วันที่ อังคาร ธันวาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Serenity : สังคมที่ดีคืออะไร?


Genre : Sci-Fi/Action

Director : Joss Whedon

Actors : Nathan Fillion, Chiwetel Ejiofor, Summer Glau, Gina Torres, Adam Baldwin, Alan Tudyk, Jewel Staite, Morena Baccarin

ได้ยินกิตติศัพท์มานานครับสำหรับหนัง Sci-Fi เล็กๆ ที่ทั้งหน้าหนังและหน้าดาราล้วนเกรดบีทั้งสิ้นเรื่องนี้ กิตติศัพท์ที่ผมว่าได้ยินมาก็คือ ไม่เพียงหนังจะ ‘ไม่ธรรมดา’ เท่านั้น แต่หนังเรื่องนี้ยังไดัรับการยอมรับในแวดวงหนัง Sci-Fi มากถึงขั้นถูกนำขึ้นหิ้งคลาสสิคกันไปเลยทีเดียว และในที่สุดผมก็ได้มีโอกาสดูสักที สำหรับหนังที่มีชื่อว่า Serenity เรื่องนี้

หนังเปิดเรื่องได้อย่างน่าติดตามด้วยการเกริ่นถึงโลกในอนาคตอันไกล ยานอวกาศ การล่มสลายของโลก การย้ายไปตั้งหลักแหล่งบนดาวเคราะห์ดวงใหม่ และการกำเนิดฝ่ายสาธารณรัฐและกลุ่มกบฏผู้ต่อต้าน จากนั้นหนังก็เข้าเรื่องหลักซึ่งเป็นเรื่องราวของเด็กสาวชื่อริเวอร์ (Glau) ที่ถูกทางการจับตัวไปทดลองทางจิตอะไรสักอย่าง หลังจากนั้นริเวอร์ก็ได้รับการช่วยเหลือจากพี่ชายของเธอ แล้วทั้งคู่ก็พากันหนีออกมาจากห้องทดลอง แล้วก็พากันหนีมาอยู่กับยานโจรสลัดชื่อ Serenity ที่มีหัวโจกเป็น อดีตทหารฝ่ายกบฏชื่อมัล (Fillion) เป็นกัปตัน แต่เนื่องด้วยสาวน้อยพลังจิตริเวอร์เป็นผู้ที่กุมความลับบางอย่างที่อาจทำให้สเถียรภาพของสาธาณรัฐสั่นคลอนจนอาจถึงขั้นล่มสลาย ฝ่ายสาธารณรัฐจึงส่งขุนพลนักฆ่าระดับเทพ (Ejiofor) พร้อมกองกำลังออกตามล่าริเวอร์ไม่ว่าจับเป็นหรือตาย...กัปตันมัลและพรรคพวกบนยาน Serenity ที่รับริเวอร์และพี่ชายมาอยู่บนยานโดยไม่เคยรู้เบื้องหลังมาก่อนก็เลยต้องจำใจเล่นเกมตำรวจจับผู้ร้ายสุดมันส์กับนักฆ่าระดับเทพที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้งานสำเร็จ

การไล่ล่า ชิงไหวชิงพริบระหว่างกัปตันมัลที่ทั้งฉลาดเป็นกรดทั้งบ้าบิ่นกับขุนพลนักฆ่าที่ก็ฉลาดไม่แพ้กันแถมโหดได้ใจนั้นเป็นไปในแบบชนิดที่เรียกว่า “โหด มันส์ ฮา” ขนานแท้ มีครบไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ด้วยยานอวกาศ การสู้แบบตัวต่อตัว และการเจรจาต่อรองที่ชิงไหวชิงพริบกันทุกเม็ด จนต้องยอมรับกันเลยว่าน้ำหนักกว่าครึ่งที่หนังเรื่องนี้น่าติดตามก็เพราะเสน่ห์จากการแสดงของ Nathan Fillion ในบทกัปตันมัล และ Chiwetel Ejiofor ในบทนักฆ่านี่แหละ หน้าตายกันได้แบบสุดๆ  บทจะฮาก็ฮามาก บทจะจริงจังก็เชือดเฉือนบทบาทกันเต็มที่ รวมถึงนักแสดงคนอื่นๆ ด้วยที่ให้การแสดงที่กระจายน้ำหนักไปในโทนที่ต่างกันจนหนังได้สมดุลอย่างพอเหมาะพอเจาะ เรียกได้ว่าเป็นทีมนักแสดงที่ลงตัวมากที่สุดชุดหนึ่ง เหมือนที่ Star Trek หรือแม้แต่ Inception มี จนผมไม่คิดว่าจะมีนักแสดงคนไหนมาแทนใครในเรื่องนี้ได้ แม้แต่นักแสดงเกรดเอก็ตาม อีกอย่างที่เด่นในหนังเรื่องนี้ก็คือการสอดประสานของจังหวะด้วยฝีมือของผู้กำกับ Joss Whedon ที่มีจะโคนระหว่างบทโหด บทมันส์ และบทฮาที่ดีเอามากๆ ทำให้หนังน่าติดตามและผมเชื่อว่าคนที่ได้ดูคงจะเต็มใจเฮโลไปกับยาน Serenity กันตั้งแต่ต้นจนจบแน่ (ผมชอบเทคนิคเปลี่ยนฉากในส่วนเปิดเรื่องมากเลย มันจุดประกายให้หนังน่าติดตามสุดๆ)

สรุปก็คือ Serenity เรื่องนี้สนุกมากจนถึงมากที่สุดอย่างคาดไม่ถึงจริงๆ และที่คาดไม่ถึงอีกอย่างก็คือความสนุก, ยาน Serenity, กัปตันมัล, นักฆ่าไร้ชื่อ และภาษาญี่ปุ่นในหนังทำให้ผมนึกถึงการ์ตูนญี่ปุ่นขึ้นหิ้ง Cobra เห่าไฟสายฟ้าขึ้นมาเฉยเลย ผมดูแล้วก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหนังถึงได้รับการกล่าวถึงขนาดนั้นและทำไมผู้กำกับ Whedon ถึงได้รับการวางตัวไปกำกับหนังบิ๊กเบิ้มอย่าง The Avengers ก็ทำหนังออกมาสนุกขนาดนี้นี่นะ

และแน่นอน สิ่งสำคัญที่จะทำให้หนังสักเรื่องเป็นหนังที่ดีกว่าเรื่องอื่นๆ ก็คือ Message ที่ฝังตัวอยู่ภายใต้ความสนุกของมัน สำหรับ Serenity สิ่งที่ฝังตัวอยู่ในนั้นก็คือคำถามที่ว่า “สังคมที่ดีคืออะไร?”

ในหนังนั้น นอกจากจะมีฝ่ายสาธารณรัฐที่นักฆ่าสังกัดกับฝ่ายกบฏที่กัปตันมัลสังกัดอยู่แล้ว ยังมีอีกฝ่ายหนึ่งที่เป็นเอกเทศไม่ขึ้นกับใครเหมือนกัน เป็นกลุ่มมนุษย์นอกรีตหน้าตาอัปลักษณ์ ชอบความรุนแรง มีชีวิตชั่วช้าสามานย์ยิ่งกว่าปิศาจจากนรก นั่นคือนอกจากพวกมันจะปล้น ฆ่า ข่มขืนแบบไม่เกรงกลัวใครแล้ว พวกมันยังกินคนอีกต่างหาก เรียกว่าพวก “รีฟเวอร์”

“ฉันอยากอยู่ในสังคมที่ดีกว่านี้” “สังคมนี้มันไม่น่าอยู่เลย” ผมเคยได้ยินสองประโยคข้างต้นนี้หลายครั้งมากจากคนไม่ซ้ำหน้าหรือที่ยิ่งกว่านั้นก็คือ “ไม่อยู่แม่งแล้วประเทศนี้” และก็ต้องขอบอกว่าผมเองก็เคยพูดประโยคทั้งสามนี้อยู่หลายครั้งหลายครา และก็รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ด้วย (แต่หนีไปไหนไม่ได้ 555) ระดับรากหญ้า การจี้ปล้นข่มขืนไม่เคยน้อยลง ค่าแรงขั้นต่ำไม่เคยเพิ่มขึ้น ระดับเมือง ค่านิยมของหนุ่มสาวที่แปรจากแค่รักสวยรักงามไปเป็นเทิดทูนความสวยความงามอย่างเอาเป็นเอาตาย ผมเดินพารากอนทีไรรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางตุ๊กตาเดินได้ยังไงยังงั้น (ซึ่งก็ตื่นตาตื่นใจดี อิอิ) ระดับนายทุนก็เอารัดเอาเปรียบกันทุกจังหวะที่มีโอกาส ไม่ต้องไกล ดูโรงหนังก็ได้ ยัดเยียดกันแบบน่าตกใจ อย่างตอนนี้ก็ยัดเยียดนาร์เนียให้ดูจนแทบไม่เหลือหนังอื่นๆ ให้เลือก (ซึ่งนั้นอาจจะเป็นข้อดี เพราะมันทำให้ผมอยู่กับบ้าน นั่งดูแผ่น Serenity แทน) และขึ้นราคาแบบหน้าด้านสุดๆ ในทุกโอกาส ระดับการเมืองไม่ต้องพูดถึง ทุเรศอุบาทว์กว่าอะไรทั้งหมดทั้งมวล มันก็เลยไม่แปลกที่พวกเรา สมาชิกในสังคมนี้จะหนีไม่พ้นที่จะรู้สึกว่ามันไม่ค่อยน่าอยู่เอาซะเลย ถึงตอนนี้ คำถามที่ตามมาอย่างช่วยไม่ได้สำหรับคนช่างคิดก็คือ “แล้วสังคมที่ดี ที่น่าอยู่ มันเป็นยังไง?”

กับเพื่อนๆ อาจจะมีคำตอบต่อคำถามนี้แตกต่างไป แต่หนัง Serenity นั้นมีบางอย่างที่น่าสนใจ นั่นคือแม้จะต่อสู้กันมาทั้งเรื่อง แต่ตอนจบ ไม่มีฝ่ายไหนชนะ ฝ่ายสาธารณรัฐที่มีดีบ้างเลวบ้าง กับฝ่ายกบฏที่ก็ไม่ได้ดีกว่ากัน และแม้แต่พวกเลวสุดขั้วอย่างพวกรีฟเวอร์ก็ยังอยู่กันครบ ไม่มีอะไรถูกกำจัดไปแต่อย่างไร มันก็เลยทำให้ผมคิดว่าสังคมที่ดีอาจไม่ใช่การกำจัดอะไรออกไป หากแต่เป็น “การทำให้สังคมได้สมดุลระหว่างความดีและความไม่ดี” ต่างหาก สังคมที่ดีอาจจะไม่ใช่สังคมที่ไม่มีสิ่งไม่ดีเลย หากแต่เป็นสังคมที่อาจจะมีความไม่ดีดำรงอยู่ก็ได้ แต่ต้องมีสัดส่วนของความดีงามมากกว่าเสมอ ไม่ได้หมายความว่าเราควรประคองสิ่งเม่ดีให้อยู่ในสังคมต่อไปนะครับ ถ้าเป็นไปได้เราก็ควรกำจัดทิ้ง แต่ความเป็นจริงก็คือ เราไม่มีทางกำจัดสิ่งไม่ดีให้หมดไปได้น่ะสิ เช่น เราจะกำจัดนักการเมืองเลวๆ ออกจากสังคมให้หมดได้อย่างไร? ไม่มีทางเลย ยิ่งกว่านั้น หากเราคิดจะกำจัดความไม่ดีให้หมดไปจากสังคม ก่อนอื่นเราก็ต้องกำจัดความไม่ดีในตัวเราให้หมดไปให้ได้ก่อน

นั่นก็เพราะ “สังคมคือภาคขยายของตัวเราเอง” ผมจำไม่ได้แล้วว่าได้ยินมาจากไหนหรือคิดเอาเองก็ไม่รู้ แต่ผมว่ามันใช่เลย สังคมเกิดจากการที่คนหนึ่งคนมาอยู่รวมกับคนอีกหนึ่งคน เมื่อรวมได้หลายๆ คน มันก็กลายเป็นสังคม มันจึงปฏิเสธได้ยากว่าพวกเราทุกคนนั่นแหละที่สร้างสังคมขึ้นมา และสังคมก็คือภาพขยายของเราท่านนั่นเอง ดังนั้นตรรกง่ายๆ ก็คือ ถ้าเรายังมีความไม่ดีในตัว ไม่ว่ามากน้อยแค่ไหน สังคมก็จะยังคงมีความไม่ดีอยู่นั่นเอง และด้วยความจริงใจ ขอบอกว่าผมคนหนึ่งแหละที่ในชาตินี้จะไม่สามารถกำจัดรักโลภโกรธหลงให้หมดไปจากตัวเองได้แน่ จึงไม่น่าแปลก ไม่น่ากลัว และไม่น่าประณามเลยที่สังคมจะยังมีรักโลภโกรธหลงและผลพวงที่ไม่ดีของมันให้เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หากสังคมเรายังคงสมดุลที่ว่าความดีมากกว่าไม่ดีไว้ได้

แต่เมื่อนับวันความไม่ดีดูจะเลวร้ายขึ้นตามลำดับ และเราก็ไม่สามารถเปลี่ยนโจรข้างถนน หรือนักการเมืองไร้ศีลธรรมในสภา หรือความไม่ดีอื่นๆ ให้กลายเป็นสมดุลความดีในสังคมได้ คำถามเรื่องสังคมที่ดีจึงย่อสรุปเหลือเป็นคำถามที่ส่วนตัวสุดๆ ว่า “แล้วเราจะเป็นความดีเพื่อถ่วงดุลกับความไม่ดี หรือจะไปรวมกลุ่มกับอีกข้างให้ตาชั่งสังคมมันล้มระเนระนาดกันไปข้าง” เท่านั้นเอง

กัปตันมัล ลูกเรือของเขา และนักฆ่าไร้ชื่อในหนังล้วนมีคำตอบของพวกเขา แล้วเพื่อนๆ มีคำตอบของตัวเองหรือยัง?

โดย PluralGuy

 

กลับไปที่ www.oknation.net