วันที่ พฤหัสบดี พฤศจิกายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Sydney Australia ทำ Shuttertd ใจแตก !!! (ตอนที่ 2)


              หลังจากผ่านการเดินทางข้ามทวีประยะทางกว่า 8000 กิโลเมตร ใช้เวลากว่า 9 ชั่วโมงบนเครื่องบิน รวบรวมความกล้าหาญเดินผ่านด่าน ตม. ของ Australia (พูดเหมือนจะไปออกรบ) ตอนนี้ผมก็มาอยู่บนดินแดนแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม หลากหลายชนชาติ ตึกรามบ้านช่องดูแปลกตาในบางเส้นทาง โลกใหม่ในจินตนาการได้บังเกิดขึ้นแล้ว ทัศนคติเกี่ยวกับการท่องเที่ยวต่างประเทศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทุกอย่างล้วนดูตื่นตาตื่นใจไปซะหมด

               การเดินทางท่องเที่ยวของผมได้เริ่มต้นแล้วตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากสนามบิน ตามที่ได้บอกไปแล้วในตอนที่ 1 ( http://www.oknation.net/blog/SHUTTERTD/2010/11/17/entry-1 ) ทุกเวลาทุกนาทีมีค่ามาก เวลาที่ Australia จะต่างจากบ้านเรา 4 ชั่วโมง เมื่อคืนเข้านอนและหลับไปตอนประมาณตีหนึ่งตามเวลาของ Australia แต่ที่บ้านเราเพิ่งจะสามทุ่ม ตื่นนอนขึ้นมาตอนแปดโมงเช้าตามเวลาของ Australia แต่ที่บ้านเรา พุทโธ่!!! เพิ่งจะตีสี่ คงต้องปรับตัวกันซักหน่อย แต่ถึงแม้จะรู้สึกเหนื่อยจากการเดินทาง และง่วงนอนจากการปรับเวลาไม่ได้ แต่มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของเช้าวันแรกใน Australia

 

                      เช้านี้เราตกลงกันเอาไว้ว่าจะไปเที่ยวสวนสัตว์ Featherdale Wildlife Park เป็นสถานที่แรก ใครๆ เค้าก็บอกกันว่าที่ Featherdale Wildlife Park เราจะได้ใกล้ชิดกับสัตว์มาก โดยเฉพาะ จิงโจ้ กับหมีโคอาล่า ก่อนไปเพื่อนก็เข้าไป Print Gift voucher แบบซื้อ 1 ใบเข้าได้ 2 คน ในราคา 23 AUD (AUD = เหรียญดอลล่าห์ออสเตรเลีย 1 เหรียญ = ประมาณ 30 บาท) ซึ่งถ้าหากว่าใครสนใจ และมีโอกาสได้ไป ก็สามารถเข้าไป Print ได้ที่ http://www.hotdockets.com.au/view_coupon.asp?id=202090
                จากบ้านพักพวกเรา 5 คนขับรถจากย่าน Regents Park ประมาณชั่วโมงเศษๆ ก็ถึงสวนสัตว์ พอจอดรถเสร็จเพื่อนก็เดินไปซื้อตั๋วส่วนผมก็เดินตาม แต่ไม่ได้สังเกตว่าบนพื้นลานจอดรถเค้าจะตีเส้นไว้เหมือนทางม้าลายเอาไว้สำหรับเดินเป็นทางเท้า ถ้าเป็นบ้านเรา ลานจอดก็คือลานจอด นึกจะเดินยังไงก็เดินได้ แต่ที่นี่ไม่ใช่!! ต้องเดินบนทางเท้า ไม่งั้นอาจจะโดนรถสอยก้นได้ เช่นเดียวกับการเดินข้ามถนนใน Sydney ถ้าเดินข้ามถนนใหญ่ๆ ก็ต้องข้ามตรงที่มีสัญญาณไฟจราจร แต่ถ้าเป็นถนนเล็กลงมาหน่อยก็ให้ข้ามทางม้าลายแต่ว่าไม่ต้องรอให้รถหยุด พอเดินมาถึงทางม้าลายก็เดินข้ามเลย รถต้องหยุดให้คนข้าม อันนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นกฎของสากลที่เค้าใช้กัน แต่ใช้กับเมืองไทยไม่ได้ ตอนแรกผมก็ไม่ชินยังต้องรอให้รถหยุดถึงจะข้าม แต่เพื่อนบอกว่าไม่ต้องรอ ข้ามได้เลยไม่งั้นอาจจะโดนคนขับรถด่าได้ว่าไม่ยอมข้ามซักที อันนี้เล่าไว้เป็นเกร็ดเล็กๆ เผื่อว่าใครจะนั่งเครื่องบินแล้วไปเดินข้ามถนนที่ Sydney เล่นๆแก้เบื่อ

                    (นอกเรื่องไปแล้ว... เล่าต่อ) ถ้าหากว่าใครไม่ได้ขับรถไปเที่ยวที่ Featherdale จะใช้บริการรถสาธารณะ ก็ไม่ลำบากนะครับ เพียงแค่นั่งรถไฟ City Rail จากสถานี central ไปลงที่สถานี black town แล้วต่อรถเมล์ แนะนำว่าให้ซื้อตั๋ว Multi 3 ซึ่งเป็นตั๋วโดยสารแบบเหมาจ่ายราย 7 วัน สามารถขึ้นรถไฟ เรือเมล์ รถบัสได้ไม่จำกัด สนนราคาก็ 57 AUD ที่สวนสัตว์ Featherdale เนื้อที่โดยรวมก็ไม่กว้างใหญ่นัก ถ้าเดินเที่ยวอย่างเดียวดูโน่นดูนี่ คิดว่าใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง แต่ถ้าถ่ายรูปด้วย คงต้องใช้เวลามากกว่านั้น

                      ตอนซื้อตั๋วเค้าจะให้แผ่นกระดาษมาคนละ 1 ใบ ข้างในจะมีรูปสัตว์อยู่ 8 ชนิด ให้เราเดินตามดู และทำการประทับตราลงบนกระดาษแผ่นนั้น สัตว์แต่ละชนิดจะเป็นสัตว์ประจำถิ่นประเทศ Australia ไม่ว่าจะเป็นจิงโจ้ ที่ปล่อยให้เดินเล่นข้างนอกไม่ได้อยู่ในกรงเราสามารถให้อาหารได้ตลอด ซึ่งทางสวนสัตว์ได้จัดทำไว้ไม่รู้ว่าเป็นอะไร คล้ายๆ หญ้าแห้งหั่นเป็นฝอยๆ ใส่ไว้โคนของไอศกรีม จะถ่ายรูปจับเนื้อต้องตัวจิงโจ้ก็ได้ แต่ที่น่ารักประทับใจที่สุดก็คือเจ้าหมีโคอาล่า ที่เค้าจะไปอุ้มเอาตัวที่ไม่ได้หลับมาให้เราถ่ายรูปคู่ได้ จับเนื้อต้องตัวได้ กอดได้ แต่เค้าไม่ให้อุ้มเพราะกลัวเล็บมันจะเกี่ยวทำให้เราบาดเจ็บ ถ้าใครมาบอกว่าเจ้าหมีโคอาล่ากลิ่นตัวไม่เห็น หอมเหมือนใบยูคาลิปตัส อย่าไปเชื่อนะครับ กลิ่นนี่ไม่ได้เห็นมาก แต่ก็ใช้ได้เลยทีเดียว!!! นอกจากจิงโจ้ หมีโคอาล่า ยังมีสัตว์ประจำถิ่นที่น่าสนใจอีก เช่น Wombat,Wallaby,Emu ,tasmanian devil เอาเป็นว่า ดูจากรูปเลยก็แล้วกันนะครับ

                     ออกจากสวนสัตว์ Featherdale Wildlife Park กันแล้ว จุดมายปลายทางต่อไปอยู่ที่วัด nan tien วัดจีนที่อยู่ทางตอนใต้ของ Sydney เขตเมือง wollongong ประวัตินั้นเป็นมายังไงไม่รู้ เพราะไม่ได้ศึกษา ผมไปถ่ายรูปอย่างเดียว เอาเป็นว่าเป็นวัดจีน คล้ายๆ วัดเล่งเนยยี่ 2 มีเก๋งจีนแปดเหลี่ยมสูงเด่นเห็นแต่ไกล วันที่ไปท้องฟ้าใสมาก แต่ไม่ยักร้อน ถ้าไม่ได้รีบร้อนไปไหนซะก่อน น่าจะได้หลับซักตื่นคงดี บริเวณวัดก็กว้างขวางร่มรื่น เพื่อนบอกว่าถ้าไปก่อนเที่ยงจะได้กินข้าวฟรี แต่พวกผมไปไม่ทัน 

                     จากวัด nan tien ยังเหลือจุดหมายปลายทางอีก 2 ที่ ที่จะต้องไป แต่เวลาปาเข้าไปบ่ายสามโมงเย็นแล้วต้องรีบเดินทางต่อไปยัง "Kiama blowhole" ฟังดูชื่อแปลกๆ มันคืออะไรคงเกิดคำถามขึ้นในใจ ถ้าจะบอกว่าแปลกประหลาดมหัศจรรย์ก็ไม่เกินเลยความจริง มันคือ รูน้ำแตก หรือ น้ำแตกออกจากรู อ๊ะๆ !!! ไม่ได้ทะลึ่งนะครับ เพราะลักษณะมันเป็นแบบนั้นจริงๆ อธิบายง่ายๆ ก็คือ เป็นหน้าผาติดทะเล ที่มีช่องให้คลื่นและลมถาโถมเข้าใส่ เมื่อได้จังหวะคลื่นลูกใหญ่ซัดเข้าใส่ช่องบวกกับกระแสลมก็จะเกิดแรงดันอากาศ ดันน้ำให้พุ่งออกจากรู จังหวะดีก็จะได้เห็นน้ำพุ่งกระฉูดสูงเป็นละออง แต่ช่วงเวลาที่ผมไปถึง คลื่นก็ลูกไม่ใหญ่ ลมก็ไม่ค่อยแรง สงสัยต้องเฝ้ารอจังหวะดีๆ ที่ลมและน้ำจะผสานกำลังกันผลักดันให้น้ำพุ่งออกมา ซึ่งก็ต้องใช้เวลาอยู่นานตามคาดกว่าจะได้จังหวะนั้น

                      พวกผมเฝ้ารออยู่นาน เดินถ่ายรูปวนไปวนมาอยู่หลายรอบ จนหมดความอดทนและตัดสินใจเดินทางกลับ แต่พอหันหลังเลิกให้ความสนใจและจะกลับบ้าน ก็เหมือนมันจะกลั่นแกล้ง คลื่นลูกใหญ่ซัดเข้าพร้อมกับกระแสลมเกิดแรงดันอากาศดันเอาน้ำแตกออกจากรูเป็นน้ำพุพุ่งสูงมากนับตั้งแต่จับตาดู ให้มันได้อย่างงี้สิครับ ตั้งใจรอถ่ายรูปอยู่นานไม่มา แต่พอไม่ถ่ายดันมาซะงั้น เพื่อนนะเพื่อนไม่น่าพูดก่อนที่จะไปถึงเลยว่า "ระวังนะ มันจะไม่แตกกระฉูดเป็นลูกใหญ่ แต่มันจะกลายเป็นแค่ระดับ !!แจ๊ะ!! เหมือนน้ำกระฉอกออกจากกา"

                      นอกจากจุด Blowhole แล้ว บริเวณโดยรอบ ก็เต็มไปด้วยทัศนียภาพที่สวยงามทั้งประภาคาร สระว่ายน้ำที่สร้างขึ้นให้กลมกลืนกับธรรมชาติ ใครๆ ก็สามารถเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วลงไปว่ายน้ำได้เลยครับ บรรยากาศโรแมนติกมากๆ

                       Kiama blowhole จุดหมายปลายทางสุดท้ายอยู่ที่ "Sea cliff Bridge" เป็นสะพานเลาะริมฝั่ง ด้านหนึ่งเป็นหน้าผา อีกด้านหนึ่งเป็นทะเล สร้างขึ้นทดแทนถนนสายเก่าที่มักจะเกิดอุบัติเหตุก้อนหินหล่นลงมาใส่ ตอนแรกที่เพื่อนแนะนำมาก็พยายามหาข้อมูล เปิดดูรูปใน google "โห!!! นี่มันอลังการงานสร้างจริงๆ" ไม่ไปไม่ได้แล้ว แต่น่าเสียดายที่วันนั้นท้องฟ้ามืดเร็วไปหน่อย ช่วงเวลาที่ไปถึงเป็นเวลาเกือบทุ่มนึงแล้ว ไม่มีเวลาเดินเล่นเลยได้แต่จอดรถไว้ที่สุดปลายสะพานด้านหนึ่งแล้วถ่ายรูปกลับมาได้ไม่กี่รูป แต่ที่อดขำไม่ได้ก็เห็นจะเป็นบรรดานักท่องเที่ยวทั้งหลายที่ไม่รู้ว่าจะดู "กวน มึน โฮ" หรือว่าไปเที่ยวเกาหลีแล้วจำเอามาใช้ ดูจากรูปเอาก็แล้วกันนะครับว่าเกิดอะไรขึ้น

 

                      ในตอนต่อไป ผมจะพาเที่ยวในเมือง ไม่ว่าจะเป็น Sydney Opera house , QVB และย่าน Darling Habour ภาพที่คุ้นตา แต่ใช้เวลาอยู่กับมันนานมาก แล้วตามไปเที่ยวด้วยกันนะครับ

 

โดย SHUTTERTD

 

กลับไปที่ www.oknation.net