วันที่ จันทร์ ธันวาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ภูกระดึง 6 หนีหอยปะหอย ตลกในวงสนทนา ก่อนลาภูกระดึง



ภูกระดึง 6 ตลกในวงสนทนา ก่อนลาภูกระดึง

                เรื่องราวตลกโปกฮานี่ก็ต้องมีทุกสถานการณ์ มันจะช่วยสร้างสีสรรค์ของงานและบรรยากาศให้สดชื่นแจ่มใส ยกเว้นมุกแป๊กวงแตกสลาย อันนั้นก็ถือว่าฝีมือยังไม่ถึงขั้น ต้องไปหาจำอวดเรื่องใหม่มาเสนอ แต่เรื่องเฮฮานี่ไม่ใช่จะมีได้ง่าย ๆ กว่าจะสรรหาอะไร ๆ มาทำให้เป็นเรื่องตลก บางทีก็ตาเหลือกเหมือนกัน บางคนก็ลงทุนลงแรงไปเยอะ แล้วการคุยเรื่องสัพเพเหระของคนเราก็ต้องดูกลุ่มคนฟัง และกาละเทศะกันด้วย มิฉะนั้น ก็จะกลายเป็น “หวังดีประสงค์ร้าย” หรือถูกหมายหัว ไม่ให้รวมกลุ่มกันอีกต่อไป หรืออาจจะมองหน้าไม่ติด

                เรื่องบางเรื่อง คนพูดไม่ได้คิดถึงผลที่ตามมา เอาฮาอย่างเดียว แต่คนฟังคิด หลังจากนั้นก็จะมี after chock เกิดขึ้นแน่นอน อันนี้ก็จะจ๋อยลงไปบ้าง แต่คนเราบางสิ่งบางอย่างไม่ต้องคิดอะไรมาก  ชีวิตมันก็เท่านี้แหละครับ ต่างคนก็ไม่พ้น สุขเวทนากันทั้งนั้น

                ขึ้นภูกระดึงเหมือนขึ้นสวรรค์ มีหนุ่มสาวบ่นกันตามรายทาง ว่ายากลำบากเหลือเกิน หนุ่มผู้หนึ่งตอบแฟนสาวไปว่า “จะขึ้นสวรรค์มันต้องลงนรกก่อน”  ถึงขนาดนั้นเลยหรือครับ ผมขอไม่ลงด้วยก็แล้วกัน นี่อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ต้องรีบจ้ำอ้าว ขึ้นภูไป เพราะไม่อยากแวะ “ลงนรก”

                ภูกระดึงในวันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2553 ก็ยังคงมีเรื่องราวอันยาวนานมาเล่าขานกันฟัง วันนี้มีนักท่องเที่ยวมาพักเยอะพอสมควร น่าจะอยู่หลักพันขึ้นไป วันที่เรากางเต้นท์อยู่นั้น ได้รับอานิสงค์ของบล๊อกเกอร์ Nuphong26 สำหรับอาหารเย็น คือข้าวเหนียวเนื้อทอด เอาไว้กินกับตลก ก็คือ หม่ำ นั่นเอง หม่ำเป็นอาหารประจำภาคอีสาน แถวชัยภูมิ ภูเขียวนี่มีขึ้นชื่อเหมือนกัน แต่ท่านเล่นเอาหม่ำไปแขวนไว้เหนือเต้นท์ 2-3 อัน ผมก็ไม่เข้าใจว่าเอาไปโชว์ไว้ทำไมตรงนั้น หรือเอาไว้ล่อสัตว์ หรือกระสืออะไรยังไงก็ไม่ทราบได้ แต่วันต่อมามันก็หายไป สงสัยหายเข้าท้องไปแล้วครับ ถ้าเป็นทางเหนืออาหารจำพวกแท่ง ๆ นี่ก็จะมี ไส้อั่วครับ ที่เราเห็นกันทั่วไปก็จะมี ไส้กรอก แหนม ไส้กรอกข้าว อะไรพวกนี้

                จากที่พวกเราใส่เสื้อภูกระดึง เดินเองได้ ไม่เอากระเช้า ก็จะมีผู้ที่ “เห็นต่าง” มากมาย ผมเองก็เสียวสันหลังพอสมควร ได้ข่าวว่าตอนขึ้นทีมงานของเรามีการประทะคารมกับคุณป้าคนหนึ่ง ซึ่งจะเอากระเช้า ว่ากันไปครับ ภูกระดึง ผมเดินเองได้ ไม่ต้องพยุง

                คืนแรก หลังจากเข้านอนกันแล้ว ก็เกิดเรื่องราวตอนตี 2 ที่มีสัตว์ป่าเข้ามาทักทายเรา ปกติเจ้าหน้าที่ก็จะเตือนว่า อย่าเก็บอาหารไว้บนพื้น หรือในเต้นท์ เพราะสัตว์มันจะได้กลิ่น แล้วจะมาขโมยไป เช่น กวาง หรือ หมูป่า ในคืนแรกนั้น ตื่นเช้าอีกวันหนึ่ง เห็นพวกอาหารแห้งของเรา เช่น มาม่า และตลกเละเทะ เอ่อ จะเรียกโจ๊กก็เรียกเถอะ กระป๋องมันบู้บี้ยับเยิน ก็ได้ความว่า กลางคืน กวางมาเลาะเล็มของพวกนี้ แต่ละคนนอนอยู่ต่างคนก็ต่างนึกว่าใครตื่นขึ้นมาทำอะไรกัน ท้ายที่สุด พี่มะอึกเลยลุกมาดู อ้าวเป็นเจ้ากวางตัวใหญ่ คราวนี้เลยได้ชักขะเย่อกัน จะร้องหาให้ใครช่วยก็ไม่ได้ เพราะมันกลางดึก แต่ระดับพี่มะอึกแล้ว ฝีมือขั้นเทพ สามารถเยื้อแย่งอาหารคืนมาได้ใสภาพที่เละเทะเป็นโจ๊กอย่างที่เห็น ถึงมันไม่เละก็เป็นโจ๊กอยู่แล้วครับ

                ตอนที่เราไปเดินป่าเมื่อเช้า เห็นขี้ช้าง แต่ไม่เห็นช้างขี้ ถ้าเห็นช้างขี้ก็ไม่แน่ใจว่าทีมงานของเราจะขี้ตามช้างหรือเปล่า เป็นรอยใหม่ ๆ เลย ในเขตอุทยานนี้ก็มีฝูงช้างป่าอาศัยอยู่  เมื่อสองวันก่อนเจ้าหน้าที่ก็เพิ่งไปขับไล่ช้างให้ออกไปไกลจากศูนย์ฯ เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายกับนักท่องธรรมชาติ

                เมื่อครั้งไปเที่ยวกับพนักงาน มีเกมที่กำลังฮิตกันก็คือ ให้พูดคำสุภาษิต แล้วคำที่เป็นสัตว์ทั้งหลาย แทนที่ด้วยคำว่า หอย เช่น “เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง” ก็จะกลายเป็น “เห็นหอยขี้ ขี้ตามหอย” เป็นต้น ก็สนุกสนานกันไป บางคนบอกว่า “จับหอยชนหอย” ก็มาจากสุภาษิต จับแพะชนแกะ นั่นเอง ฟัง ๆ ไปก็ขำดี อย่าไปคิดอะไรมาก เพราะความจริงแล้วมันก็ไม่มีอะไรจริง ๆ ถือว่า ภาษาไทยของเรานี่สุดยอดแล้ว ที่แค่เรียกชื่อหอย แทนชื่อสัตว์ต่าง ๆ ในสุภาษิต ก็ขำได้ 

“หอยงามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” แปลว่า “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” 

"หนีหอยปะหอย" (หนีเสือปะจระเข้)

"ขี่หอยจับหอย" (ขี่ช้างจับตั๊กแตน)

เอ..แล้วใครมาช่างคิดเรื่องแบบนี้จริง ๆ นะ

                 บนภูกระดึง ถ้ามาถึงแล้วก็มีแต่เรื่องอภิรมย์ในความสวยงามและบรรยากาศที่สดใส อย่ามามัวคิดเรื่องอื่นให้ปวดหัวมัวหมอง หรืออย่ามาทะเลาะกันบนภูกระดึง จะถือว่าเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างมาก เพราะถ้าคุณจะทะเลาะกัน คุณไปทำที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องถ่อสังขารมาถึงข้างบน แถมต้องซื้อข้าวกินจานละ 50 บาท น้ำขวดเล็กขวดละ 20 บาท เป็นการทะเลาะกันที่ลงทุนมากที่สุดถ้าเป็นเช่นนั้น

                ไม่อยากเรียกคนที่มาภูกระดึงว่า “นักท่องเที่ยว” ขอใช้คำว่านักท่องธรรมชาติมากกว่า เพราะความหมายคงจะดีกว่ากันไม่น้อย นักท่องธรรมชาติต้องเข้าใจเรื่องของธรรมชาติและตั้งใจมาศึกษาธรรมชาติ ไม่ทำลายธรรมชาติ และช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติ เช่นน้องคนหนึ่งที่เป็นแฟนคลับ BGFC ก็มาเป็นครั้งที่ 3 แล้ว และไปเดินป่าปิดมา ผมนึกชื่นชมน้องเขาอยู่ในใจ ยังเป็นหนุ่มสาวแล้วสนใจในเรื่องนี้ คงมีจำนวนไม่มากหรอก คนแบบนี้ แต่จำพวกท่องเที่ยวเสพสุขสบายนั่นแหละมีเยอะ เยอะพอ ๆ กับการอยากให้มีกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง

          งานนี้เราต้องยกให้กับสาว ๆ ที่นับได้ว่า "เห็นหอยเป็นศัตรู" เอ้ย เห็นทากเป็นศัตรู ส่วนทากนั้น คงจะเห็นคนเป็น "แมลงศัตรูทาก" อย่างแน่นอน หนูกุ้งเตรียมอุปกรณ์กันทากมาอย่างสุดความสามารถ โดยได้ทดลองทุกอย่างที่จะไม่ให้ทากเข้ามาใกล้ ไม่ว่าจะเป็น สเปรย์ ยาหม่อง ครีมนวด สารพัด ทาเข้าไป จนทากเอือมระอาไม่อาจเข้าใกล้ เธอคือผู้ชนะ สองทิศ 

                ตอนเย็นก่อนเสวนา เราก็สัมมนากันอุ่นเครื่องไปก่อน พี่ปุ้ยตากล้องพุงสวย เอาเครื่องดื่มถ่ายใส่กระบอกมาเรียบร้อย ส่วน บล๊อกเกอร์ Nuphong26  นั้นทีแรกผมสงสัยว่าทำไมเอาน้ำมันเบนซินขึ้นมาบนเขาด้วย เพราะเห็นขวดน้ำพลาสติก ที่มีน้ำสีออกแดง ๆ วางอยู่ คำตอบก็คือ วิสกี้ เพราะเขาไม่ให้เอาขวดแก้วขึ้นมา แถมมันหนักด้วย ก็เลยถ่ายใส่ขวดน้ำแทน นับได้ว่าทำตามกฎกันอย่างเคร่งครัด

                เกือบลืมพูดถึงพี่อัฐ ผู้ประสานงานและดำเนินรายการต่าง ๆ ทั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเดินป่าอีกด้วย งานนี้ท่านได้เป็นโต้โผในการติดต่อหัวหน้าอุทยานและดำเนินการเสวนา ปกติงานนี้จะเป็นหน้าที่ของพี่มะอึก ซึ่งในครั้งนี้ท่านและภรรยาตั้งหน้ามาพัก และผ่อนอย่างเดียวไม่เกี่ยวกับใคร แต่ถ้าพักแบบไม่มีผ้าผ่อนก็คงจะไม่ไหวนะครับ ระวังหมูป่าด้วยก็แล้วกัน

                ในวันอาทิตย์ที่ ๒๘ พ.ย. ก็ถึงกำหนดเดินทางกลับ วันนี้ ทางกลุ่มที่ขึ้นมาพร้อมกับเรา อีก หลายร้อยคนก็จะกลับพร้อมกันด้วย ทำให้เกิดการแย่งชิงลูกหาบกัน พี่เต็งพ้งได้ไปจองลูกหาบไว้รอบ ๗.๓๐ น. โดยเราต้องเตรียมสัมภาระให้เรียบร้อย หลังจากที่ผมไปชมตะวันกลับมาเกือบไม่ทัน เป็นพี่อังเก็บเต้นท์รอ แถมโดนมีดบาทนิ้วอีก รู้สึกผิดที่เอาเต้นท์เขามากางแล้วยังกลับมาเก็บไม่ทันอีก

                ผมรีบไปอาบน้ำในเช้านั้น แล้วกลับมาเก็บของเพื่อส่งให้ลูกหาบได้ทัน หลังจากนั้นก็กลับมากินข้าวเช้ากับคุณชัย แมนยู ส่วนน้องคืน ไปหาซื้อเสื้อยืดมาได้ตัวหนึ่ง แต่ไม่ถูกใจพ่อ เลยต้องเอาไปเปลี่ยน กลุ่มคนอื่น ๆ น่าจะล่วงหน้าไปแล้วที่จุดหลังแป แต่ผมกับน้องคืน และพ่อของเขา เพิ่งเดินตามไป เพื่อรวมกันถ่ายรูปตรงจุดนั้นอีกครั้ง โดยจะต้องใส่เสื้อ OK Nature นั่นแหละครับ แต่ไม่รู้ว่า คุณน้องพร สิงห์มือซ้ายข้างเดียวนั้นเก็บเสื้อไว้แบบไหน ขี้เกลือขึ้นเต็ม จนไม่กล้าใส่

                หลังจาก “แหกตาสามัคคี” (ถ่ายรูปหมู่) กันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินลงภูอย่างรวดเร็ว กับน้องคืน แลน้องภีม ทำเหมือนตัวลอยลงมาเลยทีเดียว แต่ก็เหนื่อยพอควร เดินมาเจอกลุ่มหนึ่ง เขาเอ่ยทักขึ้นว่า เสื้อนี้ตัวเดิมกับวันมาหรือเปล่า บังเอิญผมมี ๒ ตัวเลยตอบว่า “ไม่ใช่ครับ ผมมี แขนสัน และแขนยาว” อิๆๆ รอดตัวไป

                เดินไปทันกลุ่มของอาจารย์สิริปตีและพี่มะอึก พี่มะยงที่จุดพักแรกของขาลง ไปเจริญอาหารกันแถวนั้นนี่เอง ไม่ยอมรอ แต่ผมก็เดินเลยมาเรื่อย ๆ จนทันกลุ่มของคุณนุ ซึ่งก็เดินลงมากัน ๒ คน จนถึงข้างล่างแบบไม่พักเลย เดินลงมาตอน ๑๐.๓๐ น. มาถึงราว ๆ เที่ยง จึงไปไหว้เจ้าพ่อภูเขียว และสั่งกาแฟเย็นมาให้ชุ่มคอ พร้อมกับอาหารมื้อเที่ยง เสร็จแล้วผมก็ไปอาบน้ำ กลับมานอนพัก เพื่อรอกลุ่มที่ทยอยลงมา

                คุณนุ เอารถมาเอง เลยกลับไปก่อน ส่วนผมตื่นมา สมาชิกเริ่มลงมาเกือบครบ ไปเจอน้องที่เป็นแฟนบอลของบางกอกกล๊าสด้วย เลยคุยกันนิดหน่อย ก่อนที่จะเคลียร์สัมภาระ และเตรียมตัวขึ้นรถบัสกลับ แวะกินข้าวเย็นที่ร้านเจ๊กิมที่เดิม หลังจากนั้นก็ยิงยาว มีจอดเข้าห้องน้ำบางที่ ซึ่งเห็นแต่ละคนลงมาเข้าห้องน้ำในสภาพที่ไม่สมบูรณ์นัก รถมาถึงปทุมตอนเที่ยงคืนครึ่ง แต่ผมนอนตี ๒ เพราะมานั่งเขียนต้นฉบับตอนแรก

                ขอบคุณทุก ๆ ท่านสำหรับมิตรภาพและช่วยกันสร้างความทรงจำที่ดี

บล๊อกเพื่อนบ้าน....สำหรับเรื่องราวเดียวกัน

ภูกระดึงเดินเองได้ บ่เอากระเช้า แต่เมื่อยหลาย (Nupong26)

เรื่องแนะนำ





































โดย มัชฌิมาปกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net