วันที่ อังคาร พฤศจิกายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ฮ๊าไฮ้...ไป "พม่า" Union of Myanmar :: ด้นเมฆไป "พระธาตุอินทร์แขวน (ไจก์ธิโย)" แมนเมืองสวรรค์


เรารอเวลารถออกด้วยใจระทึกแล้วระทึกอีก จนเปลียนเป็นจิตใจปกติ และกระวนกระวายว่ามันจะออกวิ่งมั้ยวะวันนี้ สุดท้ายก็ทำใจ เพราะคงต้องรอให้คนเต็มรถ (จนแทบล้น) จริง ๆ พ่อโชเฟอร์ถึงจะยอมขยับรถ ด้วยว่าไม่มีอะไรให้ดู ไม่มีอะไรให้ทำ ฉันเดินจนแทบจะรอบเชิงเขา ไจ้เทียว จนกลับมารอที่ท่ารถ นอนฟังคาราโอเกะพม่า ที่บรรดาเด็กรถบ้าง แม่ค้าขายของบ้าง ส่งเสียงร้องประสานกันอย่างสนุกสนาน

นั่งฟัง นอนฟัง จนหลับก็ยังได้ฟัง ตื่นมาหลายรอบ ผู้โดยสารก็ยังไม่เต็ม รถก็ยังไม่ออก สาวน้อยหน้าตาแฉล่มสองแก้มปกคลุมด้วย ทานะคา เดินมาส่งยิ้มให้ เสนอขายหมวกปีกกว้างราคาไม่แพง คุณแม่ของน้องอร เพื่อนน้องหนิงจึงอุดหนุนและต่อรองกันอย่างสนุกสนาน ฉันเดินไปเยี่ยม ๆ มอง ๆ เธอจึงเสนอขายเสื้อกันฝนให้ และบอกว่าข้างบนฝนตกหนักมากที่เดียว

ฉันมองขึ้นไปบนภูเขา ถึงแม้นจะมีเมฆปกคลุมมาก แต่ก็ไม่ได้คิดถึงผลกระทบของฝนแต่อย่างใด แต่ด้วยความที่สาวน้อยชาวพม่านั้น ฉอเลาะช่างพูด และไม่ได้บังคับซื้อ ฉันจึงแกล้งต่อราคาจาก 400 จั๊ด เหลือ 250 จั๊ด ซึ่งเธอก็เต็มใจขายให้ จึงได้อุดหนุนเธอมา 1 อัน

เมฆและหมอกฝน ที่ปกคลุมอยู่จนทั่วบริเวณเขาไจ้เที่ยว

หลังจากที่รถพร้อม คนพร้อมพวกเราก็ขึ้นนั่งประจำที่ หนุ่มน้อยเด็กรถเดินตามแถวที่นั่งต่าง ๆ เพื่อเก็บเงินและมาหยุดที่เรา ฉันยื่นเงินให้เขา 6,000 จั๊ด เพราะเรานั่งมา 4 คน เขาพยายามอธิบายให้เราฟังว่า ที่นั่งด้านหน้านั้นต้องนั่ง 5 คน และราคาแพงกว่าด้านหลัง พวกฉันต้องจ่ายคนละ 2,000 จั๊ดแทนที่จะเป็น 1,500 จั๊ดต่อคน และหากต้องการนั่งข้างหน้าแทนที่ต้องจ่าย 4 คน ฉันต้องจ่าย 5 คนให้เต็มจำนวนที่นั่ง ไม่เช่นนั้นแล้ว รถจะไม่ออก

ฉันชะโงกหัวออกจากตัวรถลอดหน้าต่างด้านหน้าถามน้อง ๆ ที่นั่งข้างหลังว่ามีใครจะมานั่งข้างหน้ามั้ย เสียงเจ้าหนิงตะโกนมาพร้อมกับกระโดดลงจากท้ายรถมานั่งด้านหน้าทันที ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ยังแข็งขันที่จะนั่งกินลมด้านหลังอยู่เลย ถามไปถามมาได้ความว่า ที่นั่งด้านหลังนั้นแออัดมาก เพราะนอกจากจะมีคนนั่งกันอย่างยัดเยียดแล้วยังมีสัมภาระข้าวของที่แต่ละคนนำมาด้วย ขยับแข้งขยับขาแทบไม่ได้ จึงขอย้ายมานั่งด้านหน้าแทน

คนขับร่างอ้วนท้วม แถมดำทมึนขึ้นประจำที่นั่ง ซึ่งก็ล้นจากที่นั่งออกมาอยู่มากโข เขาขยับเกียร์พร้อมเหยียบคันเร่งเพื่อออกรถ เส้นทางสายแคบ ๆ โรยด้วยลูกรังสีแดงอัดแข็งทอดไปข้างหน้า เจ้าสีล้อคันมหึมาขยับไปข้างหน้าบนทางชัน ๆ

รถแล่นผ่านเส้นทางธรรมชาติที่แทบจะหาไม่ได้แล้วในบ้านเมืองของเรา บนสันเขาลูกนี้ เราได้เห็นป่าไม้ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง และสิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทย วี๊ดว๊ายกระตู้ฮู้กันมากมายก็เห็นจะไม่พ้นน้ำตกสายใหญ่เส้นหนึ่งที่ทอดสายน้ำเชี่ยวกรากอยู่บนภูเขา เหมือนใครเอาขึ้นมาแปะเอาไว้ให้ชม

น้ำตกขนาดใหญ่บนเขาไจ้เที่ยว

สารถีรูปร่างน่ากลัวคนนั้น คงเห็นความตื่นเต้นของสาวไทยแล้วคงนึกขำ เขายิ้มมุมปากและอยู่ ๆ ก็จอดรถให้เราได้ถ่ายภาพกันอย่างสนุกสนาน

"เจซูติน บาแด"

ฉันออกปากขอบคุณเขาด้วยภาษาพม่าแปร่ง ๆ เขายิ้มให้จนเห็นฟันหน้า เรายังคงนั่งรถต่อไปด้วยความสงบ และนึกชื่นชมผืนป่าผืนนี้ถึงความอุดมสมบูรณ์และชื่นฉ่ำ รถแล่นมาจนถึงคิมปูนแค้มป์ ซึ่ง ณ จุดนี้เราต้องเลือกเอาระหว่างการเดินเท้าขึ้นทางลาดชันสันเขา 2 กิโลเมตร กับการใช้บริการนั่งเสลี่ยงของคนท้องถิ่น

มองความลาดชันของถนนที่ใช้เดิน สัมภาระข้าวของ ที่ถึงแม้นจะเอามาเพียงเสื้อผ้าที่จำเป็นและที่เหลือฝากซานิไว้ที่รถแล้วก็ยังต้องหิ้วต้องถือกันอยู่ สอบถามราคาค่าแสลงขึ้นพระธาตุ ราคาขาเดียวประมาณ 10 US$ เทียบเอาความสบาย เพราะเราต้องเดินทางอีกหลายวัน หากขาแข้งเป็นอะไรไป ค่าหาหมอน่าจะมากกว่า 10 US$ แน่นอน แถมจะทำให้การมาเที่ยวทริปนี้หมดสนุกลงอย่างน่าเสียดาย

เสลี่ยงที่กำลังพานักท่องเที่ยวขึ้นไปบนเขาไจ้เที่ยว

คิดได้ดังนั้น ฉันกับน้องคิดจึงยอมตนทำตัวเป็นคุณนายนั่งวอ กันสักที (เสลี่ยง จริง ๆ แล้วเป็นคำที่ใช้เรียกที่นั่งคานหามแต่เป็นผู้ชายนั่ง สำหรับผู้หญิงจะเรียกว่า วอ) ในขณะที่น้องหนิง น้องอร และครอบครัวออกเดินทางไต่ขึ้นไปยังยอด ไจก์ธิโย

แต่การขึ้นนั่งเสลี่ยงนั้นก็ไม่ใช่ว่าง่ายอย่างที่คิด ถึงแม้นรูปร่างของมันคือเก้าอี้ผ้าใบชายหาดต่อเข้ากับคานหามสี่คนก็ตาม เพราะคนหามเสลี่ยงทั้ง 4 คน จะต้องมีความแข็งแรงและความชำนาญรวมถึงเข้าขากันเป็นอย่างดี จึงจะทำให้การนั่งบนเสลี่ยงเป็นไปด้วยความสบาย และไม่น่ากลัว

ดูท่าแต่ละคนเสียก่อน แข็งแรงมาก

พอนั่งเสลี่ยงมาได้สักเล็กน้อยสายฝนก็เริ่มตกลงมาเป็นสาย นั่นเพราะเรากำลังเดินเข้าไปท่ามกลางเมฆฝนที่กำลังปกคลุมยอดไจก์ธิโยอยู่อย่างหนาแน่น ฉันไม่มีทางเลือกมากนักเพราะถุงที่ใส่เสื้อผ้ามาก็เป็นผ้า หากไม่ทำอะไรเลยวันนี้เราคงต้องใส่เสื้อผ้าเปียกตลอดคืนเป็นแน่

ฉันควักเสื้อกันฝนที่ซื้อมาจากสาวน้อยหน้าแฉล้มที่ไจ้เทียว มาสวมใส่บนเสลี่ยงด้วยความทุลักทุเล เพราะบรรดานักหาบไม่ได้จอดให้ฉันได้ลงพื้นไปใส่เสื้อกันฝนให้เรียบร้อยเลย แต่กลับรีบแบกรีบขนฉันขึ้นยอดเขาโดยเร็ว

เสลี่ยงของฉันเดินไปได้ครึ่งทางฉันก็เริ่มเจอทริกของนักแบก เมื่อพวกเขาทั้งหมดขอพักที่หน้าร้านขายน้ำดื่มแห่งหนึ่ง และขอให้ฉันเลี้ยงน้ำพวกเขาแน่นอนที่สุดเขาเลือกที่จะขอน้ำอัดลมซึ่งราคาแพงที่สุดในร้านทั้ง 4 คน ซึ่งหากเราอนุญาตให้เขา เราจะต้องจ่ายให้กับร้านค้าในราคากระป๋องละประมาณ 50 บาท

ไปกันทีเป็นหมู่คณะ คนเดินถนนต้องคอยหลบเอาเอง

แน่นอนที่สุดฉันทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เพราะทริกพวกนี้เคยเห็นมามากมายหลายที่ แต่ก็ทนรำคาญกับการบ่นว่าตัวเราหนักบ้าง แกล้งเดินโยกไปมาบ้าง และพอถึงจุดที่เราต้องลงจากเสลี่ยง นักหามทั้งสี่ก็รุมล้อมเข้ามาจะขอค่าทิป อีกคนละ 1,500 จั๊ด แน่นอนที่สุดฉันปฏิเสธและเดินหนีออกมา เพราะไม่เคยรู้ว่าต้องมีค่าทิปราคาแพงขนาดนี้

ฉันและน้องคิดเดินมารอน้องหนิง น้องอรและครอบครัวท่ามกลางสายฝนที่ตกหนักขึ้นทุกที่ที่บริเวณเพิ่งพักขายของ ก่อนที่จะเอ่ยปากทักพี่ที่เดินทางมาจากประเทศไทยอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมาพบและพูดคุยกันที่สนามบินย่างกุ้ง

แน่นอนที่สุดพวกเรายังไม่มีที่พักสำหรับคืนนี้ ฉันจึงสอบถามเขาเกี่ยวกับที่พักในคืนนี้ของเขา ซึ่งเขาก็แนะนำให้เรารู้จักกับ "เรนนี่" ไกด์ของเขาที่ขึ้นมาบนไจก์ธิโยนี้ด้วย โดย เรนนี่ ช่วยเหลือพวกเราเอาไว้ได้มากในเรื่องที่พัก เพราะแทนที่เราจะต้องเสียค่าที่พัก 60 US$ สำหรับการ Walk in แต่เราเสียเพียง 45 US$ เท่านั้น ที่โรงแรม  ไจก์ธิโย

แต่ก่อนจะถึงโรงแรมไจก์ธิโยนั้น เราต้องผ่านด่านเก็บเงินของรัฐบาลที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวทุกคนที่เข้ามาชมและนมัสการพระธาตุฯ คนละ 6 US$ และค่ากล้องถ่ายรูปอีกคนละ 2 US$

ประตูทางเข้าวัดพระธาตุอินทร์แขวน (ไจก์ธิโย)

พวกเราเก็บข้าวของเข้าห้องพักกันจนเรียบร้อย ดูท่าแล้วฝนไม่มีทีท่าจะหยุดตกง่าย ๆ เลยเราจึงตัดสินใจเสี่ยงเข้าไปนมัสการพระธาตุอินทร์แขวน หรือไจก์ธิโยทั้ง ๆ ที่ฝนฟ้าก็ยังคงตกอยู่อย่างนั้น

วัดพระธาตุอินทร์แขวน หรือ ไจก์ธิโยนั้นเป็นวัดขนาดใหญ่อยู่บนยอดเขาในแนวตัด เราต้องเดินผ่านกำแพงแก้ว ประตูวัดซึ่งมีสิงห์ศิลปะแบบพม่าขนาดใหญ่สองตัวตั้งอยู่ที่ทางเข้า นอกจากนี้ยังมีรูปจำลองของพระธาตุอินทร์แขวนขนาดเล็กตั้งเอาไว้ที่หลังสิงห์ด้านซ้ายอีกด้วย

พระธาตุอินทร์แขวน (ไจก์ธิโย) จำลองที่ตั้งอยู่หลังประตูเข้าวัด

ที่หน้าประตูนี้เราจะต้องถอดรองเท้าและเดินเท้าเปล่าเข้าไปในบริเวณวัด และจะต้องเสียค่าฝากรองเท้าคนละ 500 จั๊ด แต่เรื่องนี้พวกเราเตรียมการมาอย่างดี จึงพกถุงพลาสติกมากันถ้วนหน้าและใส่รองเท้าของตัวเองเดินหิ้วเข้าไปในวัดเฉย ๆ เสียอย่างนั้น

ห้องบูชารอยพระพุทธบาท

ภาพจำลองตำแหน่งพระธาตุฯ

เมื่อเราเดินผ่านประตูใหญ่เข้ามาภายในวัดระหว่างทางเดินจะเจอซุ้มประตูเล็กอีกซุ้มหนึ่งซึ่งทั้งสองข้างทางจะมีเป็นห้องสำหรับบูชาเราเลือกที่จะเข้าห้องทางขวามือก่อน ซึ่งภายในห้องนั้นมีรูปปั้นเป็นรูปพระ เทวดา นางฟ้ามากมาย ที่กำลังนมัสการรอยพระพุทธบาทที่ภายในบรรจุน้ำมนต์อยู่เต็ม ที่ผนังเป็นรูปของการสร้างพระธาตุอินทร์แขวนโดยองค์อินทร์ ที่ค่อย ๆ วางพระธาตุลงมาจนตั้งอยู่บนหินรูปศรีษะฤษีอย่างในปัจจุบัน

รอยพระพุทธบาทที่เป็นอ่างน้ำมันต์ในตัว

เนื่องจากข้างหลังเรายังมีคณะทัวร์จากกรุงเทพฯ ตามมาอีกคณะหนึ่งเราจึงยังไม่ได้เข้าไปบูชาเทพในห้องทางซ้าย แต่เลือกที่จะเดินขึ้นไปนมัสการองค์พระธาตุฯ ภายในก่อน เส้นทางจากประตูเล็กนี้ไปยังองค์พระธาตุเป็นทางโล่งแจ้งขนาดใหญ่ ปูด้วยหินอ่อนและโรยกรวด (แบบหินขัด) เราคุยกันว่าหากเป็นกลางวันที่แดดเปรี้ยง ๆ คงจะร้อนเท้ามาก เพราะขนาดถุงเท้าเขายังไม่ให้ใส่เข้ามาในวัดเลย

วิหาร

ต้นไม้ที่มีลักษณะเหมือนในป่าดึกดำบรรพ์ที่ดอยอินทนนท์

พระธาตุอินทร์แขวนหรือ ไจก์ธิโย ที่เราเห็นอยู่ตรงหน้าในขณะนี้นั้น อยู่ท่ามกลางเมฆฝนที่กำลังครอบคลุมองค์พระธาตุโดยรอบเห็นเป็นหมอกขาว ฝนยังคงโปรยปรายเข้ามาเรื่อย ๆ เราเลือกที่จะเข้าไปกราบนมัสการองค์พระธาตุในห้องที่จัดเอาไว้ให้ก่อนที่จะลงเดินสำรวจโดยรอบท่ามกลางสายฝน และลมแรงจนแทบจะถ่ายรูปไม่ได้

พระธาตุอินทร์แขวน (ไจก์ธิโย)

ห้องกราบพระธาตุฯ

แต่ด้วยว่ากล้องเก่า ราคาถูกทำให้ไม่เสียดายเท่าไหร่ที่จะยกฝ่าสายฝนขึ้นมาถ่ายภาพ (มันจะน้อยใจมั้ยนี่) เราลองเดินลงไปด้านล่างที่มีบันไดต่อลงไปได้ จนเห็นว่าค่อนข้างมึดแล้วจึงเดินขึ้นมา จังหวะเดียวกันกับที่ทางวัดเปิดไฟส่องพระธาตุเป็นสีทองสุกสกาวสวยงามมาก

พระธาตุอินทร์แขวนใต้แสงส่อง

เราเดินออกจากวัดและไม่ลืมที่จะแวะกราบไหว้เทพในห้องฝั่งซ้าย (ตอนขึ้น) ที่เราไม่ได้แวะเข้าไป เทพภายในห้องนั้นมีลักษณะเป็นปูนปั้น มีสำคัญอยู่ 2 องค์คือ เทพผู้รักษา ซึ่งน่าจะเป็นพระมเหสีของพระเจ้าติสสะผู้สร้างพระธาตุอินทร์แขวน คือ "นางชเวนันจิน"

เสาบูชาเทพ 

"นางชเวนันจิน" นั้นเป็นธิดาสาวของหน้หน้าชาวกะเหรี่ยงที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณนั้นและได้มาพบรักกับพระเจ้าติสสะที่กำลังสร้างพระธาตุอินทร์แขวนอยู่  จนกระทั่งนางตั้งครรภ์แล้วป่วยกระเสาะกระแสะ ซึ่งเชื่อกันว่านางป่วยเพราะไม่ได้ไหว้ผีบรรพบุรุษก่อนแต่งงาน

พระเจ้าติสสะจึงทรงอนุญาตให้นางกลับไปไหว้บรรพบุรุษ ทว่าขณะเดินทางจากพระราชวังผ่านป่าเขาลำเนาไพรไปนั้นมี "นัต" หรือภูตตนหนึ่งแปลงเป็นเสือกระโจนมาขวางทางไว้จนพ่อและพี่ชายชเวนันจินวิ่งหนีไป ชเวนันจินตกใจกลัวมาก แต่พระครรภ์แก่จนวิ่งหนีไม่ไหวได้แต่นั่งทำสมาธิสวดมนต์ภาวนาตาจ้องมองไปยังพระเจดีย์ที่สวามีทรงสร้างด้วยศรัทธาในพระธรรมคำสอนแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

จนในที่สุดเสือตัวนั้นวิ่งหนีไปโ่ดยไม่ทำอันตรายนางเลย ชเวนันจินกระเสือกกระสนปีนขึ้นไปจนถึงฐาน ไจก์ทิโย ตั้งจิตอธิษฐานขอให้ได้อยู่ใกล้พระธาตุอินทร์แขวนตลอดไปจากนั้นก็ทอดกายลงสิ้นลมอย่างสงบ ครั้นพระเจ้าติสสะเสด็จมาถึงศพของนางกลายเป็นหินไปเสียแล้ว นางได้กลายเป็นตำนานแห่งเทพธิดาผู้เปี่ยมด้วยเมตตาและความดีงาม ผู้คอยพิทักษ์รักษาพระธาตุอินทร์แขวนหรือ ไจก์ทิโย สมคำอธิษฐาน (ท่องแดนเจดีย์ไพร ใน พุกามประเทศ)

โดยในห้องนั้น ได้มีรูปจำลองนางชเวนันจินนอนเสียชีวิตและเป็นหินอยู่ โดยให้ผู้ที่มากราบไหว้เคารพห่มผ้าให้และเอามือจับตามร่างกายของนางในจุดที่ป่วยไข้และนำมาจับที่ร่างกายของตนจะหายป่วยหายเจ็บ เช่น ปวดหัวก็เอามือจับที่หัวของนางและมาจับที่หัวของเรา อาการปวดหัวของเราจะหายไป

นอกจากนี้ยังมีเทพอีกสององค์ซึ่งน่าจะเป็นเทพทันใจที่ใคร ๆ ต่างไปกราบไหว้และขอให้สมหวัง ระหว่างที่เราเดินเข้าไปนั้น คณะทัวร์จากโพลิพลัสกำลังเข้าไป เราได้พบคุณกฤษณ์ ศุภมงคล และคุณธิติมา สังข์พิทักษ์ ดาราผู้จัดละครทางช่อง 3 ซึ่งเดินทางมาเที่ยวกับคณะด้วยเช่นกัน

เรากลับมาที่โรงแรมเพื่ออาบน้ำและกินข้าวเย็น ลมยังคงแรงและฝนก็ยังคงตกกระหน่ำ นึกดีใจที่ได้อุดหนุนเสื้อกันฝนจากสาวน้อยหน้าแฉล่มนางนั้น ไม่งั้นคงจะแย่เพราะต้องตากฝนแน่ ๆ หลังอาหารเย็นเราแยกย้ายกันไปพักผ่อนเพราะเหนื่อยและล้าจากการเดินทางกันมาทั้งวันแล้ว

เช้าวันรุ่งขึ้นเราหวังว่าจะเป็นเช้าที่สดใส พวกเราบางคนขอพรให้ฝนหยุดตกเพื่อที่พวกเราจะได้ไปนมัสการพระธาตุฯ ได้สมใจ และเหมื่อนพระให้พร ฝนไม่ตกเลยในเช้านั้น แต่อากาศก็ยังปิดอยู่มาก เพราะทั้งเมฆหมอกยังคงปกคลุมพระธาตุอยู่จนขาวโพลน

พระแม่ชี และนักบวชต่าง ๆ พากันมายืนตามถนนเพื่อให้ผู้คนได้ใส่บาตร บ้างก็ยืนเฉย ๆ บ้างก็ร้องขอ ฉันเดินผ่านตะกร้าของสาวน้อยนางหนึ่งซึ่งในตะกร้าเธอบอกว่ามันเป็นไม้หอมกฤษณา ซึ่งฉันว่าถ้าใช้จริง ๆ เธอคงไม่สามารถขายได้ในราคานี้ แต่มันก็หอมอบอวลโชยไปแทบจะตลอดเส้นทางที่เราเดินเข้าพระธาตุ

เราได้ไปกราบนมัสการพระธาตุฯ กันอีกหน ครั้งนี้เราได้เดินลงไปสำรวจดูด้านล่างตรงใต้ฐานองค์พระธาตุฯ ก็ยังคงฉงนและสงสัยว่าเหตุใดก้อนหินก้อนนี้จึงสามารถวางไว้บนชะแง่งผาได้อย่างไม่ตกหล่น หรือจะเป็นองค์อินทร์ทรงประทานพรให้แก่พระเจ้าติสสะจริงเสียก็ไม่รู้

ณ ที่นี่ทำให้ฉันอยากเป็นผู้ชายขึ้นมาทันทีเลยทีเดียว ไม่ใช่อะไร เพราะมีเพียงแต่ผู้ชายเท่านั้นที่จะก้าวข้ามผ่านแนวรั่วเข้าไปแตะ และกราบพระธาตุภายในได้เท่านั้น ส่วนผู้หญิงเราทำได้เพียงการฝากดอกไม้ธูปและเทียนไปวางที่แทบฐานของพระธาตุเท่านั้นเอง

เราเดินเที่ยวชมภายในพระธาตุอยู่อีกพักหนึ่ง จึงได้เดินทางกลับมาที่โรงแรมเก็บของและเดินทางกลับ โดยฉันนัดพี่ ๆ กลุ่มที่เจอกันที่สนามบินว่าจะขอที่อยู่และอีเมลล์ของเรนนี่เผื่อว่าการเดินทางครั้งต่อไป เราอาจจะได้ร่วมเดินทางกันอย่างเป็นทางการ

ฉันคาดคะเนจากระยะทางขาขึ้นที่ได้อาศัยลูกหาบมาแล้วว่า ในขาลงนี่ฉันจะพึ่งสองขาของฉันเองในการเดินลง และก็ไม่ผิดหวัง ฉันได้เดินลงและสัมผัสธรรมชาติ ร้านรวง และหมู่บ้านทั้งสองข้างทางได้เป็นอย่างดี

ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส และเขินอายมีอยู่ทั่วไปตามบ้านพักระหว่างทางที่ฉันเดินผ่าน การเดินทางไม่ใช่เป็นเพียงการออกไปเพื่อถึงจุดหมายเพียงเท่านั้น เรื่องราวระหว่างทางก็เป็นที่น่าจดจำและประทับใจเช่นกัน...ขอเพียงแต่อย่างได้ลืมเลื่อนและเก็บมันเป็นประสบการณ์ความทรงจำที่ดีไว้กับเราตลอดไป

:: เรื่องย้อนหลัง ::

รู้มั้ยว่า "พม่า" ก็มี "สุสานทหารนานาชาติ" (ย่างก้าวเข้าหงสา)

ข้อมูลควรทราบในการเดินทาง ::

ประเทศพม่างดให้บริการวีซ่า ณ ปลายทาง (Visa On Arrival คือ การขอวีซ่า ณ ประเทศปลายทางที่เราเดินทางไปถึง โดยไม่ได้ทำวีซ่าจากสถานทูตในประเทศไป) เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2553

ดังนั้นต้องไปขอวีซ่าจากสถานฑูตพม่าให้เรียบร้อยก่อนการเดินทางเข้าประเทศพม่า

สถานทูตพม่าประจำประเทศไทย
เลขที่ 132 ถ.สาธรเหนือ ซ.71 กรุงเทพฯ 10500
โทร: (66-2) 233 7250, 234 4789, 236 6898
เวลาเปิดทำการ: จันทร์ - ศุกร์ (09.00 น. - 17.00 น.)

ค่าธรรมเนียมประมาณ 20 US$

ควรระบุโรงแรมที่พักให้เรียบร้อย และชัดเจน หากยังไม่รู้ให้หาชื่อและที่อยู่ของโรงแรมอะไรก็ได้ซักโรงแรมระบุไปก่อน

อัตราแลกเปลียนที่แลกได้ดีที่สุด คือ 980 จั๊ด ต่อ 1 US$

ธนบัตรดอลล่าห์สหรัฐที่จะแลกเข้าไปใช้จ่ายในพม่านั้น ต้องเป็นพันธบัตรที่มีสภาพ "ใหม่" ไม่มีรอยตำหนิใด ๆ ไม่มีการเขียน ขีดฆ่าใด ๆ และห้ามพับเด็ดขาด เพราะหากผิดจากนั้น จะทำให้แลกเงินจั๊ดได้น้อยลงมาก ในขณะที่ธนบัตรพม่า หรือเงินจั๊ดส่วนใหญ่นั้น อยู่ในสภาพ "เน่า" ถึง "โครตเน่า"

ค่าโดยสารรถหกล้อขึ้นพระธาตุอินทร์แขวน หรือ ไจก์ธิโย

นั่งด้านหน้าและข้างคนขับ ท่านละ 2,000 จั๊ด
นั่งหลังที่ท้ายรถ ท่านละ 1,500 จั๊ด
เหมาคัน คันละ 136,000 จั๊ด

ค่าเข้าชมพระธาตุอินทร์แขวน

ค่าบัตรเข้าชม 6 US$
ค่ากล้องถ่ายภาพ 2 US$
 

โดย สายลมที่ผ่านมา

 

กลับไปที่ www.oknation.net