วันที่ พุธ ธันวาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เป้าหมายของผมเกี่ยวกับเรื่องจิต


เป้าหมายของผมเกี่ยวกับเรื่องจิต


เมื่อแพทย์เราคนหนึ่งจะเป็นศัลยแพทย์ได้ เราจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับทฤษฏี
ทางศัลยศาสตร์ก่อนเป็นอันดับแรก แล้วก็ค่อยเริ่มฝึกผ่าตัดจากคนไข้จริงๆ
จากการผ่าตัดที่ง่าย ไปสู่การผ่าตัดที่ยากขึ้นไปเรื่อยๆ จากศัลยแพทย์ฝึกหัด
จนไปเป็นศัลยแพทย์ใหญ่ผู้ชำนาญการ กระบวนการนี้ คงเอามาใช้ได้
ในการที่จะศึกษาเรื่องจิต

นั่นคือ ผมจะเริ่มด้วยการนำเอาทฤษฎีคำอธิบายต่างๆเกี่ยวกับจิต มาลงไว้
เพื่อใช้ในการศึกษาร่วมกัน แล้วเราจะค่อยๆเริ่ม ศึกษาวิธีการที่จะลงมือ
ศึกษาจิตของตนเอง ด้วยวิธีการลงมือจริงตามหลักที่ มีเขียนไว้ในตำหรับตำราต่างๆ

เรามาเริ่มเรียนรู้ไปพร้อมๆกันเถอะครับ

จิต คืออะไร?

ทางพุทธศาสตร์ ได้นิยาม จิตไว้ว่าเป็น ธาตุรู้ และธรรมชาติของจิตนั้นคือการรู้
และสิ่งที่ถูกจิตรู้นั้น ทางพุทธศาสตร์ เรียกว่า อารมณ์

ถึงตรงนี้ผมอยากให้ผู้ที่ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือทางพุทธมาบ้างได้ พยายาม
ทำความเข้าใจให้ดีเพราะศัพท์ต่างๆ ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้คำแปลจะไม่เหมือนที่
พวกเราคนไทยเคยรู้และจำกันมาก่อน ดังเช่นคำว่าอารมณ์ เราคุ้นเคยกับการแปลว่า่ 
Emotion แต่ในทางพุทธศาสตร์ อารมณ์ แปลว่าสิ่งทั้งหลายที่ถูกจิตรู้

ผมทำความเข้าใจเอาเองว่า ทางวิทยาศาสตร์ เราเรียนรู้เรื่องธาตุต่างๆ
เช่น คาร์บอน ออกซิเจน ไนโตรเจน ฯลฯ และเมื่อวิทยาศาสตร์ศึกษาลึกลงไป
เรื่อยๆก็พบว่าหน่วยย่อยที่เล็กลงไปเรื่อยๆในธาตุนั้น มีคุณสมบัติที่ไม่เหมือนก้อนวัตถุ
อีกต่อไปแล้ว แต่จะมีคุณสมบัติเข้าได้กับพลังงานรูปหนึ่ง 
เมื่อทางพุทธศาสตร์เรียกจิต ว่าธาตุรู้ ผมจึงนึกถึงว่าจิตคงเป็น 
พลังงานชนิดหนึ่งที่ คล้ายกับพลังงานที่เป็นหน่วยย่อยที่เล็กที่สุดของธาตุสสารต่างๆ
แต่ธาตุนี้มีคุณสมบัติที่พิเศษที่สุดคือ เป็น ธาตุรู้

และด้วยการที่เป็นธาตุรู้ ธรรมชาติของจิตของเรา จึงรวบรวมไปด้วยสิ่งที่เรารับรู้
และเป็นข้อมูลสะสมในจิตไว้อย่างมากมายมหาศาล และข้อมูลมหาศาลเหล่านี้
ในภาษาบาลีเรียกว่า วิญญาณ
 (คนละความหมายกับที่เราคนไทย เข้าใจว่า
วิญญาณ คือ สิ่งที่หลุดออกจากร่างเราเวลาเราตาย) และกริยาที่จิตรู้ิสิ่งที่เข้ามาให้จิตรู้ทางบาลีก็เรียกว่า วิญญาณ เช่นกันครับ

 

เรามาดู วิญญาณ ที่แปลว่า กริยาการรับรู้ของจิตกันครับ

เมื่อตา มองเห็น(ผัสสะหรือ contactกับ) รูป เกิดการรับรู้ของจิต(แจ้งอารมณ์) 
เรียกว่า จักขุวิญญาณ

เมื่อหู ได้ยิน(ผัสสะหรือ contactกับ) เสียงเกิดการรับรู้ของจิต(แจ้งอารมณ์) 
เรียกว่า โสตวิญญาณ

เมื่อจมูก ได้ดม(ผัสสะหรือ contactกับ) กลิ่นเกิดการรับรู้ของจิต(แจ้งอารมณ์) 
เรียกว่า ฆานวิญญาณ

เมื่อลิ้น ได้รับ(ผัสสะหรือ contactกับ) รสเกิดการรับรู้ของจิต(แจ้งอารมณ์) 
เรียกว่า ชิวหาวิญญาณ

เมื่อกาย ได้รับ(ผัสสะหรือ contactกับ) สิ่งสัมผัสทางกายเกิดการรับรู้ของจิต(แจ้งอารมณ์)
เรียกว่า กายวิญญาณ

เมื่อใจ ได้รับรู้(ผัสสะหรือ contactกับ) สิ่งกระทบทางใจเกิดการรับรู้ของจิต(แจ้งอารมณ์) 
เรียกว่า มโนวิญญาณ

 

เมื่อจิตรับรู้(แจ้งอารมณ์) สิ่งที่มาสัมผัส

จิตก็จะเสวย หรือ กลืนกิน อารมณ์(หรือสิ่งที่จิตรับรู้)นั้น

ภาษาบาลี เรียกว่า เวทนา(แปลไม่เหมือนที่คนไทยเราแปลว่าสงสาร)

คือการเสวย อารมณ์ นั้นๆ

แล้วเกิดความรู้สึก

ทุกข์ =ถ้าสิ่งนั้น เราเคยเรียนรู้ว่า ไม่ดี ไม่ชอบ ไม่น่าปรารถนา

สุข=ถ้าสิ่งนั้น เราเคยเรียนรู้ว่า ดี ชอบ น่าปรารถนา

ไม่สุขไม่ทุกข์ (อทุกขมสุขเวทนา์)=ถ้าสิ่งนั้นเรายังไม่สนใจให้ค่า และภาวะนี้มันพร้อมที่จะเปลี่ยนไปเป็น
สุข หรือ ทุกข์ ได้ตลอดเวลา์ ถ้าเราหันมาสนใจให้ค่ามัน ยกตัวอย่างเช่น
มีดอกไม้วางอยู่ในห้อง เราเดินเข้ามาในห้องนั้น ตามองเห็นดอกไม้นั้นแล้วแต่ไม่ได้ใส่ใจ
เกิดจักขุวิญญาณขึ้นแล้ว แต่เราไม่ใส่ใจให้ค่า จึงเกิดเวทนาหรือการเสวยอารมณ์
ไม่สุขไม่ทุกข์ แต่พอเราหันมาสนใจดอกไม้มากขึ้นในเวลาต่อมา
แล้วเราชอบดอกไม้นั้น จาก อทุกขมสุขเวทนา ก็กลายไปเป็นสุขเวทนา แทนทันที

อุเบกขา =ไม่สุขไม่ทุกข์ วางเฉย เพราะมีปัญญา เห็นสิ่งต่างๆ
อย่างถูกต้องตามความจริงของมัน

สิ่งที่จิตเราเรียนรู้มาแต่ในอดีต แล้วเก็บบันทึกไว้ แล้วถูกนำออกมา
ใช้ประกอบการตีราคาให้ สุข หรือ ทุกข์ นั้น เรียกว่า การจำได้หมายรู้
หรือ สัญญา

 




ขอขอบคุณ ทีมาจาก


Good Morning:Happy Dhamma Delivery456 เป้าหมายของผมเกี่ยวกับเรื่องจิต‏


โดย Cat@

 

กลับไปที่ www.oknation.net