วันที่ พุธ พฤศจิกายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Sydney Australia ทำ Shuttertd ใจแตก!!! (ตอนที่ 1)


                   เคยเกิดความสงสัยว่า ทำไมเพื่อนผมถึงชอบเที่ยวต่างประเทศ แล้วก็ยังมายุยงส่งเสริมให้ผมไปเที่ยวต่างประเทศบ้าง ส่วนตัวผมเองเคยมีความคิดว่า จะไปเที่ยวทำไมต่างประเทศ ลำพังในประเทศเองมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายเที่ยวยังไงก็เที่ยวไม่หมด แถมไปต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายยังสูงอีกต่างหาก เงินทองก็รั่วไหลออกนอกประเทศ บางประเทศมีแต่สิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ ตึกรามบ้านช่องทั่วไปก็คล้ายๆ กรุงเทพฯ บ้านเรา และที่สำคัญ "ผมกลัวคุยกะเค้าไม่รู้เรื่อง"

                    จนกระทั่งวันหนึ่ง แฟนของน้องสาวซึ่งเดินทางมาจากประเทศ Australia ได้เอ่ยปากชวนให้ไปเที่ยวยังประเทศ Australia และเสนอขึ้นมาว่าให้ไปพักที่บ้าน ไม่ต้องเสียค่าที่พัก ความคิดที่จะลองเดินทางไปเที่ยวยังต่างประเทศ ก็ได้บังเกิดขึ้น ซึ่งในชีวิตนึงคงหาโอกาสแบบนี้ได้ยากยิ่งนัก หลังจากนั้นผมก็เพียรพยายามเก็บเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางครั้งนี้ ซึ่งหลักๆ ก็เป็นค่าเครื่องบิน และค่าใช้จ่ายทั่วๆ ไป

                     สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนที่จะเดินทางไปต่างประเทศ ก็คือ passport ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากในการทำ แต่สิ่งที่สร้างความกังวลให้กับคณะเดินทางก็คือการทำ Visa จากการหาข้อมูลในเวบไซต์ต่างๆ บางคนก็บอกว่าผ่านไม่ยาก บางคนก็บอกว่ายาก แต่สำหรับผมทุกอย่างดูยากไปหมด เพราะไม่เคยมีประสบการณ์ในการเดินทางออกนอกประเทศเลย การทำ Visa Australia นั้นสามารถยื่นเอกสารเพื่อขอวีซ่าได้หลายช่องทาง ทั้งยื่นเอกสารด้วยตัวเอง ที่สถานทูต หรือยื่นผ่านบริษัทตัวแทนของสถานทูต การยื่นผ่านทาง Internet การยื่นผ่านทางไปรษณีย์ แต่ผมเลือกใช้วิธีการยื่นกับบริษัทตัวแทนของสถานทูต ก็คือ บริษัทวีเอฟเอส (ประเทศไทย) จำกัด เพราะว่าสะดวก เอกสารถูกส่งไปยังสถานทูตแน่นอน ไม่ยุ่งยาก การเดินทางก็ง่าย การให้ข้อมูลก็ครบถ้วน โดยสามารถเข้าไปศึกษาหาข้อมูลทั้งหมดได้ที่ http://vfs-au.net/Thai สิ่งที่สำคัญในการขอ Visa Australia เอกสารต่างๆ ต้องครบถ้วนสมบูรณ์ ตอบข้อสงสัยของทางสถานทูตได้ ซึ่งเอกสารที่ผมใช้ในการยื่นประกอบไปด้วย
- แบบฟอร์มการขอวีซ่า 48R (เป็นภาษาอังกฤษ) หรือ 48R Tha (เป็นภาษาไทย) แต่การกรอก ต้องกรอกเป็นภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- สำเนาบัตรประชาชน
- รูปถ่าย 2 รูป (ขนาดและมาตรฐาน ตาม http://vfs-au.net/Thai/visitor_photospec.html)
- สำเนา passport และตัวจริง
- หนังสือรับรองการทำงาน ซึ่งอาจจะระบุวันลา วันหยุด และการรับรองเรื่องการกลับมาทำงาน ซึ่งผมคิดว่าน่าจะสำคัญ เพราะการมีงานทำเป็นหลักแหล่งเป็นหลักประกันว่า จะไม่มีการหนี Visa เพื่อไปทำงานปักหลักอยู่ที่ Australia อย่างแน่นอน
- statement ย้อนหลัง 6 เดือน บางคนก็บอกว่าต้องมีเงินในบัญชีหลักแสน บางคนก็บอกว่าไม่จำเป็นแค่มีการเข้าออกของเงินเป็นปกติและเพียงพอต่อการใช้จ่ายตลอดการอยู่ที่ Australia ก็พอ แต่สำหรับผม ใช้ statement ของ 2 ธนาคารประกอบกัน เพื่อให้มีจำนวนเงินในบัญชีมากๆ เอาไว้ก่อน แต่ขอแนะนำว่า อย่าพยายามทำให้เงินในบัญชีมีมากเกินความเป็นจริงในระยะเวลาอันรวดเร็ว เพราะมันจะผิดสังเกต ยกตัวอย่างเช่น น้องสาวของผม ที่เป็นญาติกันและร่วมเดินทางไปด้วย เค้าไปยืมเงินของพ่อเอามาใส่บัญชี ก่อนหน้าการขอ Visa เพียงไม่กี่วัน มันกลายเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สถานทูตปฏิเสธการขอ Visa แต่ถ้าคิดที่จะทำยอดบัญชีก็ต้องสามารถชี้แจงให้ได้ว่า เงินที่ได้มานั้น ได้มาอย่างไร โดยอาจจะทำเป็นจดหมายอธิบายก็ได้
- หนังสือเชิญ หากมีญาติ หรือเพื่อนที่อาศัยอยู่ที่ Australia
- เงินค่าธรรมเนียม ไม่เกิน 4000 บาท ผมจำไม่ได้ว่า จำนวนที่แน่นอนเป็นเท่าไหร่ ไม่ต้องไปซื้อเช็ค ซื้อดราฟท์อะไรให้ยุ่งยาก เอาเงินไปให้เค้าที่เคาท์เตอร์ ทีเดียวจบ

             หลังจากยื่นเอกสารแล้ว ก็มารอลุ้นว่ามันจะผ่านหรือไม่ผ่าน ซึ่งใช้เวลาในการพิจารณา 1 สัปดาห์เต็มๆ นับจากวันยื่นเอกสาร พอ Visa ผ่านคราวนี้ก็เริ่มหาข้อมูลในการท่องเที่ยว เข้าเวบนู้นออกเวบนี้ ข้อมูลเต็มไปหมด สถานที่ท่องเที่ยวก็มีอยู่มากมาย กำหนดการเดินทางท่องเที่ยวที่วางไว้มีทั้งหมด 8 วัน 7 คืน (เดินทาง 2 วัน วันละ 9 ชั่วโมง) แต่มีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นก่อนการเดินทางเพียง 2 สัปดาห์ ก็คือ ที่พักที่แฟนของน้องสาวจัดไว้ให้ ไม่สามารถเข้าพักได้ ด้วยเหตุผลบางอย่าง ต้องหาที่พักกันเอาเอง พอไม่มีที่พักกำหนดการทุกอย่างก็เริ่มรวน และไร้ทิศทาง คณะเดินทางของผม ซึ่งแต่เดิมมีทั้งหมด 10 คน ก็ต้องแบ่งการท่องเที่ยวเป็น 2 กลุ่ม 2 แบบ คือ กรุ๊ปแรก 7 คนซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยญาติผู้ใหญ่และครอบครัว เลือกที่จะซื้อทัวร์เหมาจ่าย ทั้งหมด 4 วัน มีที่พัก และอาหาร 5 มื้อ สถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ก็มี เที่ยวชมเมือง 1 วัน / เที่ยว blue mountains 1 วัน / เที่ยว canberra เมืองหลวง Australia 1 วัน / และวันสุดท้ายพาเดิน shopping ซื้อของฝากที่ paddy's market ส่วนกรุ๊ปที่ 2 มี 3 คน ก็คือ ตัวผมเอง กับแฟน และเพื่อน ซึ่งมีที่พักเป็นบ้านเพื่อนที่ได้สัญชาติ Australia และอาศัยอยู่ที่ Australia มากว่า 10 ปีแล้ว โดยเลือกที่จะเที่ยวกันเอง ไม่ซื้อทัวร์ ให้เพื่อนที่อยู่ Australia พาเที่ยว ซึ่งโปรแกรมที่วางเอาไว้ หลักๆ ก็คือ เที่ยวชมเมือง sydney / wollongong / port stephens / blue mountains / canberra

              ในเวลาต่อมา ตัดข้ามมาถึงวันเดินทาง ผมได้เที่ยวบินของการบินไทยตอนเช้า ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิตอนแปดโมง ในชีวิตผมเคยขึ้นเครื่องบินเพียงแค่ครั้งเดียวจากภูเก็ตมากรุงเทพฯ สนามบินสุวรรณภูมิก็ไม่เคยไป ขั้นตอนเค้าทำกันยังไงบ้างก็ไม่รู้ ทุกอย่างทำให้ผมกลัว กลัวจะทำอะไรเปิ่นๆ แต่โชคดีที่มีเพื่อนทำงานอยู่เกี่ยวกับสายการบินให้คำแนะนำอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการเก็บกระเป๋าเดินทาง การ check in รับ boarding part ผ่านด่านตรวจ ตม. จนกระทั่งขึ้นเครื่อง แต่ก็ไม่วายมีเรื่องให้ต้องเสียเวลา เพราะก่อนจะผ่านด่านตรวจ ตม. เค้าจะมีแบบฟอร์มมาให้กรอก ตอนรับ boarding part ให้กรอกชื่อ ที่อยู่ แล้วยื่นให้ ตม. แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าต้องกรอก จนกระทั่งถึงคิวต้องยื่นฟอร์ม ทั้งคณะมีอยู่ 7 คน ที่ไม่ได้กรอกแบบฟอร์มนี้ ทำให้เสียเวลาต้องออกจากแถวที่ตอนนั้นมีคนมาต่อคิวเยอะมากๆ และได้รับเสียงบ่นมาให้ได้ยินจากเจ้าหน้าที่ ตม. ว่า "เสียเวลาจริงๆ" และทำสีหน้าไม่พอใจ อีกเสียงหนึ่งก็มาจากคนที่มาต่อคิวหลังจากคณะผม ก็ทำท่าทางหงุดหงิด และเริ่มบ่นกับลูกว่า "รอหน่อยนะลูก เสียเวลาหน่อยนะ" ผมก็ไม่รู้ว่าเค้าจะบ่นทำไม เพราะระหว่างที่ผมกรอกเอกสารกันอยู่ เจ้าหน้าที่ ตม.ก็ให้คนที่ต่อคิว ข้ามคิวผมไปเรื่อยๆ ก็ไม่เสียเวลาอะไรมากมาย ก็เป็นไปตามคิวอยู่แล้ว ถ้าเกิดบังเอิญว่าเค้าได้เข้ามาอ่าน blog นี้ ผมก็ต้องขอโทษด้วยนะครับ ก็คนเค้าไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศนี่นา...

               ระหว่างการเดินทาง 9 ชั่วโมงบนเครื่องบิน เป็นช่วงเวลาแห่งความตื่นเต้นกับการนั่งเครื่องบินไปต่างประเทศครั้งแรก โชคดีว่าเป็นสายการบินไทย พอจะคุยกันรู้เรื่องกับพนักงาน ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องลุ้น จะไปลุ้นกันอีกทีก็ตอนผ่านด่าน ตม.ของ Australia เพราะ ที่ Australia ค่อนข้างเข้มงวดเรื่องการกักกันโรค โดยเฉพาะการจะนำอาหารประเภท เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากนม ผลิตภัณฑ์จากไม้ จะต้องมีการสำแดงสิ่งเหล่านี้ในเอกสารที่แอร์โฮสเตสจะแจกให้บนเครื่องบิน ตอนแรกที่หาข้อมูลมา ก็มีตัวอย่างแบบฟอร์มนี้แต่เป็นภาษาอังกฤษก็พยายามศึกษามาอย่างละเอียด แต่ที่ได้รับแจกมากลับกลายเป็นภาษาไทย คราวนี้ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่เลย หลักๆ ก็คือว่า ถ้าไม่แน่ใจว่าเอาสิ่งต้องห้ามไปหรือเปล่าก็ตอบ yes ไว้ก่อน โดยเฉพาะอาหารต่างๆ ให้ตอบ yes ไว้ก่อน ไม่ว่าจะเป็น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จะมีคนถามว่าเอาไปได้มั้ย ขอตอบเลยว่าได้ แต่ต้องสำแดง ปลากระป๋อง อาหารต่างๆ ถ้าหากว่าอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่มิดชิดส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหา ถ้าหากว่าไม่สำแดง และตรวจพบว่านำของต้องสำแดงเข้าประเทศ จะต้องถูกปรับ แพงมากๆ (สามารถศึกษาข้อมูลได้จาก http://www.anzcentre.com/Content.asp?id=CONTENT-05102320064) แต่ขอบอกว่า ไม่ต้องกลัวเหมือนที่ผมกลัว

               9 ชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนแทบไม่อยากลงจากเครื่องบิน ที่ไม่อยากลงเพราะผมกลัว ตม. กลัวคุยกะเค้าไม่รู้เรื่องอีกแล้ว นี่ยังดีว่าเดินทางเป็นหมู่คณะ ไม่ได้เดินทางคนเดียว แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปอย่างเรียบร้อย ไม่มีอะไรติดขัด ยกเว้นเพื่อนรักของผม ที่ขนเอาของฝากจากเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็น ขนมโก๋อ่อน ขนมอาลัว โดนเรียกตรวจและซักถามนู่นนี่นั่นว่ามันคืออะไร ถ้าเป็นผมก็คงแย่ เพราะไม่รู้จะไปบอกฝรั่งเค้าว่ามันคืออะไร ใช้เวลาอยู่นานมากจนเพื่อนผมผ่านด่านออกมาได้เป็นคนสุดท้าย หลังจากผ่านทุกด่านออกมาแล้ว คราวนี้ก็เหมือนติดปีกจะบินไปไหน จะทำอะไรก็ไม่ต้องอาย ไม่ต้องเขิน เพราะที่ Australia ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครว่าจะทำอะไรก็ไม่ต้องอาย โอ้...มันดีอย่างงี้นี่เอง

                หลังจากลงเครื่องบิน ผ่านด่านตรวจ ตม. เพื่อนของเพื่อนเป็นคนมารับที่สนามบิน คณะเดินทางที่มีทั้งหมด 10 คนก็แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มตามที่ได้บอกไว้ตอนแรก กลุ่มแรก 7 คน มีแฟนของน้องสาวมารับไปส่งที่โรงแรม Formule 1 สาขาถนน kingcross ถ้าหากว่าใครคิดจะไปเที่ยวที่ Australia แบบผจญภัย ไม่ซื้อทัวร์ และกำลังมองหาที่พักราคาถูกที่ไม่ใช่แบบ backpacker โรงแรมนี้ก็เป็นอีกหนึ่งโรงแรมที่น่าสนใจ การเดินทางก็แสนจะสะดวกด้วยระบบขนส่งระบบราง ส่วนตัวผมเอง กับแฟน และเพื่อนอีก 1 คน ก็เริ่มตะลุยแดนจิงโจ้ยามค่ำคืน ทุกอย่างดูตื่นตาตื่นใจไปหมด สองข้างทางที่ผ่านไปเต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่อง ผสมผสานกันทั้งเก่าและใหม่ อะไรก็ดูแปลกตาไปหมด

                          ประเดิมกันก่อนด้วยร้าน Pancake on the rock ร้าน Pancake ชื่อดังย่าน The rock ซึ่งเป็นย่านอาคารเก่าแก่ของ Sydney อาหารแต่ละจานถ้าเทียบเป็นเงินไทยก็ประมาณสามร้อยกว่าบาท แต่จานใหญ่มาก  ออกจากร้าน Pancake on the rock ก็ไปเดินเล่นกันต่อแถวๆ Habour bridge ชม Opera house ยามค่ำคืน ก็ไม่นึกไม่ฝันว่าคืนแรกที่ไปถึงจะได้เที่ยว ได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลก นี่หรือ คือ Opera house

                            ในตอนต่อไป ซึ่งถือเป็นวันที่ 2 ใน Sydney ผมจะพาไปเที่ยว Wollongong เมืองทางตอนใต้ของ Sydney เมืองเล็กๆ ติดชายฝั่งทะเลที่สวยงาม บรรยากาศดีมาก มีสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติให้ชม แล้วตามไปเที่ยวด้วยกันนะครับ

 
       
                  

โดย SHUTTERTD

 

กลับไปที่ www.oknation.net