัดแย้งในอดีตนั้นเป็นเรื่องระหว่างกษัตริย์ต่อกษัตริย์ (หาใช่เป็นเรื่องของชนชาติต่อชนชาติไม่) ไม่ต้องการให้ไพร่พลทหารเลวต้องบาดเจ็บล้มตาย การต่อสู้ของพระองค์มิได้ต้องการพิชิต “สงคราม” ในความหมายเก่า แต่ทรงต้องการ “สันติภาพ” ในความหมายใหม่...

 คุณค่าในนวนิยายและภาพยนตร์ พระเจ้าช้างเผือก THE KING OF THE WHITE ELEPHANT มีมากมาย นอกจากจะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ศิลป์ชิ้นสำคัญของไทย ในวงวรรณกรรม และภาพยนตร์ ที่ชูประเด็นสันติภาพ ซึ่งเป็นหลักใหญ่ของมนุษยชาติแล้ว ในแง่ความเป็นศิลปะภาพยนตร์ ได้ก้าวข้ามพรมแดนแห่งความสมจริงไปสู่แก่นแกนความคิด ผสานจินตนการของผู้ประพันธ์ และอำนวยการสร้าง

 ดังเช่น ฉากพระเจ้าจักราเสด็จออกว่าราชการ บรรดาข้าราชสำนักยืนเฝ้า ไม่ได้หมอบคลาน หรือ ในบ้านของสมุหราช มณเฑียรมีรูปปั้นสมัยใหม่ประดับ เป็นการย้ำเตือนผู้ชมให้ระลึกว่า กำลังชมภาพยนตร์ที่เสนอแนวความคิดที่ควรเป็นมากกว่าให้ถูกต้องตามยุคสมัย ฉากที่แสดงเจตจำนงของผู้สร้างชัดเจน คือ ฉากพระเจ้าหงสายืนประกาศสงครามอยู่บนระเบียงหน้าที่ประทับ ราษฎรจำนวนมากยืนฟังอยู่ตรงลานข้างล่าง มีชายชราผู้หนึ่งลุกขึ้นเดินเข้ามาใกล้ แล้วกล่าวว่า “ขอเดชะฯ พสกนิกร ต่างเหนื่อยล้าจากการทำสงครามไปทั่วทุกคน ในชีวิตของข้าพระพุทธเจ้าได้ถูกสั่งให้ไปทำสงครามมากกว่าสิบหน และครั้งนี้เพื่อช้างเผือกเพียงเชือกเดียว ข้าพระพุทธเจ้ารู้สึกเชื่อมั่นเหลือเกินว่า สิ่งที่พระองค์มีพระประสงค์ให้พวกข้าพระพุทธเจ้าไปตายเพื่อให้ได้มานั้น ย่อมสามารถได้มาด้วยวิธีการเจรจาโดยสันติ พ่ะย่ะค่ะ” พอได้ฟังชายชรากล่าวจบ พระเจ้าหงสาโกรธเกี้ยว เอื้อมพระหัตถ์ไปหยิบหอกของทหารองครักษ์พุ่งใส่ร่างชายชราปักหัวใจถึงแก่ความตายทันที นี่คือผลตอบแทนต่อราษฎรที่กรำศึกสงครามมากว่าค่อนชีวิต ต้องจบลงด้วยโทสะเพียงชั่ววูบของผู้นำอธรรม หรือฉากการรบเข้าประจัญกันของกองทัพหงสาผู้รุกรานกับกองทัพอโยธยา ดูคล้ายดั่งฝูงมดแมลงยกพวกเข้าห่ำหั่นกัน และการเร่งสปีดภาพช่วงสู้รบให้เร็วกว่าปกติทำให้ผู้ชมได้ครุ่นคิดตรึกตรองอย่างมีสติ

 ความงดงามของศาสตร์ทางศิลปะด้านต่างๆในภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือกได้เป็นศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญชั้นสูงให้มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานอันเป็นอมตะ อาทิ การถ่ายภาพขาว-ดำได้อย่างยอดเยี่ยมของ ประสาท สุขุม A.S.C. โดยเฉพาะโขลงช้าง การถ่ายภาพช้าง โดยขุดดินเป็นหลุมช่างภาพนำกล้องลงไปอยู่ในหลุมตั้งกล้องมุมเงยแล้วให้ช้างเดินข้ามผ่านหลุมไป, การสร้างเพลงประกอบภาพยนตร์ตลอดเรื่อง โดย พระเจนดุริยางค์ ผู้เป็นดุริยกวีคนสำคัญ กำหนดให้มีเพลงอยู่  ส่วนด้วยกัน คือ ๑. เพลงเอกประจำเรื่องมีอยู่  เพลง ๒.เพลงที่ใช้บรรเลงระหว่างฉากใช้เพลงคลาสสิคเป็นท่อนๆ หลายบทเพลงด้วยกัน ๓.เพลงประกอบเสียง ใช้เครื่องดนตรีบางชิ้น เช่น เปิงมางคอก มโหรทึก ปี่กลอง วิธีดำเนินเพลง ใช้อารมณ์ของภาพยนตร์เป็นสำคัญ ภาพบู๊เพลงเร้าใจ ภาพสนุกเพลงก็จะสนุก ภาพเศร้าเพลงก็เศร้า พระเจนดุริยางค์ พยายามใช้ทำนองที่เหมาะสมเป็นเพลงเพื่อการฟัง มีทำนอง ไม่ใช่เพลงประกอบภาพเสียทีเดียว แต่เป็นภาพประกอบเพลง...

 กล่าวได้ว่านวนิยายและภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก THE KING OF THE WHITE ELEPHANT บทประพันธ์และอำนวยการสร้างโดย ปรีดี พนมยงค์ คือ มรดกทางศิลปวัฒนธรรมชิ้นสำคัญที่เปล่งประกายพลานุภาพชูหลักสันติธรรมให้สูงเด่น ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่ใดก็ตาม

 

บรรณานุกรม

............................................................................................................................................

คำนำสำนักพิมพ์, พระเจ้าช้างเผือก แปลจาก “THE KING OF THE WHITE ELEPHANT by Pridi Banomyong 

 บรรณาธิการ สันติสุข  โสภณสิริ , พิมพ์ครั้งที่สอง พฤศจิกายน ๒๕๔๒ , ผู้จัดพิมพ์ : คณะกรรมการดำเนินงานฉลอง ๑๐๐ ปี

ชาตกาล นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ภาคเอกชน

เล่มเดียวกัน....(เพิ่งอ้าง)

เล่มเดียวกัน....(เพิ่งอ้าง)

โครงการจัดงานฉลอง ๖๐ ปี ภาพยนตร์ “พระเจ้าช้างเผือก” , (กรุงเทพ ฯ : หอภาพยนตร์แห่งชาติ, ๒๕๔๔)

เอกสารประกอบการฉายภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก ในวาระได้รับเกียรติร่วมฉลองร้อยปีภาพยนตร์โลก

เมื่อวันที่  มีนาคม ๒๕๓๘  หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต จัดโดย มูลนิธิหนังไทย ในพระอุปถัมภ์ของ

พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอนุสรณ์มงคลการ (หน้า ๑๐๑ – ๑๐๒)

โครงการจัดงานฉลอง ๖๐ ปี ภาพยนตร์ “พระเจ้าช้างเผือก” (กรุงเทพ ฯ : หอภาพยนตร์แห่งชาติ , ๒๕๔๔)

 ชาญวิทย์ เกษตรศิริ , ๖๐ ปี พระเจ้าช้างเผือก , โครงการจัดงานฉลอง ๖๐ ปี ภาพยนตร์ “พระเจ้าช้างเผือก”,

 (กรุงเทพ ฯ : หอภาพยนตร์แห่งชาติ , ๒๕๔๔)

พระเจ้าช้างเผือก แปลจาก “THE KING OF THE WHITE ELEPHANT by Pridi Banomyong , (หน้า ๔๕)

  บรรณาธิการ สันติสุข โสภณสิริ , พิมพ์ครั้งที่สอง พฤศจิกายน ๒๕๔๒ , ผู้จัดพิมพ์ : คณะกรรมการดำเนินงานฉลอง ๑๐๐ ปี

ชาตกาล นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ภาคเอกชน

 สุกรี เจริญสุข , เพลงประกอบภาพยนตร์ โดย พระเจนดุริยางค์ , ๖๐ ปี พระเจ้าช้างเผือก , โครงการจัดงานฉลอง ๖๐ ปี 

ภาพยนตร์   “พระเจ้าช้างเผือก” , (กรุงเทพ ฯ : หอภาพยนตร์แห่งชาติ, ๒๕๔๔)



โดย สินธุ์สวัสดิ์ยอดบางเตย

 

กลับไปที่ www.oknation.net