วันที่ อาทิตย์ ธันวาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เครือข่ายมูลนิธิชุมชนประเทศไทย : เราคือดาวดวงน้อย ในทางช้างเผือก


 
เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่เรามีโอกาสได้เดินทางด้วยพาหนะทั้งเครื่องบิน รถไฟ และเรือ

เรา-ผมหมายถึงมูลนิธิชุมชนสงขลา ผม คุณชิต คุณสมพร อ.พิชัย คุณชัยวุฒิ บุญวิวัฒนาการ คุณชัยวุฒิ เกิดชื่นและภรรยา

เราออกจากหาดใหญ่ด้วยสายการบินต้นทุนต่ำเที่ยวแีีรก มาถึงสุวรรณภูมิ สมทบกับทีมงานของมูลนิธิชุมชนสตูลอีก 4 ชีวิต เรานั่งแิอร์พอร์ตลิ้งมาลงที่พญาไท ใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงสยาม แล้วก็ต่อรถไฟอีกเที่ยวมาลงที่สถานีตากสิน

ระหว่างนั่งบนรถไฟฟ้า ผมสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งว่ากรุงเทพฯเป็นเมืองนานาชาติไปแล้ว ผู้คนที่สัญจรไปมา คละด้วยชาวต่างชาติแทบจะทุกชาติภาษา ผมเห็นฝรั่งคนหนึ่งมากับสาวเอเซีย ทั้งคู่นั่งแนบชิด กุมมือ กอดจูบกันตลอดเวลา

ระหว่างรอเรือของโรงแรมแม่น้ำมารับที่หน้าท่า แน่นอนที่สุดระหว่างทางเราเห็นครอบครัวขอทาน นำเด็กน้อยมาอุ้มไว้แนบอก ใช้ความน่าเวทนาเรียกเงินจากกระเป๋าคนผ่านไปมา(โดยเฉพาะชาวต่างชาติ) แทบจะทุกเสาไฟฟ้าใต้ทางเดิน

เรือมารับแล้ว เรานั่งรับลมเย็นอยู่ในเรือ กรุงเทพฯเผยตัวเองในมุมที่แสนจะมีความเป็นไทย ดังภาพโฆษณาของททท.เรียกแขกชาวต่างชาติมาท่องเที่ยว เรือแบบไทยๆ คนแต่งกายแบบไทยๆ เครื่องดื่ม การให้บริการ ทัศนียภาพริมแม่น้ำเจ้าพระยา อวลไออยู่ท่ามกลางตึกสูงระฟ้าหลากสไตล์ เป็นภาพแปลกตาน่าชมไปอีกแบบ


รอรถไฟฟ้า



รอขึ้นเรือ



เมืองบางกอก







โรงแรมแม่น้ำ

มาถึงโรงแรม เราเริ่มต้นทักทายกันและกัน แล้วก็เริ่มการประชุมตามโปรแกรม

Regional Workshop : Asian CF Learning Network
ข้อเขียนคราวนี้ผมเก็บตกจากการประชุม Regional Workshop : Asian CF Learning Network  เมื่อวันที่ 1-3 ธันวาคม 2553Ramada Plaza Menam Riverside Bangkok Hotel โดยมีผู้เข้าร่วมมาจากมูลนิธิชุมชนสงขลา มูลนิธิชุมชนโคราช มูลนิธิชุมชนภูเก็ต มูลนิธิชุมชนสตูล บางกอกฟอรั่ม กรุงเทพฯและมูลนิธิชุมชนจากประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศเวียดนาม


แต่ผมขออนุญาตเผยแพร่การประชุมเฉพาะเครือข่ายมูลนิธิชุมชนในประเทศไทยก่อน ติดค้างในส่วนของการประชุมกับเครือข่ายในเอเซี่ยนครั้งต่อไปนะครับ


 อ.ปรีชา อุยตระกูล ประธานมูลนิธิชุมชนโคราช ในฐานะผู้รับผิดชอบการประชุมในครั้งนี้ ทำหน้าที่กล่าวต้อนรับ แล้วชี้แจงวัตถุประสงค์ในการจัดการประชุม โดยที่มีเครือข่ายมูลนิธิชุมชนในประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกัน กล่าวคือ จัดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์มูลนิธิชุมชนในภูมิภาคอาเซี่ยน และการนำไปสู่สานการจัดตั้งเครือข่ายการเรียนรู้ จัดพิมพ์เอกสารเพื่อเผยแพร่ต่อไป


ทั้งนี้ในเอกสารแจก ได้กล่าวถึงข้อมูลและการสัมภาษณ์มูลนิธิชุมชนในหลายๆประเทศทั่วโลก ถึงการก่อเกิดของมูลนิธิชุมชนในช่วงสิบปีที่ผ่านมา พบข้อสังเกตที่น่าสนใจมากว่า ในส่วนของประเทศกำลังพัฒนามีตัวเลขการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เมื่อพิจารณาลึกลงไปอีกจะพบว่าส่วนใหญ่เชื่อมั่นว่าแนวคิดของมูลนิธิชุมชนจะมีส่วนสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนา แล้วก็พบความไว้วางใจของชุมชนที่มีมากขึ้น ทั้งยังเชื่อว่าแนวคิดนี้จะเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพลเมือง เป็นการแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม และทั้งหมดส่วนใหญ่จะมีการระดมทุนภายในชุมชน...โดยมูลนิธิชุมชน จะมีหน้าที่หลักในการให้การสนับสนุน มีบทบาทในการเชื่อมประสานในชุมชน ด้วยการดึงชุมชนมามีส่วนร่วม แล้วก็มีบทบาทเชิงรุกในการทำงานพัฒนา สร้างความไว้ใจต่อสาธารณชน พร้อมกับกระตุ้นวัฒนธรรมการเกื้อกูลโดยคนในชุมชนกันเอง พูดง่ายๆก็คือ ใช้เงินที่ได้รับการสนับสนุนมาเป็นเครื่องมือ และในเอกสารดังกล่าวได้ระบุถึงความท้าทายในการทำงานที่สำคัญยิ่ง คือ การตั้งกองทุนสะสมในประเทศ ซึ่งยังเป็นเรื่องยากต่อการทำความเข้าใจสำหรับคนในประเทศกำลังพัฒนา หรือการทำให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ หรือการทำอย่างไรที่จะให้ชุมชนยอมรับนำแนวคิดของมูลนิธิชุมชน ไปสร้างความเข้มแข็ง นอกจากนั้น...มูลนิธิชุมชนยังสามารถที่จะเป็นข้อต่อการพัฒนาระดับนานาชาติ ผ่านการสนับสนุนเงินให้เปล่าขนาดเล็กเป็นการสร้างความสัมพันธ์ในการทำงานระหว่างกัน

 


มูลนิธิชุมชนในประเทศไทยได้ทำประโยชน์ให้ชุมชนหรือได้สร้างคุณค่าเพิ่มอะไรบ้าง

การประชุมเริ่มต้นด้วยคำถามหลัก 5 ข้อ ที่ว่าด้วยการทำความเข้าใจความเป็นไปของมูลนิธิชุมชนในประเทศไทย เป็นการทบทวนย้อนมองตัวเอง และมองไปยังหัวใจของการทำงานในแต่ละส่วน ภายใต้คำถามถึงประโยชน์และคุณค่าที่มูลนิธิชุมชนในประเทศไทยทั้งหมดได้ร่วมดำเนินการหรือค้นพบ ได้ข้อสรุปที่น่าสนใจดังนี้


1.มูลนิธิชุมชนจะทำหน้าที่ประสานทุนทางสังคม สร้างความร่วมมือในการพัฒนา อีกทั้งช่วยให้เพื่อนมนุษย์ด้วยกันตระหนักว่าในสังคมยังมีเพื่อน มีมิตรภาพ มีน้ำใจ มีที่พึ่งในยามยาก


2.ระดมทุนและสร้างแหล่งทุนในชุมชน ส่งเสริมการให้ที่มีคุณค่าและมูลค่า การรับที่มีศักดิ์ศรี เริ่มตั้งแต่ช่วยให้ชุมชนเกิดความภาคภูมิใจ เข้าไปต่อยอดศักยภาพ หรือค้นพบศักยภาพที่มีในชุมชน นำไปสู่การฟื้นฟูกระบวนการพัฒนาและการพึ่งตนเองในชุมชนอย่างยั่งยืน หลายครั้งยังนำไปสู่การได้พบประเด็นการพัฒนาใหม่ๆ เสนอแนะให้สังคมได้รับรู้และเรียนรู้ นำมาสู่การมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายสาธารณะ


3.สร้างความเป็นธรรมช่วยลดปัญหาสังคม ด้วยการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส สร้างความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน สุขภาพ แก้ปัญหาอุบัติภัย สร้างอาชีพ สร้างทักษะชีวิต ฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ชุมชน วัฒนธรรมชุมชน


4.สร้างความไว้วางใจ สร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน เท่ากับเป็นการปลุกจิตสำนึกส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายจิตอาสาที่มิได้เกิดจากการว่าจ้าง นำไปสู่การพัฒนาคน ส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาเด็กในการทำความดี


5.มูลนิธิชุมชนเป็นเครื่องมือใหม่ สร้างสังคมใหม่

 


เราจะพัฒนาการให้เพื่อสังคมในระดับชุมชนหรือท้องถิ่นให้ก้าวหน้ามากขึ้นได้อย่างไร

ต่อคำถามดังกล่าว ที่มีเป้าหมายเพื่อยกระดับการให้ของสังคมไทย ได้ข้อสรุปร่วมกันดังนี้


1.สร้างกระบวนการเรียนรู้ ทำได้ตั้งแต่การสร้างหลักสูตรการให้ผ่านผู้นำชุมชน หรือการเสริมพลังให้ชุมชนยกระดับความคิด ทำไปบนฐานการให้ที่มีคุณค่า รับที่มีศักดิ์ศรี สามารถพึ่งตนเองด้วยทุนทางสังคมที่มี จนนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน


2.ส่งเสริมการให้ด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ การให้แต่ละครั้งเราควรคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้รับไปด้วย และมองเห็นความสัมพันธ์เชิงระบบทั้งในส่วนของธรรมชาติรอบข้าง และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง


3.พัฒนางานอาสาสมัครในส่วนของผู้ให้ด้วยภาคปฎิบัติการในพื้นที่ มีการทำงานแลกกับการได้รับทุน เช่นกรณีการให้ทุนการศึกษา


4.สร้างความรับรู้ของสังคมให้ข้ามพ้นทัศนะจากการให้เพื่อการทำบุญ เป็นการสร้างความหมายใหม่เป็นการให้เพื่อพัฒนาสังคม การสร้างค่านิยมใหม่ในเรื่องการให้ผ่านช่องทางสื่อสารสาธารณะ(รวมไปถึงการปรับวิธีคิดของสื่อ และมุ่งไปสู่การสร้างสื่อสาธารณะของตนเองด้วย)ไปยังองค์กร สถาบันหลักทางสังคมต่างๆ และยกระดับการทำงานด้วยการให้แบบมีเงื่อนไขที่สามารถนำไปสู่ความยั่งยืนหรือความเข้มแข็งของชุมชน แล้วก็ควรมีการถอดชุดบทเรียน นำเสนอตัวอย่างรูปธรรมในพื้นที่หรือผ่านการทำงานของมูลนิธิชุมชน


5.การทำธุรกิจเพื่อสังคม ช่วยหนุนเสริมการให้และรับในชุมชน

 


ปัจจัยสำคัญในการพัฒนาการให้เพื่อสังคม

มีข้อพิจารณาที่น่าสนใจดังต่อไปนี้


1.ภาพลักษณ์ขององค์กรต่อสาธารณะ ที่ต้องเป็นมืออาชีพ มีความโปร่งใส มีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงครอบคลุมความเป็นชุมชน แสดงออกถึงศักยภาพ มีความน่าเชื่อถือและสามารถสร้างความไว้วางใจในตัวองค์กรการให้ รวมไปถึงการแสดงออกถึงวิธีคิด กระบวนการทำงานของมูลนิธิชุมชน(ไม่จำเป็นต้องมีเงินมาก) ดังเช่นในการประสานทุนทางสังคม ยกระดับการให้ขององค์กรทุน และการมีธรรมาภิบาล


2.รูปธรรมของการดำเนินงานที่สามารถส่งผลกระทบหรือส่งผลสะเทือนต่อสาธารณะมากจะส่งผลต่อภาพลักษณ์และการได้รับการสนับสนุนจากสังคม


3.การมีกองทุนหรือเงินสะสมสำหรับความมั่นคงขององค์กรเพื่อสังคม หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การบริหารจัดการ


4.ทัศนะต่อการให้หรือโลกทัศน์ระดับบุคคลหรือแกนนำที่มาทำงาน


5.แนวคิดการสร้างอาสาสมัครเพื่อสังคม การปลูกฝังค่านิยมเรื่องของการให้หรืออาสาสมัครในสังคม


6.ความร่วมมือระหว่างองค์กรผู้ให้ในลักษณะเครือข่าย พัฒนาแนวคิด เทคนิค วิธีการในการให้ ทำกิจกรรมร่วมกัน มีการสื่อสารทางสังคมในหลายรูปแบบ มีการรวมตัวกันทำสื่อร่วมกันของ CF พัฒนาชุดความรู้ในด้านการให้ ขยายแนวคิดการให้ด้วยการสร้างเงื่อนไขการให้ในสังคม มีเครื่องมือในการดำเนินงาน เช่น การทำแผนที่ทางสังคม ฯลฯ


7.วิกฤตการณ์ของผู้ให้และผู้รับ หากเราสามารถใช้วิกฤตเป็นโอกาสเราสามารถเปิดกรอบคิดข้ามพื้นที่ทำงานแก้วิกฤตร่วมกัน


8.นโยบายสาธารณะ ที่สามารถสร้างค่านิยมที่ดีและไม่ดี ดังเช่น ระบบอุปถัมภ์ผ่านนโยบายประชานิยม

 


การให้การสนับสนุนอะไร ประเภทใดที่มีความจำเป็นในการผลักดันแนวคิดการให้เพื่อสังคม

มีข้อเสนอแนะสำคัญดังนี้


1.การสื่อสารทางสังคมในหลายรูปแบบ รวมไปถึงการสร้างช่องทางสื่อสารการให้ที่มีคุณค่าไปสู่สาธารณะของเครือข่ายมูลนิธิชุมชน


2.การพัฒนาอาสาสมัครเพื่อสังคม ร่วมกิจกรรมที่เป็นไปในทิศทางการสร้างความหมายหรือคุณค่าในชีวิต (มีข้อเสนอตัวอย่าง : ขอให้ถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นกิจที่หนึ่ง ประโยชน์ส่วนตนเป็นกิจที่สอง : พระราชปณิธานของพระบรมราชชนก  หรือตัวอย่างคำขวัญ เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน)


3.การสร้างจุดยืน ความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจระหว่างผู้ให้และผู้รับบนฐานความหลากหลายแต่มีหลักการหรือปรัชญาการทำงานเดียวกัน(ให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี บนฐานการพึ่งตนเองเพื่อพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน)


4.มีการรวมตัวกันทำงานร่วมกันของเครือข่ายมูลนิธิชุมชน แสดงให้เห็นทุนทางสังคม กระบวนการดำเนินงาน ผลลัพธ์ที่บังเกิด


5.การพึ่งตนเองบนฐานทุนของตน เช่น การทำธุรกิจเพื่อสังคม


6.การระดมทุน จัดตั้งกองทุนสะสม รวมไปถึงการจัดการทุน (เตรียมพื้นฐานเพื่อให้เกิดขึ้นได้ในอนาคต)

 


การให้การสนับสนุนจากแหล่งทุนควรจะเป็นในลักษณะใด

คำตอบที่ได้ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการองค์กร สร้างความน่าเชื่อของมูลนิธิชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น


นอกจากนี้เรายังสามารถเสริมหนุนการทำงานร่วมกันในลักษณะเครือข่ายมูลนิธิชุมชนของประเทศไทยหรือ มูลนิธิชุมชนเอเชี่ยน(อาจยกระดับเป็นชมรม/สมาคมในอนาคต) รวมทั้งการสร้างความเป็นเอกภาพหรือมีลักษณะร่วมบางประการที่แตกต่างจากมูลนิธิทั่วไปหรือองค์กรพัฒนาเอกชน เช่น มีการพัฒนาองค์ความรู้ร่วม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ของแต่ละ มูลนิธิชุมชนอย่างสม่ำเสมอ การสรุปบทเรียนนำเสนอเป็นเอกสารและมีเวทีนำเสนอ(ในประเด็นร่วม ผลสำเร็จ ปัจจัยความสำเร็จ ปัญหาอุปสรรค ฯลฯ) นำไปสู่การกำหนดทิศทางการดำเนินงานร่วม, การทำแผนที่ทางสังคมของมูลนิธิชุมชนประเทศไทย, การทำห้องสมุดข้อมูล/การจัดระบบสื่อสารของมูลนิธิชุมชนประเทศไทยหรือมูลนิธิชุมชนเอเชี่ยน, หรือจะมีการระดมทุนด้วยการจัดคอนเสิร์ตมูลนิธิชุมชนสัญจรนำวิถีวัฒนธรรมแต่ละภูมิภาคมานำเสนอสู่สาธารณะ


ที่สำคัญยิ่งก็คือ การสื่อสารประชาสัมพันธ์ ขยายแนวคิดมูลนิธิชุมชนสู่สาธารณะ ให้สังคมมีความเข้าใจแนวคิดของมูลนิธิชุมชนมากขึ้น


ทุกมูลนิธิชุมชนในประเทศไทยมีความสนใจที่จะมีการระดมทุนด้วยการจัดคอนเสิร์ตมูลนิธิชุมชนสัญจรนำวิถีวัฒนธรรมแต่ละภูมิภาคมานำเสนอสู่สาธารณะ


เป็นอีกความฝันที่จะต้องมีการสานต่อ

มีล่ามมาช่วยแปล

ถ่ายทอดสดทาง www.banbanradio.com


โดย นายชาคริต

 

กลับไปที่ www.oknation.net