วันที่ อังคาร ธันวาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

น้ำตก ใคร โยก กาญจนบุรี แค่ผ่านมาทางนี้



กาญจนบุรี...แค่ผ่านมาทางนี้...แวะวัดพระแท่นฯ..และน้ำตกไทรโยก

                ศุกร์ที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๓

                วันนี้จำต้องจรรีไปยังเมืองกาญจน์ เหตุต้องมีธุระสำคัญนอกเหนืองานหลักแต่เป็นงานส่วนตัว ว่าแล้วเรือพ่วงทั้งหลายที่จ้องอยู่แล้วก็ไม่ผิดคิว พวกเขาทั้งหลายเตรียมการกันไว้แต่เย็นย่ำค่ำดึกของเมื่อคืนที่ผ่านมา แต่ผมบอกเวลาแม่บ้านไว้ว่ารถจะออกเวลา ๗ นาฬิกา

                พอตื่นขึ้นมาเช้านี้ เตร็ดเตร่อยู่บนที่นอนเล็กน้อย ก่อนจะเตรียมตัวอาบน้ำทีหลัง แล้วก็ประกาศให้ผู้โดยสารทราบว่ารถได้เลื่อนเวลาออกไปเป็น ๘.๓๐ น. ก่อนที่โชเฟอร์จะโดนเหน็บแนมเล็กน้อย ไม่ใช่ “เหน็บแหนม” นะครับ

                ว่าแล้วก็พาลูกสองภรรยาหนึ่งมุ่งหน้าไปตามถนนหมายเลข 346 เรื่อยไปจากรังสิต ปทุมธานี ลาดหลุมแก้ว บางเลน กำแพงแสน จนไปถึงแยกวัดพระแท่นดงรัง ทำให้ระลึกนึกถึงความหลังว่าเคยมากราบนมัสการ และได้ประสบความสำเร็จ วันนี้เลยต้องมากราบอีกครั้ง ว่าแล้วก็เลี้ยวรถเข้าไปในวัด

                คราวก่อนมาในช่วงเทศกาล ที่จอดรถแทบจะไม่มี วันนี้วัดเงียบสงบสมกับเป็นพระอารามดีแท้ ได้โอกาสดีที่มาครั้งนี้ไม่ค่อยมีผู้คน ไหนจะได้ถ่ายภาพตามสะดวก และได้กราบไหว้ตามสบาย

                อันดับแรกก็ไปไหว้พระพุทธบาทไม้ประดับมุกอายุเป็นร้อยปี น่ายินดีที่เรามีของเก่าแก่มีค่า มาคราวก่อนเร่งรีบเกินไป เลยไม่ได้ชม วันนี้ได้ประชิดถึงของจริงเลยทีเดียว เสร็จแล้วก็ไปกราบนมัสการพระในวิหารหินบดยา ในวิหารนี้มีพระประธานที่เป็นพระพุทธเจ้าช่วงออกแสวงบุญ มีร่างกายผอมโซทำด้วยไม้ และมีหินบดยาโบราณแสดงอยู่เบื้องหน้า เรามาเจอพระสงฆ์ในวิหารนี้ จึงได้โอกาสเหมาะที่จะถวายสังฆทานและปัจจัย พร้อมทั้งได้พรชัยมงคลอันดลความสุขและโชคลาภ ความปลอดภัยความเจริญ และสิ่งดี ๆ อีกมากมาย ที่พระท่านให้ รวมถึงประพรมน้ำมนต์อย่างครบถ้วนกระบวนความ

                จากนั้นก็ไปกราบนมัสการพระแท่นดงรังครั้งที่ ๒ มีโอกาสได้ถ่ายภาพอย่างชัด ๆ แบบไม่มีสิ่งกีดขวางใด ๆ หลังจากนั้นก็ถ่ายรูปสัตว์น้อยใหญ่ที่อยู่ละแวกนั้น ไม่ว่าจะหมาแมวที่มาคอยต้อนรับ

                เลยไปเป็นพระวิหาร ที่มีพระประธานอันงดงาม ผมเดินเข้าไปกราบนมัสการ ก่อนจะไปชมพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านพระแท่นดงรัง ซึ่งแบ่งเป็น ๒ ชั้น ชั้นล่างแสดงอุปกรณ์การดำรงชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะใช้สำหรับการเกษตร อุปกรณ์หาปลา เครื่องใช้ในครัวเรือน ห้องครัวจำลอง นับได้ว่าหาชมยาก แต่การจัดหมวดหมู่อาจจะดูสับสนไปหน่อย

                เดินไปเดินมา หิวข้าวจนตัวสั่น จึงต้องรีบจ้ำมาที่รถ สองหน่อและหนึ่งภรรยานั่งเล่นรอกันอยู่แล้ว จึงรีบรุดไปนังที่หมาย บ้านเพื่อนแถว ๆ ท่าเรือ ไปถึงก็ไม่ต้องพูดอะไร ขอทานข้าวก่อนเป็นอันดับแรก ดีที่ห่อข้าวเหนียวกับหมูทอดไป เลยได้กินสิ่งนั้น พร้อมกับอาหารอื่นที่เจ้าบ้านเตรียมไว้ต้อนรับ

                บ่ายโมงกว่า ๆ เสร็จธุระของผมแล้ว แต่ลิ่วล้อทั้งหลายต่างก็กระพือปีกกันพึบพับ เพราะจะได้ไปเที่ยว ผมเองก็ไม่ค่อยอยากจะนำเที่ยวสักเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าเป็นทริปที่จำใจ เพราะกะมาทำธุระแล้วก็กลับ พรุ่งนี้ก็ต้องเดินทางไปโคราชกันอีก

                จากนั้นเราก็วางแผนหาทางไปน้ำตก เอาที่ใกล้ที่สุด ถามเพื่อนแล้วก็คือ “น้ำตกไทรโยกน้อย” เป็นคำตอบสุดท้าย พอได้บ่ายหน้ามาตอนบ่ายโมงอย่างไม่ต้องบ่ายเบี่ยง มาตามถนนหมายเลข 323 มุ่งตรงไปเรื่อย ๆ โดยเพื่อนได้บอกทางมาคร่าว ๆ แล้ว แต่เท่าที่ฟังเพื่อนบอกแล้วก็งง ๆ เช่นว่า “ขับออกไปแล้วก็จะเจอ 2 – 3 แยก” อะไรกันเนี่ยะ ตกลงมันมีกี่แยก ต้องอธิบายกันอีกว่า ไปเจอสามแยก สองที่ จะรอดไหมครับ

                ผมนึกขึ้นได้ว่า ป้ามาลี ป้ามาลา ธิดาเห็ดโคน ที่รู้จักกันตอนไปคุนหมิงบ้านอยูบ่อพลอย เลยโทรไปทักทายเสียหน่อย ป้าแกก็ตกใจเล็กน้อย ใครโทรมาหากัน อายุปูนนี้แล้ว ไม่ใช่ครับ ผมก็ถือโอกาสนี้สอบถามเส้นทางไปด้วย ป้าก็บอกแบบรวมรัดว่า ตรงไป แล้วไปทาง ม.ราชภัฎ ข้ามสะพานไป โห ป้าแกบอกได้แบบรักษาไมตรีกันดีเหลือเกิน สักพัก ป้ามาลากลัวผมไม่เข้าใจ จึงยื่นโทรศัพท์ให้ลูกสาว พร้อมทั้งบอกว่าช่วยบอกทางให้เขาหน่อย คราวนี้ละสิครับ ได้เรื่องเลยจริง ๆ ลูกสาวของป้ามาลานี่ สุดยอดเลยจริง ๆ เริ่มจาก ค่อย ๆ ถามผมว่า อยู่แถวไหนแล้ว ผมก็พยายามหาป้ายข้างทาง จนมาถึง ไฟน์นาว แต่ผมเรียก เอ๊าเล็ท เริ่มจะจูนกันไม่ตรงละ แต่ฟังดูน้องเขาตั้งใจมาก ราวกับว่าผมเป็นแขกบ้านแขกเมืองของแม่ ต้องต้อนรับด้วยการแนะนำทางอย่างดี

                “อ๋อ พี่มาถึงตรงนั้น แสดงว่าเป็นทางเลี่ยงเมือง พี่ถึงร้านรจนาหรือยังคะ” ความจริงพอขับรถไป สามารถเลี้ยวขวาไปทางเลี่ยงเมืองที่ร้านรจนาได้

                “ยังครับ”

                “ดีแล้วค่ะ ให้พี่ตรงตลอดเลยนะคะ ตรงไปเจอไฟแดง แล้วก็ตรงไปเรื่อย ๆ พยายามอยู่เลนกลางเข้าไว้..”แล้วบางช่วงถนนมันมี ๒ เลนละ จะให้วิ่งเลนไหน ผมคิดในใจ แต่น้องเขายังคงร่ายยาวต่อไป โดยที่ผมไม่มีสิทธิ์จะอุธรณ์ใด ๆ ทั้งนั้น

                “..แล้วที่ก็จะผ่านโลตัสที่อยู่ด้านซ้าย  ผ่านศาลากลางจังหวัดทางขวามือ ผ่าน สุสาน แต่พี่ไม่ต้องสนใจใด ๆ ทั้งสิ้น ให้พี่ตรงไปอย่างเดียว เจอไฟแดงที่ไหนก็ตรงไป (จะเรียกฝ่าไฟแดงไหมน้อง) ...ฎ

“ถามว่า หลงไหม...” (ผมยังไม่ได้ถาม น้องเขาพูดเอง แล้วก็หยุดไปพักหนึ่ง)

“ไม่หลงหรอกค่ะ...” (อ้าวตอบเองอีก ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลย)

“เพราะถ้าตรงอย่างเดียวไม่หลงแน่นอน (รู้ได้ไงน้อ..) เสร็จแล้วพี่ก็จะไปเจอปั๊ม ปตท. ซ้ายมือ และเจอสี่แยก หย่ายมากกก...” ไม่รู้เธอจะเน้นเสียงไปทำไม แยกในกรุงเทพฯ ใหญ่กว่านี้อีก ผมยังเฉย ๆ เลย อยากรู้นักว่าจะใหญ่แค่ไหน ไอ้แยกนั้นน่ะ นอกแกยังอธิบายไม่เลิก ยังคงบอกทางไปเรื่อย ๆ แม้จะผ่านไปราว ๑๐ นาทีก็ตาม

“ตรงแยกนั้น พี่เลี้ยวซ้ายไปเลยค่ะ ไม่ต้องสนว่าไฟจะแดงหรือเขียว (อ้าวก็เลี้ยวซ้ายผ่านตลอดนี่นะ)...”

“ถามว่า...” (ใครถาม...ถามอีกละ น้องถามเองนะ ผมไม่ได้ถาม)

“ไกลไหม...” (อ้าว ผมจะรู้ไหมละ)

“ตอบว่า...ไม่ไกล” (เอ้อ น้องเล่นถามเองตอบเอง นี่เป็นมัคุเทศน์ที่ป้ามาลาจัดไว้ให้เลยหรือเปล่าเนี่ยะ ผมก็ขับรถไป จะมาหลงเพราะตั้งสมาธิฟังเธอผู้นี้อธิบายนี่แหละ ยังไม่จบครับ)

“ที่ไม่ไกลเพราะว่าคนแถวนี้เขาก็ไปเที่ยวกัน..” (อ้าว แล้วคนไม่เคยมา จะเอาความรู้สึกมาวัดได้ไง ไม่บอกเป็นระยะทางละ)

“พี่เลี้ยวซ้ายไปแล้วจะเจอสะพาน แล้วข้ามไป เจอ ม.ราชภัฎทางขวามือ ไม่เป็นไร พี่ตรงไปเรื่อย ๆ...”

“น้องครับ...เอางี้ ถ้าผมไปไม่ถูกแล้วผมจะโทรมาถามอีกทีหนึ่ง”  ผมรีบตัดบท แล้วก็บอกลาน้องเขาไป แต่ยังไม่ทันวางหู น้องเขาหันไปถามแม่ว่า “ใครอ่ะ” อ้าว น้องคุยกันมาตั้งนาน แถมบอกรายละเอียดเส้นทางซะปั่นป่วนไปหมด

ผมก็ขับรถไปเรื่อย ๆ ตามทางที่น้องแกบอก คือความจริงมีเพียง ตรงอย่างเดียว เลี้ยวซ้ายที่แยกถนนเลี่ยงเมือง ตรงไปทางไทรโยก แล้วดูป้ายเอา แค่นี้เอง ผมก็เลยไปถูก แต่ที่น้องเขาบอกก็ละเอียดดี มางงตอนที่เธอถามเองตอบเองนี่แหละ

ไปถึงน้ำตกก็บ่าย ๓ โมงครึ่งแล้ว ผมจำได้ว่าเคยมาครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้แวะเข้าไป สถานที่นี้เป็นหนึ่งในเส้นทางของทหารญี่ปุ่นที่สร้างทางรถไฟมาถึงที่นี่ หลังจากนั้น พระเจ้าอยู่หัวของเราหลายพระองค์ได้เสร็จประภาสที่นี่ รวมถึงรัชกาลปัจจุบันด้วย โดยทางรถไฟ

ผู้คนบนน้ำตกตอนแรกมีไม่มาก แต่พรึบเดียว ครูที่ไหนก็ไม่ทราบ สงสัยพาเด็กลูกเสือสำรองมาเข้าค่าย มากันหลายสิบ เป็นร้อยได้มั้ง  กระโดดลงเล่นน้ำกันตูมตาม โอ้ เรียกได้ว่า “น้ำตกใครโยก” เด็ก ๆ พวกนี้แหละช่วยกันโยก ผมจึงพาครอบครัวหลบไปเล่นด้านบน น้ำเย็นและใสดี พอสมควรแก่เวลาแล้วก็เดินทางกลับกัน

จบกิจกรรมสำหรับวันหยุดวันนี้ครับ   






































โดย มัชฌิมาปกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net