วันที่ เสาร์ ธันวาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

*ช่วงสุดท้ายที่เราอยู่ด้วยกัน* คำแนะนำที่ดีในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย


                “ช่วงสุดท้ายที่เราอยู่ด้วยกัน”

            ผู้เขียนกับพี่น้องมีประสบการณ์ช่วยกันดูแลแม่ซึ่งป่วยเป็นอัมพาตครึ่งซีก พูดไม่ได้ ซึ่งมีสาเหตุสืบเนื่องจากเบาหวานประมาณ 5 ปี แรกๆ ก็พอป้อนอาหารได้ ระยะหลังๆ ก็ให้อาหารทางสายยาง จนมีประสบการณ์และความชำนาญที่เกิดจากสังเกตุจากความเอาใจใส่ ด้วยต้องการจะให้แม่เจ็บตัวน้อยที่สุด  และในวาระสุดท้ายของแม่ ผู้เขียนก็หอบโน๊ตบุ๊คกับเอกสารไปทำงานที่บ้านเกิด ได้เห็นจนถึงลมหายใจสุดท้ายของแม่

            หลังจากได้อ่านบทความเรื่อง “ช่วงสุดท้ายที่เราอยู่ด้วยกัน” ซึ่งเรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์คุณอุมาภรณ์ ไพศาลสุทธิเดช  พยาบาลประจำศูนย์ดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคอง โรงพยาบาลรามาธิบดี ผู้มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายมากว่า 20 ปี ทำให้หวนระลึกถึงเหตุกาณ์ในการดูแลแม่ในระยะสุดท้าย ตั้งแต่ปี 2549 และคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่พยาบาลผู้ป่วยเรื้อรังหรือผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งมีมากพอสมควร โดยเฉพาะผู้ที่เป็นอัมพาต

              คุณอุมาภรณ์อธิบายว่า สำหรับผู้ป่วยในระยะสุดท้ายที่มีอาการของโรคลุกลามจนถึงขั้นรักษาไม่หาย และมีแผนการรักษาใดๆอีกต่อไป นอกจากรับการดูแลแบบประคับประคองอาการจนถึงระยะสุดท้ายของชีวิต ในช่วงสุดท้ายของชีวิตที่ไม่เหลือความหวังยึดเหนี่ยวอีกต่อไป ญาติผู้ป่วยมักจะมีความต้องการให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายพักอยู่โรงพยาบาล  แต่ด้วยจำนวนเตียงที่จำกัด  สุดท้ายแล้วญาติผู้ป่วยจำเป็นต้องนำตัวผู้ป่วยกลับไปดูแลต่อที่บ้าน  เมื่อถึงเวลานั้นผู้ป่วยและครอบครัวจะได้สามารถดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสมตามศักยภาพ  “บางครั้งญาติผู้ป่วยอาจขาดความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน ทางศูนย์ดูแลผู้ป่วยฯ จะเข้าไปช่วยผู้ป่วยและญาติทุกคนได้วางแผนร่วมกันในการดูแลแบบองค์รวมและมีการเตรียมตัวเกี่ยวกับการสูญเสีย หรือการพลัดพรากในวาระสุดท้ายของชีวิต” 

                ผู้ป่วยระยะสุดท้ายสภาพร่างกายมักมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก  เพราะระบบต่างๆ พยายามปรับสภาพให้สมดุล หัวใจ ปอด ตับ ไต ขณะที่ตัวโรคก็ลุกลามไป  ร่างกายก็ปรับตัวไป  “ผู้ป่วยมักอ่อนเพลียมากจนต้องนอนอยู่บนเตียงตลอด ซึ่ง

·      “อาจทำให้เกิดแผลกดทับ จึงควรพลิกตัวผู้ป่วยทุก 6-8 ชั่วโมง”
(เราพลิกตัวแม่ทุก 2 ชั่วโมง ก็ยังมีแผลกดทับที่ก้นกบอยู่บ้าง)

·      “นอนตะแคงและควรยกหัวสูงเล็กน้อยให้หายใจสะดวก”  
การป่วยเรื้อรังจะทำให้ของเหลวในร่างกายท่วมปอด ปอดชื้น ติดเชื้อง่าย ผู้ป่วยอัมพาตจะมีเสมหะติดคอ ต้องคอยตบไล่ลงมาจากคอ หน้าอก การตบก็ทำมือเป็นอูมๆ เป็นสามเหลี่ยม

·       เมื่อผู้ป่วยอ่อนแรงและนอนหลับมากขึ้นควรใส่ผ้าอ้อมเพื่อสะดวกในการดูแล ช่วงเวลานี้การให้น้ำเกลือไม่ได้ช่วยให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น  แต่ยืดความทุกข์ทรมานออกไปอีก  ยกเว้นกรณีจำเป็นที่ต้องให้ยาทางเส้นเลือดเช่นเดียวกับการใส่ท่ออาหารประเภทต่างๆไม่ว่าจะทางท่อทางเดินอาหารหรือท่ออาหารทางเส้นเลือดจึง ควรพิจารณาอย่างมากเพราะมักจะทำให้ผู้ป่วยเจ็บ  รำคาญและอาจเป็นสาเหตุให้ถึงแก่ความตายก่อนเวลา

·      ส่วนการดูแลช่องปากให้ใช้ผ้าก๊อชชุบน้ำเช็ดปาก เหงือก และลิ้น  ในระยะนี้ผู้ป่วยมักจะปิดตาไม่สนิททำให้ตาแห้งแสบอาจใช้น้ำตาเทียมหยอดตาวันละ 1-2  ครั้ง  

·      กรณีผู้ป่วยมีอาการกระสับกระส่าย เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีภายในร่างกายเพราะอวัยวะต่างๆ เริ่มวาย ควรปรึกษาแพทย์ให้พิจารณาตามสภาพอาการ แต่หากอาการไม่มาก  ไม่ควรใช้ยา เพราะผู้ป่วยอาจอยากมีสติ รู้สึกตัว มีโอกาสได้ร่ำลาญาติก่อนจากไป หรือท่องบทสวดมนต์
((ผู้เขียนเคยจับมือแม่แล้วสวดมนต์บทง่ายๆ ช้าๆ ซ้ำๆ แม่ก็หลับและสงบเป็นระยะ ไม่รู้ว่าเพราะรับรู้สายใยจากลูกหรือเพลีย))

·      หากผู้ป่วยมีอาการหายใจไม่เป็นจังหวะช้าบ้าง เร็วบ้าง และอาจหยุดหายใจเป็นช่วง ซึ่งช่วงที่หยุดหายใจจะค่อยๆ ยาวขึ้นเมื่อผู้ป่วยใกล้จะเสียชีวิต  ข้อเท็จจริงก็คือ  ตัวผู้ป่วยเองจะไม่รู้สึกทรมานกับอาการนี้  เพราะเกิดจากภาวะกรดและด่างเปลี่ยนแปลงไปหลังจากอวัยวะต่างๆหยุดทำงาน  เมื่อถึงเวลานั้น การให้ออกซิเจนจึงไม่จำเป็น ตรงกันข้ามการให้ออกซิเจนกลับทำให้ผู้ป่วยรู้สึกแห้ง เจ็บ และอึดอัดไม่สบายตัว ((อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผู้เขียนเข้าใจผิด เห็นแม่เหมือนหายใจไม่ออก ดูทรมาน ก็ซื้อท่ออ๊อกซิเจนมาไว้ที่บ้าน แล้วเปิดให้แม่ตลอดเวลา))

·      ผู้ป่วยจะพยายามดึงหน้ากากหรือท่อออกซิเจนตลอดเวลาทั้งที่ไม่รู้สึกตัว  “ผู้ดูแลควรแสดงความรู้สึกต่อผู้ป่วยด้วยการกอดและสัมผัสผู้ป่วยเป็นระยะๆ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะรบกวนการพักผ่อนของผู้ป่วยเพราะแม้ผู้ป่วยจะอ่อนเพลียมากจนไม่สามารถพูดได้  แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังสามารถได้ยินและเข้าใจสิ่งที่ญาติพูดได้  เพราะหูจะเป็นอวัยวะสุดท้ายที่ผู้ป่วยจะสูญเสียการทำงานไป” 

·      เมื่อผู้ป่วยไม่ค่อยตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวจะเกิดภาวะเสียงดังครืดคราดในลำคอคล้ายเสียงกรน  ซึ่งเสียงนี้เกิดจากกล้ามเนื้อในการกลืนไม่ทำงาน ลิ้นตก แต่ต่อมน้ำลายน้ำเมือกต่างๆยังทำงานอยู่  วิธีการช่วยคือให้ผู้ป่วยนอนตะแคงโดยมีหมอนยาวรองหลังเพื่อลดเสียงดังครืดคราดลง แต่ไม่ควรดูดเสมหะด้วยเครื่องดูด เพราะจะทำให้ผู้ป่วยเจ็บและอาเจียนจากท่อที่ล้วงลงไปดูดเสมหะในลำคอ

       ((การดูดเสมหะในช่วงใกล้เสียชีวิต หลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะมีการติดเลือดออกมา เพราะต้องทำบ่อย ซึ่งทรมานใจญาติที่พยาบาลเป็นอย่างยิ่ง เพื่อยื้อชีวิต แต่ก็สร้างทำเจ็บปวดให้ผู้ป่วย))

·      เมื่อเวลาของผู้ป่วยใกล้หมดลง สังเกตได้จากมือเท้าเย็น เปลี่ยนเป็นสีคล้ำ ผิวเป็นจ้ำๆ ตาเบิกกว้างแต่ไม่กะพริบ  ปัสสาวะน้อยลงมาก ผู้ป่วยบางรายอาจตื่นขึ้นมาในช่วงเวลาสั้นๆ เหมือนอาการดีขึ้น ซึ่งเป็นเสมือนพลังงานสำรองที่มีมาใช้ในการร่ำลาญาติครั้งสุดท้ายก่อนจากไป “ญาติพี่น้องลูกหลานต้องตั้งสติให้ดีและใช้เวลาช่วงสุดท้ายอยู่ข้างเตียงกับผู้ป่วยมากที่สุด” 

 

สิ่งที่ผู้เขียนทำได้ตามที่ตั้งใจก็คือ ปฎิบัติต่อแม่อย่างดีที่สุดตอนที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ ตอนป่วยหนักก็ดูแลอย่างดี ทาแป้งตัวหอมทุกวัน กลับไปเสาร์อาทิตย์ก็ไปกอดและบอกรักทุกครั้ง วันที่แม่ตายก็บอกกับตัวเองว่า “เจอกันอีกก็จำกันไม่ได้แล้ว”  แล้วก็ไม่ร้องไห้เลยตลอดงาน

ผู้เขียนก็คิดว่าทำสิ่งดีๆ ให้คนที่คุณรักหรือรักคุณตอนมีลมหายใจ ให้เขาและเราสัมผัสได้พร้อมกันดีกว่าเพราะเรารับรู้ได้เลยตอนเป็นๆ ทั้งสองฝ่าย ดีกว่าทำอะไรๆ แล้วอุทิศให้ตอนตาย

                 

                  ที่มาข้อมูลบางส่วน : กรุงเทพธุรกิจ กายใจ ฉบับวันที่ 23 พ.ย.-11 ธ.ค. 2553

โดย wilai911

 

กลับไปที่ www.oknation.net