วันที่ อังคาร ธันวาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อยู่กับปู่่ ที่ทองผาภูมิ 9-12 ธันวา 53


ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่พุทธะอิสระ ที่ทองผาภูมิ กาญจนบุรี


 


วันที่ 9-12 ธค.ที่ผ่านมา เราได้ไปบวชเนกขัมมะมา ปีนี้เป็นปีแรกที่ได้ไปบวชเนกขัมมะ ที่ศูนย์ธรรมชาติบำบัด ของหลวงปู่พุทธะอิสระ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เคยเห็นแต่รูปปีนี้ได้ไปสัมผัสด้วยตนเอง สนุกมาก (ไปปฏิบัติธรรมแต่สนุก แปลกไหมคะ ^^) และได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆในชีวิตหลายอย่างเลยค่ะ  เลยเก็บมาเขียนฝากให้เพื่อนๆ กัลยาณมิตรทุกท่านที่ไม่ได้ไปได้อ่าน

วันที่ ธค 53

เราเดินทางออกจากกท. ด้วยรถตู้ซักตอนสายๆ กับพี่ๆ กัลยาณมิตรจากวัดอ้อน้อย   แวะรับคุณแม่ชีปุ๋ย ที่วัดอ้อน้อยก่อน ไม่ได้ไปวัดอ้อน้อยนานเกือบหกเดือนไปแล้วยังเจอบรรดาหมูๆ เดินขวักไขว่เหมือนเดิม แวะเข้าห้องน้ำ และแวะซื้อยาสมุนไพรแก้ไข้ แก้หวัดของหลวงปู่ พร้อมยาสีฟันหอมจังกับสบู่เหลวหอมจังที่ใช้ประจำ

การเดินทางไปทองผาภูมิ ต้องผ่านทางวัดอ้อน้อย กำแพงแสน ไป อ. สองพี่น้อง สุพรรณบุรี แล้วทะลุเมืองกาญจน์ อ. อะไรบ้างจำไม่ได้ จำได้แต่ อ.ไทรโยค เห็นฝรั่งที่มาเที่ยวน้ำตกไทรโยคเพียบเลย ทางที่ไปทองผาภูมิ ก็ผ่านภูเขาหลายๆลูก ล้อมรอบไปด้วยป่าเขาลำเนาไพรดีจัง

ก่อนจะถึงที่หมาย ศูนย์ธรรมชาติบำบัดที่ทองผาภูมิ เรามองเห็นแม่น้ำตอนผ่านสะพาน รู้ทีหลังว่าคือแม่น้ำแควน้อยที่อยู่ด้านหลังศูนย์ฯ ที่เราไปพัก และมีแพหลวงปู่พักอยู่ริมน้ำด้วย 

เราไปก่อนกำหนดวันนึง แต่มาถึงก็มีคนมากางเต็นท์แล้ว มาถึงเราก็หาทำเลเหมาะๆ  กางเต็นท์กัน ได้ที่ด้านข้างอาคารที่พัก เดินไปทางห้องน้ำได้ไม่ไกลดี มาทองผาภูมิครั้งนี้ ได้ทำอะไรครั้งแรกหลายอย่าง ตั้งแต่กางเต็นท์เลย ได้น้องที่มาก่อนแล้วและพี่ๆมาช่วยกันกางทีละเต็นท์ ประสบการณ์ใหม่ที่ได้เรียนรู้ไปด้วยว่ากางเต็นท์ต้องใช้ผ้าใบรองพื้นเต็นท์ก่อนชั้นนึง  เราไม่เคย เพิ่งรู้ อ้าว ต้องใช้ด้วยหรอ พี่ๆเขามีพื้นผ้าใบพลาสติกรองกันหมดเลย เราเลยกางเต็นท์แบบไม่มีอะไรรอง มีแต่พื้นเต็นท์ล้วนๆเอาวะ คราวหน้าค่อยเอาใหม่ 


พี่นิดนอนเต็นท์ข้างๆเราเอง

กางเต็นท์กันเป็นแถว ยิ่งวันที่เป็นวัดหยุด คนยิ่งมาเยอะขึ้นๆ 

กางเต็นท์เสร็จแล้ว เราก็พักผ่อนกันได้ แต่ยังไปที่ศาลาปฏิบัติธรรมไม่ได้ เพราะพระที่บวชใหม่ 100 กว่ารูปกำลังทำปริวาสกรรมกันอยู่ เค้าไม่ให้พระเห็นฆราวาสและเข้าใกล้เลย   

วันแรกเลยเดินไปได้แค่ตรงแถวโรงครัว และไปลงทะเบียนไว้ก่อน เพื่อรับป้ายหมายเลข เจ้าหน้าที่จะได้บันทึกไว้ว่ามากี่คน คราวนี้ไปกันประมาณ 600 กว่าคน แต่จริงๆมีบางคนมาใหม่และยังไม่อยากลงทะเบียนเลยนั่งอยู่ท้ายๆศาลาก็มี  เราไม่มีหมายเลข แต่ก็ยังได้บัตรคนเก่า เพราะเคยไปบวชที่วัดอ้อน้อย สองครั้งแล้ว แต่เพิ่งเคยมาทองผาภูมิเป็นครั้งแรก 

พอช่วงเย็นๆ ไปนั่งรอพระท่านออกจากศาลา หลวงพี่ท่านก็เรียกให้ใครที่มาแล้ว มารับศีล 8 ได้ เราเลยเริ่มรับตั้งแต่เย็นวันที่ 8 แต่ว่ากลางวันกินอะไรกันไปเยอะเลย แม่ชีบอกว่ากินๆให้อิ่ม เพราะรุ่งขึ้นมื้อเย็นไม่ได้กินแล้ว กินได้แต่น้ำปานะ  ของกินพี่ๆ ก็พกมากันเพียบเลยค่ะ รถตู้ไปกันแค่ 5 คน แต่ข้าวของต่างๆ ที่ขนมาก็ปาเข้าไปครึ่งคันรถตู้แล้ว (นี่มาปฏิบัติธรรม รึมาปิกนิคกันเนี้ย :))

คืนแรกนอนหลับๆ ตื่นๆ เป็นระยะ คงจะแปลกที่ แล้วตื่นมาก็ปวดหลัง เพราะพื้นที่นอนเป็นดินปนหิน แต่ว่าวันที่สอง ไม่รู้สึกปวดหลังแล้ว สงสัยชินรึไม่ก็ง่วงมาก 

อากาศช่วงที่ไป เย็นสบายตอนกลางคืน คืนแรกไม่หนาวมาก ถุงนอนเอาไปก็ไม่ได้ใส่นอน เอามาห่มตัวครึ่งนึง อีกครึ่งรองตัวไว้ เพราะผ้าห่มไม่ได้เอาไปซักผืน หอบข้าวของมาไกลไม่อยากพะรุงพะรังมาก   

ส่วนอากาศตอนกลางวันร้อนพอสมควร ตามสภาพภูมิประเทศของเมืองกาญจน์นั่นแหละ แต่พอซักช่วงห้าโมงก็เริ่มเย็น และนอนพักในเต็นท์ได้แล้ว กลางวันอย่าได้เข้าไปในเต็นท์ทีเดียว ยังกะตู้อบเลย


วันที่ 9 ธค 53

วันนี้เริ่มปฏิบัติธรรมวันแรก ทำวัตรเช้าตอนตี 4 ครึ่ง ก็ต้องตื่นมาอาบน้ำตั้งแต่ตี 3 แต่ละวันจะแตกต่างกันตามสถานการณ์ บางวันทำกิจกรรมเยอะ เหนื่อยกันมาก หลวงปู่ก็จะ ให้เริ่มวัตรตี 5  ต้องจัดการตัวเองให้ดี

 

กายบริหารท่าสมาธิพระโพธิสัตว์


วันแรกเราก็บริหารเวลาไม่ดีเลย แฮะๆๆ อาบน้ำก็ทันนะ แต่ว่าอยู่ในเต็นท์นานไปหน่อย ดูเวลาอีกที อ้าว เค้าเริ่มกันไปแล้ว ถึงว่าทำไมเต็นท์แถวข้างๆ เค้าเงียบเชียบกันจัง ไปถึงศาลาเลยได้ที่ออกกำลังด้านหลังๆตรงสนามหญ้า  หลวงปู่ให้บริหารร่างกายก่อน ยืดเส้นยืดสาย ส่วนใหญ่เป็นท่ากายบริหารแบบฉบับวัดอ้อน้อย ท่าสมาธิพระโพธิสัตว์ที่เคยลงใน facebook และมีสอนไว้ในเว็บวัดอ้อน้อย เราเคยเอามาฝึกทำตามอยู่เหมือนกัน

 

หลวงปู่บริหารกายตอนเช้า


ที่ทองผาภูมิ หลวงปู่ให้ฝึกเดินกรรมฐาน ตามจังหวะป๊อกๆ เพลงปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร ขั้นที่ 1 ก่อน เพราะว่ามีหลายๆ คนที่เพิ่งเคยฝึกครั้งแรก ส่วนใหญ่เช้าหลังทำวัตรเช้าและรับประทานอาหารเช้าแล้ว จะเริ่มเข้าศาลากันประมาณสายๆ ได้ฝึกเดินกรรมฐานก่อนเพล ซัก 2 ชั่วโมง ซึ่งการฝึกเดินกรรมฐาน จะทำทั้งเนกขัมมะที่มาบวช และพระภิกษุใหม่ ที่จะนั่งอยู่ล้อมรอบสระน้ำ และหลวงปู่จะนั่งอยู่ในศาลาน้อยๆ ตรงกลางระหว่างศาลาพระกรรมฐานกับสระน้ำ คอยดูพวกเราเดินไปด้วย บางทีท่านก็เดินไปรอบๆที่นั่งท่านด้วย 

ช่วงอาหารเพล พระสงฆ์จะเข้าแถวรับบาตรก่อนที่ศาลาอาหาร หน้าโรงครัว แล้วตามด้วยเนกขัมมะ แล้วก็แยกย้ายกันไปรับประทานอาหาร 


บ่ายวันแรกหลวงปู่สอนการเดินลมปราณหรือเดินลมตามจุดต่างๆในร่างกาย ให้กายและใจรวมกันเป็นหนึ่ง ซึ่งเราเคยทำบ้างตอนที่ไปบวชที่วัด แต่ยังทำไม่ค่อยได้เลย   

หลวงปู่สอนคราวนี้ เข้าใจมากขึ้นเยอะ แต่รู้สึกว่าลมหายใจเราสั้น ไม่รู้สึกว่าลมไปถึงส่วนไหนบ้าง แต่ก็ตั้งใจว่าจะพยายามฝึกเท่าที่จะอำนวย ส่วนการเดินกรรมฐาน ก็ยิ่งเข้าใจมากขึ้น 

หลวงปู่สอนว่า ไม่ใช่เดินแค่ซาก แต่จิตไปไหนไม่รู้ ไม่ใช่เดินแค่ถูกจังหวะ แต่ว่าต้องเอาจิตไว้กับตัว  ที่ผ่านมา เราเข้าใจว่าตัวเองเดินถูกจังหวะ เก็บได้ตามจังหวะหมด เพราะเดินจนจำได้แล้วว่า ตรงช่วงไหนจะมา 2 ป๊อกติดกัน แต่ว่าใจไม่อยู่กับตัวมันมีแอบหลุดๆ แว่บๆ เป็นช่วงๆ ตลอด  

หลังจากฝึกช่วงบ่าย หลวงปู่ให้พักหลายชั่วโมงหน่อย ตั้งแต่ 4 โมงถึง 6 โมง บางทีก็ทุ่ม แล้วแต่วัน หลังจากที่ทุกคนอาบน้ำอาบท่าแล้ว มาเจอกันที่ศาลา แล้วหลวงปู่จะให้ฝึกเดินก่อน แต่บางวันหลวงปู่ก็จะให้ทำวัตรเย็นก่อนแล้วถึงจะเดิน  แต่ทุกวันหลังจากทำวัตรแล้ว หลวงปู่จะให้พระมาอ่านพระไตรปิฏกให้ทุกคนฟัง ซึ่งเราชอบมาก เพราะส่วนมากเป็นเรื่องเล่า ที่มีคติสอนใจในพระชาดก 

วันแรกที่ฝึกเดินกรรมฐานตอนค่ำ เจอมารผจญอีกแล้ว เพราะโดนตัวริ้นกัด หลวงปู่ให้ยืนหลับตาเดินลมตามจุด เราเดินลมไป คอยปัดริ้นไป เกาไป ไม่ได้เรื่องได้ราวเลย  จำได้ว่าหลังจากฝึกเสร็จ หลวงปู่บอกว่าไอ้พวกที่โดนริ้นกัดน่ะ ให้เอาน้ำมันกานพลูทาซะ เห็นขยุกขยิกๆ กันจัง ไม่ใช่ยุงหรอก ตัวริ้น .. กลับมาเราเลยได้แผลจ้ำ จากตัวริ้นกัดมาด้วยเลยหลายจุด 


วันที่ 10 ธค 53 

ศาลาพระกรรมฐานตอนเช้ามืด


วันที่สองของการปฏิบัติธรรมวันนี้จำได้ว่า เป็นวันที่ฝึกมาก และเมื่อยมาก ช่วงเช้าหลวงปู่ให้ฝึกเดินกรรมฐาน และบ่ายก็เดินต่อ ตั้งแต่ขั้นที่ 1 2 3 และ 4   

ช่วงหลวงปู่สอน ปู่สอนให้เดินขั้น 1 แล้วให้เอาจิตมาตั้งไว้ที่จุดต่างๆ หน้าอกบ้าง ฝ่ามือบ้าง กลางกระหม่อมบ้าง แต่กลางกระหม่อมดีที่สุดเพราะเป็นจุดเดียว

การเดินขั้นที่ 1 เดิน 1 จังหวะ ก้าว 1 ก้าว

เดินขั้นที่ 2 เดิน 2 ก้าว 1 จังหวะ เพื่อผ่อนคลาย

เดินขั้นที่ 3 เดินจังหวะ เว้นจังหวะ 

เดินขั้นที่ 4 เดินจังหวะ เว้นจังหวะ แล้วใส่ลมหายใจเข้าไปด้วย ก้าวพร้อมลม ทั้งเข้าและออก

หลวงปู่ให้เดินถึงขั้น 4 แต่ว่าบางทีเดินขั้นที่ 1 แล้วหลวงปู่ให้เอาจิตตั้งไว้ที่กลางกระหม่อมไปด้วย พี่ๆ บอกว่า นี่แหละคือการเอาวิธีการเดินขั้น 10 ผสมไปด้วย  เราเลยได้ฝึกวิธีการเดินขั้นสูงที่ยังไม่เคยเรียนไปด้วยเลย

 

ฝึกเดินกรรมฐาน ทั้งพระและเนกขัมมะ

ชอบภาพพระสงฆ์สะพายบาตร อยากบวชบ้าง แต่เราได้บวชแค่เนกขัมมะ 


ช่วงบ่ายวันนี้หลวงปู่ปล่อยให้เดินตามจังหวะขั้นที่ 1 แล้วหลวงปู่ก็ไปดูแม่ครัวทำอาหาร ที่โรงครัว หลวงปู่ไปปรุงอาหารให้ด้วยมัง พวกเราก็เดินกันไปหลายรอบมากๆ  เดินจนเริ่มเมื่อยก็ไม่มีใครมาบอกให้เปลี่ยนท่าซักที เพลงก็เดินไปเรื่อยๆ เราก็ยังนึกว่าเมื่อยอยู่คนเดียว แต่ก็ไม่ได้หยุดพักมองเห็นผู้สูงอายุหลายคนไปนั่งพักแล้ว  วันนี้เดินเป็นชั่วโมงๆ เลยอ่ะ กว่าหลวงปู่จะกลับมา หรือว่าหลวงพี่มาปิดเสียง ก็จำไม่ได้แล้วล่ะ หลายคนนั่งกองเลยอ่ะ บอกเมื่อยมากๆ ไม่รู้หลวงปู่ลืม หรือหลวงปู่แกล้ง อิอิ ... 

เรารู้สึกเมื่อยน่อง แต่วันรุ่งขึ้นนี่ปวดขาพับเลยอ่ะ จนกลับมาแล้วยังรู้สึกปวดๆ อยู่เลยอ่ะ ฮ่าๆๆๆ ..  

ช่วงค่ำหลังทำวัตรเย็น หลวงปู่ให้ฝึกเดินลมปราณต่อ ทั้งเดินลมขณะนั่ง อริยาบทตามสบายของเรา และเดินลมท่ายืน  เดินลมไปตามจุดต่างๆในร่างกาย ตั้งแต่กลางกระหม่อม ท้ายทอย คอ ไหล่ กระดูกสันหลัง ก้นกบ ช่องทอง หน้าอก  ลิ้นปี่ ลำคอ ออกปาก หรือออกจมูก การเดินลมตามจุดต่างๆ เป็นรูปตัว จ นี้เรียกว่า เดินลมอักษรสวรรค์   

บางวันหลวงปู่จะให้เดินลม โดยหายใจเข้าจากปลายนิ้วมือ มาตามจุดต่างๆ ตั้งแต่ฝ่ามือ ข้อมือ ต้นแขน ไหล่ ลำคอ จนถึงออกจมูก หรือปาก และจากจมูกไปตามจุดย้อนกลับ มาที่ปลายนิ้วอธิบายได้ แต่ไม่รู้ทำถูกหรือเปล่า ต้องกลับไปฝึกบ่อยๆ  แต่ก็อดดีใจตามพี่ๆ น้องๆ วัดอ้อน้อยไม่ได้ เพราะวันสุดท้ายหลวงปู่ชมว่าทำกันเก่ง อิอิ 

หลังจากฝึกทุกวัน หลวงปู่จะบอกว่า วันนี้ไม่ได้เรื่องเลย วันไหนทำกันดี หลวงปู่ก็จะชมว่า ทำกันได้ดี เก่งกันนะ  

ทำวัตรเย็นเสร็จแล้วหลวงปู่ให้พระมาอ่านพระไตรปิฏกให้ฟังอีก เรื่องที่สองนี้ชอบมาก เลยจำได้ เป็นเรื่องที่สอนให้รู้จักประมาณตน ตอนที่พระโพธิสัตว์กำเนิดเป็นนกแขกเต้า พยายามคาบอาหารไปให้พ่อแม่ แล้วทำหล่นกลางสมุทรเดี๋ยวว่าจะไปค้นเรื่องนี้มาอ่านใหม่ ^_^

บรรยากาศริมแควตอนเช้าๆ อากาศดีมากๆ


แพที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจ สุดอากาศบริสุทธิ์

สามพี่สาว กัลยาณมิตรจากวัดอ้อน้อยค่ะ

อาคารที่พักริมแม่น้ำก็มีค่ะ แต่จะเดินไกลนิดนึง


ระหว่างวันที่ไปปฏิบัติธรรม มีช่วงนึง พี่จุ๋มและพี่นางฟ้า (พี่อัปสร) พาเราเดินไปที่ท่าน้ำริมแม่น้ำแควน้อย เห็นทางเดินลงแพหลวงปู่ แต่เดินเข้าไปไม่ได้ เพราะเป็นเขตสงฆ์ ห้ามเข้า .. ส่วนอีกแพหนึ่งไม่ไกลกันมาก เป็นแพที่ฆราวาสทั่วไปลงไปได้เราได้เดิน  ลงไปเที่ยวแล้วกับพี่จุ๋มตั้งแต่วันแรกๆ  เห็นมีคนไปกางเต็นท์นอนด้วยสองเต็นท์ บรรยากาศดีมากๆ แม่น้ำแควน้อยน้ำใส เห็นก้อนหินเลย แต่บรรดาที่ลงไปเที่ยวได้แต่ถ่ายรูป นั่งพัก คุยเล่นและบ้างก็เอาเท้าแช่น้ำเล่น 

วันหลังๆ ได้ยินหลวงปู่เล่าเรื่องว่า ในแม่น้ำแควน้อยมีพรายน้ำ และมีพี่ๆ เค้าเล่าว่าเคย  มีเณรไม่เชื่อฟังหลวงปู่แอบลงเล่นน้ำ หลวงปู่รู้ต้องทำโทษเพราะหลวงปู่ห้ามไว้ไม่ฟัง ... ดีนะที่เณรนั้นไม่เป็นอะไรไปน่ะ  ไม่รู้ว่าหลังจากจากรู้เรื่องพรายน้ำแล้ว  2 เต็นท์ที่ไปตั้งที่แพนั้น ยังจะกางเต็นท์ที่แพอยู่ไหมนิ ?   

มาอยู่กับหลวงปู่ มีเรื่องเล่า เรื่องแปลกๆ รี้ลับๆ ให้ฟังหลายเรื่องเลย บางเรื่องหลวงปู่ เล่าเอง แต่บางทีก็เล่าไม่หมด (หลวงปู่มีกั๊ก) .. บางทีก็ได้ฟังจากพี่ๆ ที่เคยมาวัดกัน นานแล้ว เรื่องบางเรื่องก็อธิบายยาก แบบรู้ได้เฉพาะตัวเหมือนกัน แล้วแต่ความเชื่อและศรัทธาของแต่ละคนอ่ะนะ 

 

วันที่ 11 ธค 53

 


หลวงพี่ท่านกำลังขุดมันกันค่ะ วิธีฝึกจิตของหลวงปู่ .. วันนั้นขำๆ กันเพราะหลวงปู่ท่านเห็นพระหายไปไหนกันหมด พระกรรมมาจารย์เลยบอกว่า พระใหม่ท่านไปช่วยขุดมันที่หลวงปู่ปลูกไว้ในไร่ หลวงปู่เลยว่า .. อืมดี ให้ขุดมันทั้งวันเลย แต่วันนั้นอากาศกลับเป็นใจ ตอนบ่ายครึ้มๆ ไม่มีแดดเลย เทวดาคงเอาใจช่วยน่ะค่ะ ^^

ขอบคุณภาพนี้จากกัลยาณมิตรค่ะ เพราะผู้หญิงไม่มีสิทธิ์เข้าใกล้เขตสงฆ์ เลยได้เห็นภาพอินไซต์ตอนหลวงปู่รักษาแผลพระท่านที่ขาบวม ที่นั่งข้างๆคือคุณหมอ ศิษย์หลวงปู่ท่านนึงค่ะ  ช่วงนั้นพระที่มาบวช น้ำตาลขึ้นเพราะเบาหวานกำเริบ ก็ได้คุณหมอช่วยรักษาร่วมกับหลวงปู่ค่ะ .. 


ระหว่างปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ มีพระรูปนึงโดนมดกัด คงจะแพ้ ขาบวมมากเลย หลวงปู่ก็ให้คนไปเอาสมุนไพรมาทาให้ 

มีน้องหมาตัวนึงของเจ้าหน้าที่ๆดูแลสถานที่ ขามันเจ็บ แสนรู้มากๆ มานั่งรอหลวงปู่ด้วย ไล่ก็ไม่ไป เลยต้องรอคิวรักษาต่อจากพระ


วันที่สามของการปฏิบัติธรรม เป็นการฝึกเดินกรรมฐานเหมือนกัน และมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เป็นการฝึกช่วงบ่ายที่หลวงปู่ให้นั่งหลับตาเดินลม แล้วเอาจิตวางไว้ที่กลางกระหม่อม .. แต่ว่าพอหลับตาไปสักพัก ก็มีเสียงดังเพล้ง ... ดังมาก เหมือนอะไรตก เราสะดุ้งลืมตามา เป็นพานทองวางกลิ้งเท่เร่อยู่ตรงแถวข้างหน้าพอดีดันนั่งแถวหน้าๆ ใกล้หลวงปู่นั่งพอดี  นึกในใจ หลวงปู่โกรธอะไรหว่า ( ลูกกราบขอขมาทางจิตทีหลังแล้ว ที่คิดไม่ดี กับหลวงปู่ตอนนั้น)

เรานั่งหลับตาเดินลมต่อ สักพัก เสียงเพล้งดังอีก คราวนี้เราไม่ลืมตา เพราะคิดว่า ต้องเป็นการแกล้ง อุบายอะไรซักอย่างของหลวงปู่ อาจให้ทำลายสมาธิเป็นการทดสอบจิต นั่งเดินลมไป แล้วก็มีเสียงดังเพล้งๆๆๆ รอบๆ ศาลาเป็นระยะๆ  นึกในใจ อู้ย อย่ามาเพล้ง แถวตรงเรานะ .. ใจก็พยายามเดินลมวางจิตไม่ให้ว่อกแว่ก มารู้ทีหลังว่า หลวงปู่ให้คนเอาพานไปเหวี่ยงลงพื้น ทั่วศาลาเป็นจุดๆ ทำเป็นระยะๆ เพื่อทำลายสมาธิ เป็นการทดสอบสติอย่างหนึ่งวันนี้หลวงปู่สอนวิธีแปลกมาก ตื่นเต้นน่าดูเลย  


วันนี้หลวงปู่บอกตอนเช้าว่า ช่วงบ่ายจะทดสอบการเดิน ให้แบ่งเป็นกลุ่มๆละ 50 คน แล้วเดินกรรมฐานกันเป็นกลุ่มไปจัดกลุ่มกันเอง หลังจากกินอาหารมื้อเพลกันเสร็จ หลายๆกลุ่มก็เริ่มรวมตัว นัดแนะ ซักซ้อมกันก่อน เราได้อยู่กลุ่ม 5 กับพี่นิดและพี่จุ๋ม ส่วนพี่อัปสรไปอยู่กลุ่ม  

ก่อนจะเข้าศาลา ก็ได้มีการสอนกันพักนึงแล้ว พอเข้าศาลา หลวงปู่ก็ให้เริ่มไปตั้งแถว   ที่ถนน แล้วเดินตรงมาสนามหญ้า หลวงปู่จะนั่งดูอยู่ตรงที่นั่งของหลวงปู่ กลุ่มแรกนี่เป็น VIP เยอะเลยค่ะ ทั้งประธานมูลนิธิอโรคยาศาลา เจ้าของบริษัทดอกบัวคู่ คุณหมอ มีแต่ไฮโซ ฮ่าๆๆ เดินไปได้แค่ครึ่งรอบ หลวงปู่ก็แซวแล้วอ่ะ มงกุฏสั่นมั่ง ขาสั่นมั่ง หลวงปู่บอกว่า แหม มีมงกุฎพระพุทธเจ้ากันทุกคน .. บ้างก็มงกุฎร่วงแล้วยังไม่ยอมหยุดอีก

 


หลวงปู่ตั้งกติกาว่า ให้เดินตามจังหวะ ขั้นที่ 1 โดยเอาจิตวางไว้กลางกระหม่อม เสมือนมีมงกุฎไว้ที่ศีรษะ รักษาไว้ให้ได้อย่าให้หลุดหรือหล่นร่วง ต้องซื่อสัตย์กับตนเองหลวงปู่ว่า รู้นะ ว่าใครหลุดไม่หลุด ถ้าใครไม่ยอมรับว่าตัวเองผิด กูจะแช่ง .. หลายคนผิดแล้วรีบออก เพราะกลัวปู่แช่งด้วยถ้าคนไหนไม่ผ่านให้ไปตักขี้ ฮ่าาาา .. มันสยองตรงนี้แหละ ตายละวา จะโมเมก็ไม่ได้ ไม่อยากตักขี้ แต่ก็กลัวปู่แช่ง  

ก่อนจะถึงคิวกลุ่มตัวเอง ต่างคนต่างไปเดินซ้อมทั้งในศาลา นอกศาลากันใหญ่เลยอ่ะ กลุ่มนึงผ่านไป มีคนหลุดไปหลายคน วีไอพีไปด้วยเยอะเลย แค่หลวงปู่แซวก็หลุดแล้ว ยิ่งถ้าหลวงปู่รู้จักชื่อแซ่ด้วยแล้ว ยิ่งโดนหนักเลยหลวงปู่เล่นเรียกชื่อมั่ง เรียกฉายาให้มั่ง ไม่รู้จักยังตั้งฉายาให้ตามลักษณะเลยอ่ะ  กลัวมากๆ เลย กลัวโดนหลวงปู่เรียก .. ฮือๆๆๆ ฉายาน่ารักๆ ก็ดีไป กลัวเจอหลวงปู่ตั้งฉายาน่าเกลียดๆ ให้เราอ่ะ 

เราไปเดินซ้อมก่อนสองสามรอบเล็กๆ  ใจนึกตะหงิดๆ โดนแน่ๆเลย ไม่รอดแหงๆ แต่ละกลุ่ม มีคนเก่งๆเยอะแยะเลย เดินกันนิ่งมาก ส่วนใหญ่ก็ซื่อสัตย์ต่อตนเอง ถ้าผิดก็ยกมือไหว้ลาหลวงปู่ออกเลย บ้างก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินไป หลวงปู่ทักแล้วก็ยังเดินอยู่ก็มี 5555  หลวงปู่ดูออกแวบเดียวเท่านั้นแหละ เราอยู่กลุ่ม 5 แค่เริ่มก็ผิดแล้วอ่ะ ไม่ทันตั้งสติเค้าก้าวตอนไหนไม่รู้ ดันไปอยู่ซะท้ายแถวในดง เดินไปแค่ครึ่งทาง หลวงปู่พูดไรไม่รู้อ่ะ หลุดขำหลวงปู่เลยกราบลาดีกว่า .. ได้เข้าไปเป็นกลุ่มที่ต้องไปตักทองเลยเรา

 

บรรดาไทยมุงขนาดนี้ กดดันสุดๆ ใครผ่านนี้ยกนิ้วให้เลย

กลุ่มหลังๆ หลวงปู่ให้ยกเก้าอี้มาให้หลวงปู่นั่งข้างสนามเลย หลวงปู่นั่งจ้องดูใกล้ๆ  โหย ยังงี้หนักเลยอ่ะ สติหลุดเอาง่ายๆ  แค่มองหน้าหลวงปู่ก็หลุดแล้วเวลาเดินเราจะรู้สึกเลยว่า ถ้ามองไม่เห็นอะไรรอบข้างนี่แสดงว่า สติยังอยู่ แค่แวบเดียวเท่านั้นแหละ ถ้าหันไปมอง เห็นอะไร หรือแวบคิดอะไรเข้ามาในหัวก็หลุดแล้ว  การสอบผ่านไปจนถึงเย็น ครบ 12 กลุ่ม 

อากาศวันนี้ก็เป็นใจมาก แดดหลบ ฟ้าครึ้มๆ มีบางช่วงฝนโปรยเม็ดลงมาด้วยนิดๆ  เป็นบรรยากาศการสอบที่ สนุกมาก ทั้งตื่นเต้น ลุ้น ขำๆ .. ฮา ทั้งภาษาที่หลวงปู่แกล้งแซว แกล้งแหย่ลูกหลานตอนเดิน  บ้างก็โดนว่า มงกุฎสั่นมาแต่ไกลเชียว แล้วก็มาหล่นตรงหน้ากู ฮ่าๆๆๆ

มีบางคน เดินเลี้ยวตัดทางผิดกับคนอื่นก็มี  บ้างก็เดินหลับตามาเชียว ปู่บอก เอ้ยๆ เดินหลับตา ระวังจะเหยียบขี้หมานะเว้ย 55555

ตอนสอบเสร็จแต่ละกลุ่มก็ปรบมือให้คนที่ผ่าน ที่ไม่ผ่านก็รอไปตักทองกันใครไม่รู้ตั้งฉายา ไปทองผาภูมิปีนี้เป็นรุ่นตักทอง .. 

พอสอบเสร็จ หลวงปู่ก็เรียก  เอ้า ไอ้พวกไม่ผ่านมารวมกันข้างหน้า แล้วให้แบ่งกลุ่มไปตักขี้  น้ำขี้นี้ปลายทางคือรดน้ำต้นไม้ เป็นการทำความสะอาดบ่อพักส้วม ไม่ให้เต็ม หลวงปู่ชาญฉลาดในการเอาของเสียมาทำประโยชน์อยู่แล้ว เอากลับมาใช้ใหม่ได้หมด ไม่มีทิ้งขว้าง ของเสียพวกเราก็เอาไปเป็นปุ๋ยพืชได้อย่างดี 

มีบางคน ยังไม่เชื่อชะตากรรมตัวเอง ยังถามหลวงปู่ .. ให้ไปตักขี้จริงๆเหรอหลวงปู่ ปู่บอก เอ้า จริงๆ .. หลวงปู่บอกว่า ระหว่างนี้จะไปทำข้าวหลาม  ให้ทุกคนไปพักได้ ส่วนไอ้พวกไม่ผ่านก็ไปตักขี้ ... 

จากนั้นก็มีคนมาอธิบายสถานที่ๆต้องไปตัก มีที่ห้องน้ำรวมหลังที่พัก และห้องน้ำสงฆ์ แบ่งกันไป เราไปห้องน้ำสงฆ์ ต่อแถวจากเขาเตรียมพร้อมรับการตักขี้ ยังนึกงงๆ ตักยังไงวะ ต้องลงไปในหลุมเลยหรือเปล่าแต่พอมาจริงๆ อ๋อ เขาใช้วิธีส่งถังน้ำที่มีคนลงไปตักน้ำในบ่อพักของเสียขึ้นมา ส่งต่อๆกันไป จนปลายแถวที่อยู่ไกลถึงต้นไม้ในสวน

ลดอัตตาและตัวกูของกูออกไป ผู้บริหารทั้งนั้นนะคะเนี่ย .. นี่แหละวิธีสอนของหลวงปู่ค่ะ ^^

ต้องขอบคุณคุณผู้ชายและมีพี่ผู้หญิงบางท่าน ที่เสียสละเป็นคนลงไปตักในหลุม เราแค่รับกะถังขี้นี้ถือว่า เบาๆ แล้วล่ะ แค่ทนกลิ่นหอมๆ และพิจารณาของในกะถังหน่อยมองแวบเดียวก็พอ เดี๋ยวมื้อหน้ากินข้าวไม่ลง  แต่ตอนที่ร่วมใจกันตักขี้นั้น ฮามากๆ ท่าทางแต่ละคนระวังสุดชีวิต ประคองอย่างดีไม่ให้น้ำกระฉอก  ตอนสอบเดิน ทำไมไม่ประคองจิตไว้ให้ดี เหมือนประคองถังขี้ว๊า ... แถมตอนแรกๆ ถังน้ำก็เก่า เขรอะ น่ากลัวหูมันจะหลุด ถ้ามันหลุดตรงถึงมือเราพอดีละ น้ำกระจายแน่ๆ เลย  ตอนที่ใครท่าทางจะทำน้ำกระฉอก ไม่ได้มีช่วยกันเลย หลบวูบกันไปคนละทางสองทาง ฮ่าๆๆๆ 

 

ประคองสุดชีวิต ไม่ให้น้ำกระฉอก ฮ่าๆๆ


มีพี่หลายคนบอกว่า .. โชคดีนะเนี่ย ที่ได้ทำแบบนี้ เพราะปกติหลวงปู่จะให้พระทำ เขาเรียกว่าวิชาขันธมาร กำจัดอุปสรรคสิ่งกีดขวางทั้งปวง ตามขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเราเคยเห็นในรูปพระที่เคยบวชกับหลวงปู่ ไม่ใช่แค่ตักขี้ แต่ถึงกับอาบเลยอ่ะ แค่เห็นรูปเหลืองๆ ก็หนาวแล้ว ..แต่ได้ทำก็เหมือนกับเป็นการปลงสังเวชอ่ะนะ อะไรที่กินเข้าไปมันก็ออกมาเป็นของเสีย จะได้รู้จักลด ละ กิเลส ยศ ถา ตำแหน่ง หัวโขนอะไรทั้งหลายที่ติดตัวมา ลดอัตตา และ ‘ตัวกูของกู’ ออกไปจากตัวเราซะ

หมดเรื่องขี้ๆแล้วค่ะ  .. พอหอมปากหอมคอ  รับรองวิธีการฝึกของหลวงปู่ไม่มีที่ไหนเหมือนอีกแล้ว ถ้าอยากสัมผัสปีหน้าลองไปที่ทองผาภูมิได้นะคะ

 

วันที่ 12 ธค 53

 

หลวงปู่ปรุงซุปสมุนไพรค่ะ ซุปหลวงปู่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์ด้วย


วันสุดท้ายของการปฏิบัติธรรมวันนี้หลังทำวัตรเช้า หลวงปู่ให้ไปกินน้ำซุปผสมสมุนไพรของหลวงปู่ที่โรงครัวกัน หลวงปู่ปรุงไว้ให้ เราไปชิมชามนึงอร่อยมาก หอมเครื่องเทศสมุนไพร แล้วอีกอย่างที่อยากเล่าคือ อาหารฝีมือหลวงปู่ อร่อยทุกอย่างเลย ทั้งแกงฟัก แกงมะละกอปลาทู มันเชื่อม ฯ เราไม่ได้ชิมข้าวหลาม ที่หลวงปู่บอกว่าลูกมือมันใส่  ส่วนผสมผิด กระบอกไหนข้าวแฉะ หรือมีเนื้อนิดเดียวนั่นไม่ใช่ฝีมือหลวงปู่ ของหลวงปู่ทำของแท้ต้องอร่อย ..

 

ข้าวหลามของหลวงปู่

ทีมงานกรอกข้าวหลาม 


หลายๆคนกลับบ้านกันไปพร้อมด้วยกระบอกข้าวหลามเป็นแถวหลวงปู่ทำอะไรก็อร่อยทุกอย่างเลย หลังจากกินซุปกันแล้ว เช้าวันนี้มีการตักบาตรอาหารแห้ง เราไปตั้งแถวหลังๆ ศาลา รอใส่บาตรหลวงปู่และพระอีก 100 กว่ารูป ของที่ใส่บาตรทั้งหมด หลวงปู่เอาไปบริจาคทานทำบุญทั้งหมด ทั้งอาหารและปัจจัย หลวงปู่จะบอกทุกครั้งว่าของอะไร ปัจจัยต่างๆที่ถวายหลวงปู่ๆ รับแล้วและจะเอาไปแจกทานต่อให้คนยาก เราก็ได้บุญด้วย


 

สาวๆ หน้าตาอิ่มบุญกันทั้งนั้นค่ะ ^^



หลวงพี่แลกโตก็บวชด้วยค่ะ เคยสั่งหอมจังของบริษัทสมบัติเจ้าคุณปู่ดี กับหลวงพี่รูปนี้แหละค่ะ 


ก่อนกลับและกราบลาศีล  หลวงปู่ก็ให้ปิจฉิมโอวาทสั่งสอนลูกหลาน ให้ทุกคนมีเครื่องมือสามอย่างไว้เชิดชูพลังกาย คือ อาหาร อาการ และอากาศ   การฝึกลมปราณ เป็นการรวมอารมณ์กับอากาศคือลมหายใจไว้ด้วยกัน แล้วกำหนดด้วยจิตที่เป็นหนึ่ง เดินลมตามจุดต่างๆในร่างกาย ตั้งแต่หายใจเข้าและออก  การเดินลมปราณยังสามารถช่วยรักษาโรคได้อีกด้วย หลวงปู่สอนหลายอย่าง ช่วงปัจฉิมโอวาทมีพี่บันทึกเทปไว้ คงได้ฟังและได้อ่าน  ที่เค้าถอดความอีกครั้งน่ะคะ 

ก่อนจะกราบลาหลวงปู่ หลวงปู่บอกว่า มีความสุขที่ได้มาที่นี่ และมีความสุขที่เห็นทุกคนทำกันได้ดี  (แอบโมเมเล็กๆ คงรวมเราด้วยนิ แต่อย่างน้อยก็ได้ความรู้ใหม่ๆไปหลายอย่างที่จะนำไปฝึกต่อ)

เราสังเกตใบหน้าหลวงปู่ตอนร้องเพลงมาลาบูชาครู ดูปู่มีความสุขจริงๆ แหละ แล้วเราก็ได้ยินลูกหลานที่ไปหลายๆคนพูดเหมือนกัน (แอบเห็นในเฟสบุคด้วย) แต่ละคนมีความสุขเหมือนกันหมด

 

แม้เวลามันจะสั้น แต่ก็มีค่าควรแก่การจดจำ ลูกได้ข้อคิดที่จะนำไปปฏิบัติและจะพยายามทำให้ได้ คือการบริหารเวลา จะพยายามใช้เวลาให้มีค่ามากที่สุด ไม่ปล่อยให้ผ่านไปแบบไร้ค่า เหมือนที่หลวงปู่ทำให้ดูทุกอย่างไม่ว่าทำอะไร จะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ และไม่เคยปล่อยให้ว่างไปโดยเปล่าประโยชน์เลย 

 

กราบองค์หลวงปู่พุทธะอิสระ ด้วยความสำนึกในความเมตตา จากใจจริงของลูกเจ้าค่ะ สาธุ .. 


ขอขอบคุณสำหรับภาพประกอบ จากพี่ๆน้องๆ ชาววัดอ้อน้อยนะคะ 

หากใครสนใจดูรูปบรรยากาศเต็มๆ เิชิญได้ที่ facebook ของหลวงปู่ค่ะ http://www.facebook.com/buddha.isara

โดย ว่านแสงจันทร์

 

กลับไปที่ www.oknation.net