วันที่ พุธ พฤศจิกายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เสียงจากชายแดนใต้ : เข้าถึงจึงเข้าใจ


{สนามเด็กเล่น}
 เข้าถึงจึงเข้าใจ
 นางสาวรอมละห์ สมะอิ

หมายเหตุ :  “สนามเด็กเล่น” ฉบับนี้ เป็นงานเขียนดีเด่น จากค่าย “สารคดีสร้างคน
คนสร้างสารคดี” ซึ่งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นำนักเรียน
ชั้นมัธยมจากสามจังหวัดชายแดนใต้ เข้าค่ายฝึกอบรมการเขียนสารคดี ณ สวนสัตว์สงขลา
เมื่อ 25-27 กรกฎาคม 2553

ครั้นเมื่อข้าพเจ้าถึงที่หมายปลายทาง ณ ถนนนครใน จังหวัดสงขลา ก็ไม่รอช้าที่จะเดิน
สำรวจตามรายทาง มีเพียงไม่มากสิ่งที่ติดตัวข้าพเจ้าในการเดินทางเก็บข้อมูลในครั้งนี้
กล้องถ่ายรูป สีชมพู สมุดโน้ตสำหรับจดบันทึกกับปากกาสีน้ำเงินที่กำลังจะสิ้นหยดน้ำหมึก
อยู่รอมร่อ ช่วงเวลาสายๆเช่นนี้ ร้านบางร้านในละแวกถนนนครใน ยังไม่เปิดให้บริการ
แก่ลูกค้า บางร้านก็มีลูกค้าจ่อคิวกันแน่น และอีกหลาย ๆ ร้านก็กำลังเก็บข้าวของปิดร้าน
ไปแล้ว ตึกรามบ้านช่องจะเป็นลักษณะตึกเก่าหลังคากระเบื้องดินเผา และบ้านยุคใหม่
ที่เรียงสลับกันไปอย่างกลมกลืน

ข้าพเจ้าเดินไปกับผองเพื่อนอีกประมาณ 6 - 7 คน พร้อมด้วยวิทยากรรูปหล่ออีกหนึ่งท่าน
ที่มีผมบาง ศีรษะเกือบล้าน ผิวพรรณขาว รูปร่างค่อนข้อนข้างอวบ พวกเราทั้งหมดรวมพลัง
สวมเสื้อสีน้ำเงินแขนยาวที่ได้รับมาจากค่าย ‘คนสร้างสารคดี สารคดีสร้างคน’ประตูเหล็ก
จากร้านที่ข้าพเจ้าเดินผ่านกำลังถูกเจ้าของร้านเปิด ส่งเสียงดังเอียดอาดเข้ากับบรรยากาศ
ของช่วงเวลานี้ พวกเราเดินกันอย่างไม่รีบร้อน เจอมุมไหนที่สวย ๆ งาม ๆ หรือมีเอกลักษณ์
โดเด่น ก็จะรีบฉวยกล้องมาถ่ายภาพเก็บเป็น ที่ระลึก

ถนนนครในแห่งนี้ มีความกว้างแค่เพียงสองเมตร แต่กลับมีรถราแล่นผ่านไปมาไม่ขาดระยะ
สองข้างทางจะ มีร้านค้าตลอดสาย ไม่ว่าจะเป็นร้านผ้าบาติก ร้านน้ำชา ร้านไอศกรีม ไปจนถึง
ร้านอาหารตามสั่ง ที่น่าแปลกคือถนนสายนี้มักจะเป็นชื่ออำเภอ จังหวัดของภาคใต้ อาทิเช่น
ถนนปัตตานี ถนนระนอง ถนนรามัญ ถนนหนองจิก เป็นต้น ข้าพเจ้าไม่อาจรู้ได้ว่าเพราะเหตุใด
จึงนำชื่อของจังหวัดอื่นมาตั้งเป็นชื่อถนน เนื่องจากไม่มีเวลาได้สืบค้นข้อมูลมากนัก หรืออาจ
เป็นเพราะมีคนจังหวัดอื่นมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ก็เป็นได้ ข้าพเจ้าคิด...

เมื่อเดินต่อไปได้สักพัก เจอร้านขายขนมร้านหนึ่ง จึงเดินเข้าไปหน้าร้าน ‘ขนมค่อม (ขนมสอดไส้),
ขนมกล้วย, ข้าวต้มมัด, ขนมเทียน, มะพร้าวสังขยาและเมี่ยงคำ’ ป้ายสีน้ำเงิน ที่มีตัวอักษรสีเหลือง
แขวนไว้หน้าร้าน เพื่อเชิญชวนลูกค้าแวะ เข้ามาอุดหนุน พวกเราเดินเข้าไปในร้าน และได้เห็น
ผู้หญิงวัยกลางคนสองคนกำลังนั่งทำขนมกันอยู่ จึงเข้าไปทักทาย
“สวัสดีค่ะ” พวกเราทักทายพร้อมกับยกมือไหว้อย่างสวยงาม ‘อาลอง’ หรือจำลอง ฝั่งชลจิตร
ผู้เป็นวิทยากรของเรา ได้ตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับที่มาของร้าน เพื่อชี้แนะ  แนวทางการสัมภาษณ์
ให้แก่พวกเรา ข้าพเจ้าและเพื่อน ๆ ก็ช่วยกันถามเช่นกัน ในขณะเดียวกัน ก็จดบันทึกไปด้วย
“คุณเป็นคนที่นี่หรือ” เสียงอาลองถามเจ้าของร้าน ด้วยความสงสัย และคำตอบที่ได้จากนางกรสุภา
อยู่ยง อายุ 43  ปี ทำให้ข้าพเจ้าต้องจดบันทึกลงในสมุดทันที เธอตอบคำถามพลางหยิบขนมใส่ถาด
ไปด้วยพ่อของนางกรสุภาเป็นชาวสมุทรสงครามมาพบรักที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา และได้เธอมา อาของเธอเป็นผู้ริเริ่มเปิดร้านนี้ขึ้นมา เมื่อก่อนร้านนี้จะทำขนมหลายอย่างตามป้ายที่แขวนไว้หน้าร้าน แต่ปัจจุบันทำแต่ขนมค่อมเท่านั้น เพราะทำกันไม่ทัน และเนื่องจากสมาชิกในครอบครัว ที่ชำนาญในการทำขนมชนิดอื่นได้เสียชีวิตไป 2 คนแล้ว พวกเขาทำขนมขายเป็นรายได้หลักของครอบครัว และไม่ได้จ้างผู้อื่นมาทำงานด้วย
“ขนมค่อมร้านนี้ ต่างจากของสงขลาอย่างไรคะ”
“ขนมค่อมร้านนี้เป็นสูตรของจังหวัดสมุทรสงคราม คือเป็นขนมค่อมไส้มะพร้าวและใช้เฉพาะ
น้ำตาลมะพร้าวที่สั่งจากสมุทรสงครามเท่านั้น จึงมีรสหอมหวานกว่าน้ำตาลโตนด ส่วนสงขลาจะเป็น
ไส้ถั่ว และอีกอย่างที่นี่จะใช้ไม้กลัดแทนการเย็บแมกซ์ เพราะบางที่ถ้าใช้แมกซ์แล้ว มันอาจจะหล่น
ลงไปในขนม ผู้บริโภคอาจเผลอกินเข้าไป จะเกิดอันตราย”
ขนมค่อมที่นี่ราคาสามบาทห้าสิบ ในช่วงที่ใบตองราคาถูก ราคาขนมก็จะลงมาเป็นสามบาท ใบตองนั้นจะต้องออกไปซื้อที่ตลาดทุกเช้ามาแช่ตู้เย็นเพื่อให้คงความสด โดยราคาใบตองจะอยู่ที่มัดละ 5 บาททุกวัน นางกรสุภาจะต้องตื่นตั้งแต่ตีสามครึ่ง เพื่อนวดแป้งและกวนขนม โดยปกติแล้ว ร้านนี้จะขายทั้งปลีกและส่ง เพราะมักจะมีคนมาสั่งซื้อใช้ในงานเลี้ยง หากวันไหนที่ไม่มีคนสั่ง เธอจะทำขนมเพียง 250 ห่อ มาวางขายที่หน้าร้านเท่านั้น บางวันก็จะทำขนมอื่น ๆ ไปด้วยข้าพเจ้าได้ดูวิธีการทำขนม จึงอดไม่ได้ที่จะถามต่อ
“ยากไหมคะ”
“ก็ไม่ยากนะ เพราะพี่ทำมา 30 กว่าปีแล้ว ชินแล้วล่ะ ทำเสร็จก็ตักใส่ใบตอง มัด ห่อ แล้วก็กลัดด้วยไม้”
เมื่อข้าพเจ้ามองไปรอบ ๆ ภายในบ้าน เห็นรถตู้คันหนึ่งจอดอยู่ มีรถจักรยานยนต์ 2 - 3 คัน และมีรูป
หลวงปู่ทวดแขวนอยู่ตามฝาผนังมากมาย จึงถามไปว่า “รถคันนี้มาจากรายได้ที่ขายขนมใช่ไหมคะ”
คำตอบคือใช่ เธอเก็บเงินวันละ นิดวันละน้อย จนมีรถตู้คันนี้เป็นตัวแทนเงินเมื่อครั้งอดีต
ข้อมูลที่ได้จากร้านนี้เกือบสองหน้า เพราะข้าพเจ้าจด บันทึกเกือบทุกคำพูด เพื่อมิให้สารคดี
มีความคลาดเคลื่อน  จากข้อมูลจริง
แน่นอน ! เวลาไม่เคยคอยใคร หลังจากคุยกันเรียบร้อยพวกเราจึงฉวยเวลานี้ถ่ายรูปกับเจ้าของร้าน
แล้วเดินทางต่อจนสิ้นสุดปลายทาง ก่อนจะเดินวกกลับสู่เส้นทางเก่า เมื่อผ่าน  ร้านขนมค่อมอีกครั้ง
อาลองจึงตอบแทนเจ้าของร้านที่เต็มใจ ให้พวกเราสัมภาษณ์ โดยการเหมาซื้อขนมค่อมมาทานด้วยกัน ก่อนจะกลับไปยังรถเพื่อเดินทางกลับที่พักต่อไป

ข้าพเจ้าคิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีรายละเอียดในตัวของมันเองและจะแตกต่างจากสรรพสิ่งอื่น ๆ
หากเรามองอย่างผิวเผิน เราก็จะรู้แค่เพียงรูปร่างภายนอกเท่านั้น ทำให้เรารู้สึกชินชาและเฉยชากับมัน แต่ถ้าเรามองอย่างลึกซึ้งถึงรายละเอียด เราก็จะมีความรู้สึกที่เปลี่ยนไปต่อสิ่งที่ตาเราได้เห็น

(ขอบคุณภาพทั้งหมดจากอินเตอร์เน็ต)

โดย ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้

 

กลับไปที่ www.oknation.net