วันที่ พุธ ธันวาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“ปรากฏการณ์ลึกลับ”... ที่ยังเป็น “ปริศนา” ของโลก…


“ปรากฏการณ์ลึกลับ”... ที่ยังเป็น “ปริศนา” ของโลก…

...

...

 

Angel Hair

 

 



“เส้นผมนางฟ้า” เป็นปรากฏการณ์ที่หายาก และไม่สามารถอธิบายได้ มันมีลักษณะเป็น

เส้นคล้ายเส้นไหมและตกลงมาจากท้องฟ้า แต่ถ้าเอื้อมมือไปสัมผัสละก็ มันจะอันตรธาน

หายไปต่อหน้าต่อตา เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกแต่จะพบบ่อยในแถบอเมริกาเหนือ,

นิวซีแลนด์, ออสเตรเลีย, และยุโรปตะวันตก ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอนว่าเกิดจากอะไร

หรือแม้กระทั่งมันทำมาจากอะไร เป็นที่คาดการณ์ว่ามันอาจจะมาจากแมงมุม หรือจากแมลง

ชักใยชนิดอื่นๆ หรือแม้กระทั่งยูเอฟโอ เนื่องจากมันมักจะเกี่ยวข้องกับการพบเห็นยูเอฟโอ

 

และเนื่องจากความบอบบางของมัน จึงเป็นเรื่องยากที่จะเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ เพราะ

ว่ามันมักจะได้รับการปนเปื้อนจากไอเสียรถยนต์และการสัมผัสของมนุษย์ ซึ่งสามารถ

เปลี่ยนแปลงผลทางเคมีได้

 

 

000---000---000---000---000

 

Bélmez Faces

 

 

 

 

http://en.wikipedia.org/wiki/B%C3%A9lmez_Faces

เป็นปรากฏการณ์ประหลาด โดยมีการปรากฏใบหน้าของคน ปรากฏอย่างชัดเจนในบ้าน

Bélmez de la Moraleda บ้านส่วนตัวแห่งหนึ่งที่ตั้งในถนนหมาย เลข 5  , เจยัน,

ในประเทศสเปน โดยเริ่มต้นใน 23 สิงหาคม ปี 1971 เมื่อ María Gómez Cámara

อ้างว่ามีการพบหน้ามนุษย์ประหลาดเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ในชั้นครัวของเธอที่ผนังซีเมนต์

สามีและลูกของเธอจึงทำลายใบหน้านั้นด้วยขวานและฉาบปูนซีเมนต์ใหม่ แต่ปรากฏว่า

ใบหน้าใหม่ก็เกิดขึ้นอีก โดยส่วนใหญ่มักปรากฏบนคอนกรีตของบ้านอย่างต่อเนื่องและ

บางครั้งก็หายไป เมื่อเวลาผ่านไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง อีกทั้งใบหน้าเหล่านี้จะปรากฏตัวเป็น

ระยะไม่สม่ำเสมอ หน้าแต่ละหน้าจะไม่เหมือนกัน รูปร่างแตกต่างกัน มีทั้งชายและหญิง

และการแสดงออกต่างกันออกไป

ปัจจุบันบ้านหลังนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่ยอดนิยมในการถ่ายรูป ของหลายสื่อไม่ว่า

จะเป็นหนังสือพิมพ์ท้อง ถิ่น,ประชาชน, นักท่องเที่ยวที่ต่างเข้ามาแวะเวียนกันเพื่อดู

ปรากฏการณ์ที่ว่านี้ หลายคนเชื่อว่าใบหน้าเหล่านี้ไม่ใช้ฝีมือของมนุษย์ และเชื่อว่าเป็น

ปรากฏการณ์ Thoughtographic (ความสามารถในการใช้พลังจิตฉายภาพลงบน

กระดาษหรือรูปถ่าย) ที่เกิดจากพลังจิตของเจ้าของบ้านโดยไม่รู้ตัว

แต่นักวิทยาศาสตร์ยังกังขากับปรากฏการณ์นี้ อาจเป็นการปรากฏการณ์ลึกลับหลอกๆ ซึ่ง

พวกเขาสันนิษฐานว่าเกิดจากการล้างปูนซีเมนต์ และมีวิเคราะห์มวล,โมเลกุล ตัวอย่าง

ซีเมนต์ในบ้านหลังนั้น และพบว่ามันเป็นเรื่องหลอกลวง แต่กระนั้นในเวลาต่อมาหลายคน

ไม่เชื่อ และนักวิทยาศาสตร์บางคนโดนฟ้องอีกต่างหาก ทำให้การไขปริศนาปรากฏการณ์นี้

กลายเป็นเรื่องต้องห้าม เนื่องจากมันได้สร้างรายได้และกำไรเป็นกอบเป็นกำในเมืองแห่งนี้

 

000---000---000---000---000


 

Simulacrum in Eagle Nebula (Simulacrum)

 

 

 

 

http://www.cs.drexel.edu/~gcmastra/truth01.html

ปรากฏการณ์ดังกล่าวถูกเรียกว่า “เทวทูตแห่งอากาศ”  คือปรากฏการณ์ที่มนุษย์มองเห็น

ภาพบุคคล สัญลักษณ์ทางศาสนาจากเมฆ หรือ แล้วแต่จะจินตนาการตีความ  ส่วนภาพ

ด้านบนเป็นภาพที่ถูกถ่ายเมื่อปี 1995 โดยกล้องของ ฮับเบิล ได้จับภาพ Eagle Nebula

(Nebula คือกลุ่มเมฆ หมอกของฝุ่น แก๊ส และพลาสมาในอวกาศที่เป็นต้นกำเนิด

ของดวงดาว) และแพร่ภาพออกอากาศทางสถานี CNN ประชาชนจำนวนมากที่ เห็นภาพ

ดังกล่าว ต่างโทรศัพท์มาบอกทางสถานีว่า พวกเขาเห็นภาพของมนุษย์ เทพเจ้า

พระเยซูฯลฯ และนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้

 

000---000---000---000---000

 


The taos hum

 

 

 

 

http://en.wikipedia.org/wiki/Taos_Hum

“เสียงฮัมลึกลับ” เป็นเสียงต่ำแปลกๆ ที่เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐอเมริกา (ในปี ค.ศ.1977),

อังกฤษ และยุโรปเหนือ ที่มักได้ยินเสียงฮัมต่ำๆ คล้ายๆ เครื่องยนต์ดีเซลแปลกๆ (เช่นเครื่องใช้ในครัวเรือน, เสียงจราจรเป็นต้น) โดยเจ้าเสียงที่ว่านี้ ดังติดต่อกันตลอดเวลา แต่

บางทีก็เว้นจังหวะเป็นระยะแบบสม่ำเสมอกัน และเสียงนี้จะเข้มข้นตอนกลางคืนทำให้ผู้

ได้ยินเป็นประสาทตามๆกัน โดยเสียงที่ว่านี้จะต้องตั้งใจฟังในสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ

เท่านั้น เช่น ทะเลทรายในนิวเม็กซิโก, เกาะฮาวาย โดยไม่มีใครรู้ว่าต้นเสียงมาจากไหน

ใน ปี 1977 มีการตรวจสอบโดยตรงจากวิทยาศาสตร์จากสถาบันที่มีชื่อเสียงในประเทศ

อเมริกา โดยทำการสำรวจและวัดคลื่นความถี่ของเสียงปริศนาในท้องที่และรอบๆ เมือง

Taos นิวเม็กซิโก (โดยปกติเสียงนี้พบยากต้องใช้ไมโครเฟนพิเศษช่วย) พบว่าเสียงฮัมเบาๆ

นี้มีความถี่ของเสียงประมาณ 30-80 Hz แต่เหลือเชื่อ ตรงที่ใช่ทุกคนจะได้ยิน มีบางคน

ที่ได้ยินเสียงนี่เท่านั้น โดยจากสถิตพบคนในเมือง Taos ได้ยินเสียงนี้เพียง 2 เปอร์เซ็นต์

เท่านั้น ส่วนสาเหตุไม่พบว่าเสียง ปริศนานี้เกิดจากอะไร บ้างก็สันนิษฐานว่า เป็นหูอื้อ,

เสียงลม, คลื่นมหาสมุทร ไม่ก็ยูเอฟโอ ฯลฯ

 

000---000---000---000---000

 


Disappearing Lake

 

 

 

 

http://www.dmr.go.th/ewt_news.php?nid=3219&filename=news_dmr

ในเดือนพฤษภาคม 2007 ทะเลสาบภูเขาน้ำแข็ง เขต “มากายาเนส” ในปาตาโกเนีย

ทางตอนใต้ของเทือกเขาแอนดีส ประเทศชิลี เกิดอันตรธานหายไปอย่างลึกลับ อย่าง

น่าพิศวง ทั้งๆที่ขนาดทะเลสาบมีถึง 5 เอเคอร์ หรือในราวๆ สนามฟุตบอล 10 สนาม

 

โดยเจ้าหน้าที่อุทยานอธิบายว่าพวกเขาเห็นทะเลสาบยังเป็นปกติอยู่ในช่วงสองเดือน

ที่ผ่านมา และจู่ๆ มันก็หายไปพริบตา กลายเป็นแอ่งขรุขระขนาดใหญ่ น้ำเหือดแห้งไปหมด

มีเพียงก้อนน้ำแข็งจำนวนมากนอนก้นอยู่ จากเดิมที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ ปริศนานี้ทำให้นัก

ธรณีวิทยางงงวย และอยากทราบคำตอบมาก ว่าเกิดอะไรขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญหลายคน

ตั้งทฤษฎีหลายทฤษฏีว่าแผ่น ดินแยกตัว และกลืนน้ำในทะเลสาบลงไป แต่กระนั้นจาก

การตรวจสอบไม่มีรายงานว่ามีเหตุการณ์แผ่นดินไหวเกิดขึ้นในพื้นที่นี้แต่อย่างใด

 

000---000---000---000---000

 

 

Dancing mania

 

 

 

 

http://en.wikipedia.org/wiki/Dancing_mania

“โรคชอบเต้น” เป็นปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในแผ่นดินยุโรประหว่างศตวรรษ

ที่ 14 และ 18 โดยจะเกิดขึ้นกับกลุ่มคนชายและหญิง ที่จู่ๆ เต้นท่าพิลึกโดยไม่ทราบ

สาเหตุ และจะเต้นรำผ่านถนนหรือในเมืองใหญ่ๆ นอกจากนี้ยังมีฟองที่ปาก และจะหยุด

ไปเองหากร่างกายอ่อนล้าเพลียและรับไม่ไหว

การระบาดของโรคชอบเต้นนี้เกิดครั้งแรกในอาเค่น (เป็นเมืองที่อยู่ด้านตะวันตกสุด

ของประเทศเยอรมนี ติดกับพรมแดนประเทศเนเธอร์แลนด์และเบลเยียม), เยอรมัน เมื่อ

24 มิถุนายน 1374 ประชาชนที่เดินถนน จู่ๆ ก็แผดร้อง, จิตหลอน และเต้นรำ ทั้งยังดิ้นและ

บิดตัว จนกระทั้งหมดแรงแม้กระทั้งจะยืน และแล้วโรคชอบเต้นก็กระจายไปอย่างรวดเร็วไป

ทั่วยุโรป ทั้งเนเธอร์แลนด์, โคโลญ, เมต้า และตามเส้นทางแสวงบุญ ทำให้มีข้อสันนิษฐาน

ว่าโรคนี้เป็นโรคประสาทประเภทโรคอุปทานหมู่มากกว่า และมีการเชื่อมโยงไปความบ้าคลั่ง

ศาสนาของคนยุโรป 

 

นอกจากนี้ยังสันนิษฐานว่าอาจจะเกิดจากการกินข้าวไร่ที่มีเชื้อคลาวิเซพส์ เพอร์พูเรีย

(Claviceps purpurea) ซึ่งเป็นเชื้อราขนาดเล็กที่มีพิษ ซึ่งเป็นยาหลอนประสาทชนิดรุนแรง

แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่สามารถหาคำตอบที่แท้จริงได้??

 

000---000---000---000---000

 


Raining Blobs

 

 

 

 

http://berthabutton.tumblr.com/post/344857614

ชาวเมือง Oakville กรุงวอชิงตัน ต้องประหลาดใจ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 1994 เกิดฝนตก

ห่าใหญ่ แต่แทนที่จะเป็นฝนธรรมดา ชาวเมืองกลับเห็นลักษณะหยดน้ำฝนแตกต่างกันออก

ไปจากทุกครั้ง มันมีลักษณะเหมือนวุ้นเหมือนกาวนับไม่ถ้วนกำลังตกลงมาจากฟากฟ้า

 

หลังจากนั้นเกือบทุกคนในเมืองมีอาการป่วยเหมือนไข้หวัดขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุและ

เป็นนานถึง 7 วัน ถึง 3 เดือน หลังจากสัมผัสและกินฝนวุ้นกาวนี้เข้าไป จึงมีการเอาตัวอย่าง

หยดน้ำฝนเพื่อตรวจสอบ ก็พบเรื่องตะลึงเพราะในหยดน้ำฝนมีเซลล์เม็ดเลือดขาวของมนุษย์

กรมอนามัยของวอชิงตันวิเคราะห์เพิ่มเติมว่าสาเหตุที่ฝนตกมาเป็นกาววุ้นนั้น มีแบคทีเรีย

อย่างหนึ่งที่พบในระบบย่อยอาหารของมนุษย์ด้วย แต่จนบัดนี้ยังไม่มีผู้ใดสามารถอธิบาย

การเกิดฝนลักษณะนี้ได้เลยว่ามันเกิด จากอะไรกันแน่??

 

 

000---000---000---000---000


 

The Monkey Man of Delhi

 

 

 

 

http://writer.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=376491&chapter=38

ในเดือนพฤษภาคม ปี 2001 มีรายงานประหลาดที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงอินเดียที่เมืองเดลี

จู่ๆ ก็มีลิงที่รูปร่างประหลาดจู่โจมคนในกลางดึก ลิงรูปร่างประหลาดนี้มีลักษณะที่แตกต่าง

กันออกไป แทบไม่เหมือนกันเลยสักคน บ้างมาเป็นฝูง มีทั้งของแท้ของเทียม บางคนเห็น

มันแต่งชุดขาวๆ พันผ้าพันแผลเหมือนมัมมี่ อีกคนบอกว่ามันแต่งชุดดำ คนโน้นบอกว่ามัน

ทาลำตัวด้วยสีน้ำเงิน คนโน้นก็บอกว่ามีขนรุงรังสีน้ำตาล ส่วนศีรษะนั้น บางคนบอกว่า

เหมือนลิง บางก็ว่าสวมเกราะอีกที่หนึ่ง คนหนึ่งบอกว่ามันมีดวงไฟสีฟ้ากับสีแดงวูบๆ วาบๆ

และดวงตามีสีแดงบ้าง สีเขียวบ้าง แต่ที่ตรงกันทุกรายคือมันมีกรงเล็บเป็นโลหะสีแวววาว

บางรายสรุปว่า น่าจะเป็นมนุษย์ต่างดาวหรือหุ่นยนต์บังคับ ส่วนความสูงมันก็ก็มีหลายแบบ

มีตั้งแต่ 137 ซ.ม. ไปจนถึง 183 ซ.ม. (สงสัยจะเป็นพ่อลูกมั้ง) ทั้งยังกระโดดสูงได้ เหาะได้

หายตัวได้ด้วย

 

และพวกมันหยุดอาละวาดลงเมื่อมีเหตุการณ์ฆ่ากันตาย และมันก็ไม่กลับมาอีกเลย มีผู้รู้

หลายคนออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับลิงดาลีนี้ว่าน่าจะเป็นปรากฏการณ์ ภาพลวงตาหมู่

(MASS DELUSION) บ้างก็ว่าเป็นคนบ้าที่ หาทางออกจากความเก็บกดด้วยการแสดงอำนาจ

เหนือผู้อื่น

 

ส่วนนายแพทย์คนหนึ่งก็พยายามอธิบายว่า อาจเกิดขึ้นเพราะความตื่นตระหนก ตื่นตูม

โดยไม่พิจารณาให้ถ่องแท้ก่อน และอาจเป็นต้นเหตุข่าวลือผิดๆ ถูกๆ นี้ได้ เช่น ถ้าเรา

โยนถุงมือลงหน้าต่างแล้วร้องออกมาว่ามือลิงๆ ผลคือชาวบ้านตกใจกันโดยทั่ว นอกจากนี้

ยังมีอีกกระแสว่ามนุษย์ลิงเป็นเรื่องกุขึ้น โดยฝีมือสปายฝ่ายปากีสถานที่ต้องการทำลาย

ความมั่งคงและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอินเดีย หรือบางข่าวบอกว่าเป็นฝีมือของแก๊ง

กวนเมืองที่ลองฝีมือของตำรวจเดลี หรือไม่ก็เป็นสายลับปากีสถานที่พยายามก่อกวน

อินเดีย ฯลฯ แต่จนบัดนี้ก็ไม่ได้คำตอบแต่อย่างใดเลย??

 

000---000---000---000---000

 


Globster

 

 

 

 

http://writer.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=376491&chapter=49

กล็อบ สเตอร์ (Globster) เป็นมวลอินทรีย์ลึกลับที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันคืออะไร

กันแน่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมักจะตั้งมันว่า “กล็อบสเตอร์” (Globster) เอาไว้ก่อน มันมัก

ปรากฏตัวออกมาโดยการเกยตื้นตามชายทะเลหรือมหาสมุทร

 

โดยลักษณะของมันจะเป็นก้อนๆ ไม่มีตา, ไม่มีหัว และโครงสร้างของกระดูกไม่ชัดเจน

(แต่บางคนบอกว่ามีตา,มีหัวและโครงหมด) จุดเด่นมี “ขน” และ “มีเส้นใย” หนังเหนียว

มากจนเฉือนแทบไม่เข้า และเมื่อนำเนื้อเยื่อไปตรวจสอบพบว่ามันประกอบด้วยคอลาเจน

เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแต่ละชิ้นมีขนาดใหญ่โตมากๆ น้ำหนักเป็นตัน และส่งกลิ่นเหม็นเน่า

บางชิ้นพบว่ามีรอยการกัดกินของปลาฉลามขนาดใหญ่ หรือรอยฉีดขาดจากการต่อสู้กับ

ปลาหมึกยักษ์

 

จากการวิเคราะห์เนื้อเยื่อนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถตอบได้ว่ามันเป็นสัตว์อะไร มีคน

สันนิษฐานว่ามันเป็นปลาหมึกยักษ์ หรือเป็นมันเปลวของปลาวาฬนั้น ปรากฏว่ามัน

ไม่ใช่ปลาหมึก และกระนั้นเคยมีคนทดลองมัน โดยเปรียบเทียบเนื้อเยื่อของปลาหมึก

และเนื้อเยื่อของเปลวปลาวาฬ พบว่าการเรียงตัวของคอลลาเจนนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง

สำหรับกรณีกล็อบสเตอร์ที่ดังๆ ก็เช่น

St. Augustine Monster (1896),

Dunk Island Carcass (1948),

Melbourne-Hobart Carcass (1958),

Tasmanian Globster (1960),

New Zealand Globster (1968),

Tasmanian Globster 2 (1970) เป็นต้น

 

 

000---000---000---000---000


 

Bridgewater Triangle

 

 

 

 

http://en.wikipedia.org/wiki/Bridgewater_Triangle

หากสามเหลี่ยมเบอร์บิวด้า เป็นพิศวงแห่งท้องทะเลละก็ สามเหลี่ยมบริดจ์วอเตอร์ 

ก็ถือว่าเป็นพิศวงทางพื้นดินเหมือนกัน สามเหลี่ยมบริดจ์วอเตอร์นั้นเป็นหนึ่งในสถานที่

ที่พิศวงแห่งหนึ่งของโลก มีพื้นที่ประมาณ 200 ตารางไมล์ (520 กิโลเมตร) อยู่ทาง

ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของ รัฐแมสซาชูเซตส์ เป็นสามเหลี่ยมที่ลากเมือง Abington,

Rehoboth และ Freetown มาบรรจบกันจนเป็นรูปสามเหลี่ยม และภายในสามเหลี่ยมนี้

มีเหตุการณ์และปรากฏการณ์ลึกลับมากมายไม่ว่าจะเป็นการพบจานบิน, Black Helicopter

(เฮลิคอปเตอร์ สีดำลึกลับ), ลูกไฟ, บิ๊กฟุต, งูยักษ์, เงาประหลาด, การชำแหละวัวในท้อง

ทุ่ง(Cattle Mutilation Phenomena) ฯลฯ

สถานที่สำคัญที่มักเกิดเหตุการณ์ประหลาดในสามเหลี่ยมบริดจ์วอเตอร์ มีหลายจุดที่สำคัญ

ก็เช่น Hockomock Swamp เป็นบึงขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางสามเหลี่ยมบริดจ์วอเตอร์ถูก

เรียกว่า “บึงของปีศาจ” โดยสมัยก่อนนั้นเป็นที่ฝังศพของอินเดียแดง และอินเดียแดงได้

สาปแช่งเอาไว้หลังจากโดนคนขาวเข้ายึดครอง จนกลายสถานที่ที่คนไม่กล้าเข้ามา

เพราะมีเสียงเล่าลือว่าผีดุและมีบิ๊กฟุตปรากฏตัวอยู่

 

อีกสถานที่ที่สำคัญก็คือ Dighton Rock เป็นหินจารึกอักษรประหลาดที่พบในเขตรอบๆ

สามเหลี่ยม และสถานที่ที่พบเหตุการณ์แปลกประหลาดเยอะที่สุดคือ Freetown-Fall

River State Forest เป็นป่าที่หลายคนอ้างว่าพบเหตุการณ์ประหลาดมาก อันเนื่องสาเหตุ

มาจากคำสาปแช่งของเผ่าพื้นเมืองเมื่อ 350 ปีก่อน มีการพบสัตว์ร้ายประหลาด และ การ

ชำแหละวัวในท้องทุ่งในท้องที่นี้

และ นี้คือรายงานส่วนหนึ่งของการเกิดสิ่งเหนือธรรมชาติในพื้นที่แห่งนี้

– มีการพบยูเอฟโอครั้งแรกในพื้นที่แห่งนี้เมื่อปี 1760 ในลักษณะทรงกลมเหมือนลูกไฟ

หลังจากนั้นก็มีการพบยูเอฟโอต่อเนื่องแม้เวลาจะ ผ่านไปนานถึง 300 ปีแล้วก็ตาม

– มีการพบบิ๊กฟุตหรือครึ่งคนครึ่งลิงหลายครั้งตรงจุดบึงของปีศาจ หลายครั้ง

– มีรายงานการพบนกยักษ์หรือไดโนเสาร์บินได้อย่างเทโรแดกทิลที่มีความยาวประมาณ

8-12 ฟุตในจุดบึ่งปีศาจ

– มีการพบงูยักษ์ เต่ายักษ์ในหลายๆ จุด

- ในปี 1976 มีการพบสุนัขปีศาจขนาดใหญ่ ดวงตาสีแดงและมันฆ่าม้าเล็ก มีพยานบอก

ว่าพวกเขาพยายามยิงมันด้วยปืนแต่มันไม่เป็นผล

- มีปรากฏการณ์ประหลาดจำพวกไฟลึกลับบ่อยครั้งในพื้นที่ลุ่มหรือหนอง

- นักโบราณคดีขุดพบสุสานลึกลับใน Hockomock บูชายันต์สัตว์ และอาจรวมถึงมนุษย์ด้วย

ในปี 1980 มีรายงานว่าหลายพื้นที่มีสัตว์ถูกฆ่าด้วยฝีมือมนุษย์จำนวนมาก และไม่ทราบว่า

เป็นฝีมือของใคร

- มีรายงานการพบและได้ยินเสียง Black Helicopter ยานพาหนะ ลึกลับ อาวุธยุทโธปกรณ์

หรือเครื่องบินที่มีความลึกลับและไม่ปรากฏที่มา บริษัทผู้สร้างหรือแม้กระทั่งจุดมุ่งหมาย

และเป้าหมายในการสร้างขึ้นมาด้วย จุดประสงค์อะไร ครั้งแรก ใน Rehoboth เมื่อ 25

มิถุนายน 2002 จนถึงปัจจุบันยังพบเนื่องๆ

- และมีการพบผีที่เป็นดวงวิญญาณตามสุสาน และผีในรูปร่างคนที่โบกรถและหายไปเมื่อ

ได้ขึ้นรถที่จอดรับ


000---000---000---000---000

 

 

Lost Dutchman’s Gold Mine

 

 

 


ลายแทงเหมืองทองดัทช์แมน (Dutchman Goldmine : Apache Junction,

Arizona) ว่ากันว่านี้คือขุมทรัพย์ที่อันตรายที่สุดในโลก ซึ่งว่ากันมีทองจำนวนมหาศาล

ถูกซ่อนในเทือกเขาซูเปอร์สติชั่นอันร้อนระอุแห่งอริโซน่า ที่มีชื่อเสียงเรื่องแร่ทองอุดม

สมบูรณ์ที่แฝงไปด้วยความอันตราย

 

แต่ปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่ต้องห้ามไม่ให้บุคคลภายนอกเข้า ซึ่งการตั้งชื่อว่าดัทซ์แมนก็

เนื่องมากจากนักอพยพชาวเยอรมัน Jacob Waltz (ชาวดัทซ์เป็นคำสแลงของอเมริกัน

ที่กล่าวถึงผู้อพยพ) ในตำนานเล่าว่าเหมืองทองคำมูลค่าถึง 200 ล้านเหรียญ เชื้อเชิญ

นักขุดทองเข้าไปใกล้ๆ ตำนานรหัสลับของเหมืองทองที่ปัจจุบันยังไม่คลี่คลาย นักล่า

สมบัติ รอน เฟลด์แมน และเดวิด ฮินช์คลิฟ ทำการสำรวจเทือกเขาอันตราย ถึงแม้การ

ตามล่าลายแทงสมบัติของพวกเขาในครั้งนี้สูญเปล่า แต่ทฤษฎี และข้อสันนิษฐานที่ได้ของ

ทั้งคู่จะเป็นแนวทางที่ดีของ การเริ่มต้นค้นหาใหม่ในครั้งต่อไป

 

 

000---000---000---000---000


 

Chase Vault

 

 

 

 

ในศตวรรษที่ 18 ตระกูล Walronds พวกเขาเป็นตระกูลที่ร่ำรวย และได้สร้างสุสานของ

ตระกูลเอาไว้ เป็นสุสานขนาดใหญ่ที่แน่นหนา ปิดผลึกด้วยประตูหินอ่อนขนาดใหญ่ ซึ่ง

ที่นั้นได้บรรจุศพครอบครัวของตระกูลนี้ไว้ และมีการบรรจุศพสมาชิกครอบครัวหนึ่ง ชื่อ

นาง Thomasina Goddard ในปี 1807

 

และต่อจากนั้นตระกูลเชสก็ซื้อสุสานต่อและฝังศพ ลูกสาวสองคนในปี 1808 และ 1812

และปิดผนึกด้วยประตูหินอ่อนอีกครั้งนานหลายปี ซึ่งในเวลานั้นไม่มีใครเข้าสุสานสักคน

แต่แล้วเรื่องพิศวงก็เกิด ขึ้นหลังจากนั้นเมื่อ อัลเฟร็ด รัสเซล วอลเลซ (Alfred Russel

Wallace) บรรยายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บัลทิคในปี 1844 ว่าเกิดความไม่สงบและ

ประหลาดในสุสานอาเรนสบวร์กที่เกาะเบาร์บาดอส ฝั่งตะวันออกของทะเลแคริบเบียน 

ของตระกูลเซล จู่ๆ โลงศพถูกย้ายล้มคว่ำในห้องใต้ดินที่ถูกล็อกปิดตายในโบสถ์คริสต์

เรื่องแปลกก็คือ ทุกครั้งที่เปิดห้องเก็บศพออกมา เพื่อนำศพของคนตระกูลเชสไปเก็บ

ต้องพบว่าศพถูกสลับที่สลับทาง และล้มพลิกคว่ำอย่างง่ายดายทั้งๆที่แต่ละศพนั้นหนักอึ้ง

ขนาดต้องใช้ผู้ชายแข็งแรงแปดคนจึงจะย้ายไปได้ นอกจากนี้ห้องยังล็อกแน่นหนา

บางครั้งมีคนได้ยินเสียงครางดังออกมาจากห้องตอนค่ำคืน และเหล่าม้าและ สัตว์เลี้ยง

ต่างหวาดกลัวที่จะเข้าไปใกล้สถานที่เก็บศพนั้น

 


 


หลุมศพถูกย้ายที่หมด ยกเว้นหลุมศพของนาง Goddard ที่ยังคงตั้งอยู่ อย่างสงบในมุมห้องเท่านั้น

มีหลายทฤษฎีเหมือนกันถูกนำมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นเช่น น้ำท่วม (โบสถ์แห่งนี้ตั้งอยู่ริม

ฝั่ง และเคยถูกพายุทำลายเสียหายหลายครั้ง) บ้างอธิบายว่าเป็นเพราะสนามแม่เหล็ก

โจรเข้ามาลักทรัพย์ ผีดิบ และแผ่นดินไหว แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไขไม่ออกในปัจจุบัน

 

 

000---000---000---000---000


 

Red Rain in Kerala

 

 

 

 

ในปี ค.ศ.1890 ที่เมืองแมสซิก นาดี แคว้นคาลาเบรีย อิตาลี เกิดฝนตกลงมีแดง เมื่อนำ

ไปพิสูจน์ดูพบว่ามันเป็นเลือดของนก ซึ่งตอนนั้นมีการสันนิษฐานว่านก ที่กำลังบินอพยพ

เกิดไปเจอลมแปรปรวน จนร่างนกเหล่านั้นฉีดขาดและเลือดปลิวกระจายเหมือนฝน

แต่ปัญหาที่ตามมาคือ หากเป็นเช่นนั้นจริง แต่ทำไมถึงไม่มีเนื้อหนังหรือกระดูกหล่นมาให้

เห็นด้วย ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวถึงบันทึกในวารสารวิทยาศาสตร์ Popular Science News

ฉบับ 35 (ไม่ทราบปีพิมพ์)

วันที่ 1 กันยายน 1969 ที่ฟาร์มของเจ.ฮันดันสัน ในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งที่แคลิฟอร์เนีย

เกิดเหตุการณ์คล้ายกัน เพียงแต่คราวนี้มีเศษเนื้อปลิวลงมาด้วยนานถึงสามนาที ซึ่ง

สันนิษฐานว่าจะเป็นเนื้อของเหยื่อที่ล่ามาได้แล้วบินผ่านไป

17 สิงหาคม 1841 ที่ไร่ยาสูบในเมืองเลบานอน รัฐเทนเนสซี เวลาเที่ยงวัน จู่ๆ มีเมฆ

ประหลาดลอยผ่านบริเวณนั้น แล้วมีฝนตกลงมาพร้อมเศษเนื้อและไขมันยาวประมาณ

1.58 นิ้ว กลิ่นแรงมาก บทความถูกตีพิมพ์ในนิตยสาร Ameican Journal of Science

ฉบับ ที่ 44

แต่เหตุการณ์ที่น่าพิศวงที่สุดเกิดขึ้นในปี 2001 ที่อินเดีย เมืองเกราลา ในช่วงเดือน

กรกฎาคมถึงกันยายน ที่เดียวกับมหาลัยมหาตมะ คานธี โดยฝนมีลักษณะคล้ายกับเลือด,

สีเหลืองเขียว และสีดำ ซึ่งฝนเหล่านี้ตกเหมือนฝนทั่วๆไป และมีฟ้าผ่าตามมา จากการ

ตรวจสอบพบว่าฝนแดงเหล่านี้มีเซลล์บางอย่างที่เหมือนกับเป็นเซลล์สิ่งมีชีวิต หากเรื่อง

พิศวง คือเมื่อทำการตรวจสอบโดยกล้องจุลทรรศน์อิเล็คทรอนที่มีกำลังขยายหลายหมื่นเท่า

พบว่าโครงสร้างเซลล์นั้นประกอบด้วยคาร์บอนและออกซิเจน แต่ไม่ปรากฏ DNA แต่อย่างใด

จนทำให้หลายฝ่ายคิดว่าเซลล์เหล่านี้ไม่ใช้เซลล์ที่อยู่บนโลก หรือคือสิ่งมีชีวิตรูปแบบใหม่

จากนอกโลกที่มาพร้อมกับดาวหาง หรือเข้ามาบนโลกพร้อมเศษอุกาบาตก็เป็นไปได้….

 

 

000---000---000---000---000


 

The Man in the Iron Mask

 

 

 

 

เริ่มขึ้นเมื่อปี 1669 ที่เมืองท่าดันเคิร์ก ทางตอนเหนือฝรั่งเศส เมื่อมีข้ารับใช้กษัตริย์หลุยส์

ที่ 14 ได้จับกุมชาย นิรนามคนหนึ่งแล้วถูกนำตัวส่งเข้าคุกลับแห่งปิกเนรอล นครตูลิน

ประเทศตาลี (สมัยก่อนเมืองนี้เคยเป็นของฝรั่งเศส) ซึ่งมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา ชาย

นิรนามนี้มีเอกลักษณ์ซึ่งผู้พบเห็นเขาไม่มีวันลืมเลยคือใบหน้าเขาถูกคลุมด้วยหน้ากาก

เมอซิเออร์ แซงต์ มาร์ ผู้คุมสูงสุดแห่งคุกแห่งนี้ได้รับข้อความทำนองที่ว่า “นักโทษผู้นี้จะ

ไม่ได้รับอนุญาตให้บอกเรื่องราวใดๆ ของตัวเองแก่ผู้อื่นเด็ดขาด เจ้าจะต้องไปหาเขาวัน

ละหนึ่งครั้ง เพื่อจัดการเรื่องอาหารและเรื่องสัพเหระในชีวิตประจำวันแก่เขา และจงอย่ารับ

ฟังคำใดๆ ที่นักโทษผู้นี้พยายามบอกหากนักโทษยังไม่เลิกราที่จะเล่าเรื่องไร้สาระ เกี่ยวกับ

ตัวเขาละก็จงมอบความตายแก่เขาเสีย”

ขณะที่นักโทษนิรนามถูกจองจำอยู่นั้นจะต้องมีทหารองครักษ์สองคนคอยเฝ้าอยู่ไม่ให้ห่างตา

และขู่ว่าจะสังหารเขาทันทีที่เขาถอดหน้ากากออก แต่กระนั้นเขาก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่

อย่างดีเป็นพิเศษ เวลานักโทษคนนี้ถูกย้ายไปอยู่คุกที่อื่น เขาต้องอยู่ในเกี๊ยวที่ปิดมิดชิด

กันการสอดรู้สอดเห็นของผู้คนตลอดทาง

นักโทษนิรนามนี้ตายในคุกเมื่อ ปี 1703 ในคุกบาสตีล หลังถูกจองจำมาอย่างยาวนานถึง

34 ปี ศพของเขาถูกฝังภายใต้ชื่อ Eustache Dauger ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นภายหลังเท่านั้น

ส่วนหลักฐานอื่นๆ ถูกทำลายทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นห้องคุมขังถูกทาสีใหม่ เพื่อป้องกันร่องรอย

บางอย่างที่อาจหลงเหลืออยู่ โต๊ะเก้าอี้ภาชนะทุกชิ้นถูกเผาทิ้งไปเกือบหมดสิ้น ทำไมทางการ

ถึงอยากลบตัวตนของเขานัก แม้มาบัดนี้เขาสิ้นชีวิตลงแล้ว แต่ปริศนาที่ว่าชายคนนี้เป็นใคร

ทำไมถึงสำคัญหนักหนายังคงอยู่ พร้อมข้อสันนิษฐานต่างๆ นาๆ ว่าเขาน่าจะเป็นผู้สูงศักดิ์

และต้องมีความสำคัญเกินกว่าที่จะปลิดชีวิตทิ้ง แต่ก็เป็นไปไม่ได้ทีจะปล่อยเขาเป็นอิสระ

บางก็ว่าเขาจะเป็นพี่น้องฝาแฝดของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ต้องจองจำน้องไว้ภายใต้หน้ากาก

ก็เพราะเพื่อให้บัลลังก์ผู้พี่เกิดความมั่งคงนั้นเอง

หรือจะเป็นข้อสันนิษฐานของ ลอร์ด ควิกส์วูด เชื่อว่าชายสวมหน้ากากเหล็กก็คือบิดาแท้ๆ

ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โดยแนวคิดนี้มีผู้เชื่อถือกันไม่น้อย โดยให้เหตุผลคือเพื่อความมั่งคง

ของชาติ แต่ห้ามประหารเพราะสมัยนั้นข้อบังคับของศาสนายังเป็นเรื่องเคร่งครัด การสังหาร

บิดาแท้ๆ เป็นความผิดใหญ่หลวง และพระเจ้าหลุยส์เองก็ไม่กล้าสังหารบิดาตัวเองจึงเก็บ

เรื่องนี้เป็นความลับสุดยอดภายใต้ชายหน้ากากเหล็กตลอดกาล

 

แต่หลังจากที่เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ในฝรั่งเศสเมื่อปี 1789 ได้ราวสองปี ข่าวลือเกี่ยวกับ

ชายหน้ากากเหล็กจึงกล่าวถึงอีกครั้งว่าแท้จริงแล้วชายคน นี้คือพระเจ้าหลุยส์ 14 นั้นเอง

เอาเข้าไป…??? เพราะผลสรุปออกมาแล้วว่ามันเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรม

แก่ ตัวนโปเลียนที่ก้าวมามีอำนาจหลังการปฏิวัติโค่นล้มกษัตริย์หลุยส์ที่ 16 มากกว่า

 

 

000---000---000---000---000



Noah's Ark

 

 

 

 

อารารัต (Ararat) เป็นยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดกาล พรมแดนของประเทศตรุกี

ในสมัยกลางดินแดนแถบนี้เล่าลือกันว่าเป็นที่อยู่อาศัยของมังกร และสัตว์ร้ายนาๆ พันธุ์ จึง

ทำให้นักไต่เขาและนักผจญภัยพากันหวั่นหวาดไม่อยากขึ้นมาบนเขาลูกนี้ นอกจากเรื่อง

เล่าลือแล้ว อันตรายอันเกิดจากอุบัติเหตุต่างๆเช่น หิมะถล่ม หมอกมืดอันปกคลุมอยู่ชั่วนา

ตาปี และภูมิอากาศที่มักเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน นอกจากนี้รัฐบาลตุรกีไม่อนุญาตการขึ้น

ไปสำรวจภูเขาเพราะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา เนื่องจากคัมภีร์ไบเบิลกล่าวไว้ว่า

เมื่อน้ำท่วมโลกได้ลดลง ภูเขาอารารัตนั้นคือภูเขาลูกแรกที่ยอดโผล่พ้นผิวน้ำ และเป็นที่ๆ

เรืออาร์คของโนอาห์ได้ลงจอด

เรือโนอาห์ (Noah's Ark) ถูกกล่าวถึงในพระธรรมปฐมกาลบทที่ 6 เหตุการณ์ ของเรือ

โนอาห์ ยังมีกล่าวถึงในในพระธรรมปฐมกาล พระคัมภีร์อัลกุรอาน ในศาสนาอิสลาม พระคัมภีร์

ในศาสนายูดาย นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานเรื่องเล่านานาชาติ เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์น้ำท่วม

โลกนี้ แตกต่างกันไปในแต่ละชนชาติ

สิ่งที่เป็นปริศนาในเวลาต่อมาคือ เรือโนอาห์นั้นมีจริงหรือไม่ ถ้ามีจริงมันยังมีซากหลงเหลือ

อยู่หรือเปล่า? ถ้าอยู่มันจะอยู่แห่งหนไหน? แน่นอนสถานที่ที่คาดว่าจะได้พบเจอเรือลำนี้

คือ อารารัตนั้นเอง มีรายงานกว่าศตวรรษจากผู้เคยพบเห็นเรือ ค้นพบชิ้นไม้ ถ่ายรูปได้จาก

ที่สูง มากมาย เป็นที่เชื่อกันว่า อย่างน้อย ชิ้นส่วนที่ใหญ่ๆ ของเรือ น่าจะยังมีอยู่ อาจไม่ได้

อยู่ เทือกเขาสูงสุด แต่ที่ไหนซักแห่ง ซึ่งอยู่เหนือขึ้นไประดับหมื่นฟุต ภูเขานี้ปกคลุมด้วย

หิมะ และน้ำแข็งตลอดทั้งปี มีเพียงช่วงฤดูร้อนที่จะเข้าไปได้ บางคนก็เคยปีนและเดินขึ้นไป

ส่วนภาพที่เห็นนี้เป็นรูปถ่านจากกองทัพอวกาศในภารกิจการลาดตระเวน อากาศมรยอดเขา

อารารัตในปี 1949 ระหว่างตรุกีและโซเวียต พื้นที่ดังกล่าวอยู่ตรงมุมตะวันตกเฉียงเหนือของ

ที่ราบสูงด้านตะวันตกของภูเขา สูงขึ้นไป 15,500 ฟุต นอกจากนี้ยังมีภาพถ่ายสิ่งลึกลับที่

คาดว่าจะเป็นฝีมือคนอีกมากมายในปี 1956, 1973, 1976, 1990 และ 1992 โดยเป็นรูปถ่าย

จากเครื่องบิน ดาวเทียม การค้นหายังคงดำเนินต่อไป แม้จะยังไม่มีคนใด ที่ได้เห็นเรือลำนี้

ในปัจจุบันก็ตาม

 

 

000---000---000---000---000


 

Dyatlov Pass Incident

 

 

 

 

เนื้อหา http://www.mythland.org/v2/archiver/tid-949.html

Dyatlov Pass Incident เป็นคดีปริศนาเกี่ยวกับการตายของนักเล่นสกีหิมะ 9 คนที่

เสียชีวิตพร้อมกันอย่างลึกลับบนเทือกเขาดยัตลอฟ ในลักษณะที่แปลกประหลาด คือทั้ง

9 คนไม่มีร่องรอยขัดขืนหรือต่อสู้อย่างใดเลย ผิวหนังภายนอกไม่ปรากฏร่องรอยการถูก

ทำร้าย แต่ผู้เคราะห์ร้าย 2 ร่างกะโหลกศีรษะร้าว อีก 2 ร่างกระดูก ซี่โครงหัก โดยร่างหนึ่ง

ไม่มีลิ้น บนเสื้อผ้าของพวกเขาพบสารกัมมันตรังสีในปริมาณที่เข้มข้น นักนิติเวชและผู้เชียว

ชาญทั้งหลายไม่สามารถอธิบายสาเหตุที่เกิดขึ้นได้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 1959 ในช่องเขาดยัตลอฟ (Dyatlov) เทือก

เขาโคแลต สแยกหล์ (Kholat Syakhl) ประเทศรัสเซีย เป็นหนึ่งในปริศนาตลอดกาลที่ไม่

สามารถหาคำตอบได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุการเสียชีวิตพร้อมๆกันของนักเล่นสกีหิมะที่เชี่ยวชาญ

ปลายเดือนมกราคม 1959 อิกอร์ ดยัตลอฟ (Igor Dyatlov) วัย 23 ปี ชักชวนผู้หลงใหล

การเล่นสกีหิมะ 9 คน เป็นชาย 7 คน และหญิง 2 คน ประกอบไปด้วย

ซิไนด้า กอลโมโกโรวา (Zinaida Kolmogorova)

ลยุดมิลา ดูบินิน่า (Lyudmila Dubinina)

อเล็ก แซนเดอร์ โคลีวาตอฟ (Alexander Kolevatov)

รัสเตม สโลโบดิน (Rustem Slobodin)

ยูริ คริโวนิเชนโก้ (Yuri Krivonischenko)

ยูริ โดโรเชนโก้ (Yuri Doroshenko)

นิโคไล ทิบอกซ์บริจนอลลี (Nicolai Thibeaux-Brignolle)

อเล็กแซนเดอร์ โซโลทาเรฟ (Alexander Zolotarev)

และยูริ นูดิน (Yuri Yudin)

บุคคลทั้งหมดเป็นนักศึกษาสถาบันยูรัลโพลีเทคนิคอล พวกเขาออกสำรวจเส้นทางเล่น

สกีหิมะบนยอดเขาโอตอร์เทน (Otorten)

แม้ว่าการเดินทางขึ้นสู่เทือกเขาโอตอร์เทนในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์จะถูกจัดอันดับให้

เป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุด แต่ทีมนักเล่นสกีชุดนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญ ผ่านประสบการณ์การปีน

เทือกเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะมาแล้วหลายครั้ง



 

 

วันที่ 25 มกราคม 1959 ทีมนักเล่นสกีลงรถไฟ ที่เมืองอิฟเดล ก่อนจะต่อรถบรรทุกไป

ยังหมู่บ้านวิซไฮ ซึ่งเป็นหมู่บ้านสุดท้ายบนเส้นทางการสำรวจ และหลังจากนี้ ต่อไปพวก

เขาจะต้องเดินเท้าขึ้นยอดเขาไปตามลำพังโดยจะไม่ได้เห็นผู้คนไปตลอดทั้งเส้นทาง

วันที่ 28 มกราคม ยูริ ยูดิน เกิดป่วยกะทันหัน เขาจึงถูกบังคับให้เดินทางกลับ ทีมนักเล่นสกี

จึงเหลือเพียงแค่ 9 คน

เป็นระเบียบปฏิบัติสำหรับนักไต่เขาที่จะต้องระบุวันเดินทางกลับเอาไว้ เพื่อคนทางบ้านจะได้

ทราบกำหนดการ หากว่าพวกเขายังไม่กลับมาตามวันที่กำหนดจะได้ส่งทีมกู้ภัยไปช่วยเหลือ

ซึ่งการเดินทางครั้งนี้ อิกอร์กำหนดว่าจะส่งโทรเลขแจ้งเพื่อนฝูงเมื่อกลับลงมาจากเขาภาย

ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม เมื่อยูริ ยูดิน ป่วยต้องเดินทางกลับ อิกอร์ก็ถือโอกาส

เปลี่ยนแผนโดยบอกกับยูริว่าเขาอาจจะลงเขาช้ากว่ากำหนด 2-3 วัน

วันที่ 31 มกราคม ทีมนักเล่นสกีเดินทางถึงสุดเขตที่ราบสูง พวกเขาสร้างเพิงชั่วคราวเพื่อ

เก็บเสบียงและอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นสำหรับการปีนเขา โดยจะกลับมาเอาไปใช้สำหรับขาลง

วันรุ่งขึ้นคนทั้งหมดก็เริ่มภาระกิจการปีนเขาเพื่อเดินทางไปยังช่องเขา ที่เชื่อมต่อกับยอด

เขาโอตอร์เทน แต่สภาพอากาศที่เลวร้าย พายุหิมะทำให้ทีมนักเล่นสกีหลงทาง เฉไฉไป

ทางทิศตะวันตกและมุ่งขึ้นสู่เทือกเขาโคแลต สแยกหล์ ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า

“เทือกเขามรณะ”

อิกอร์ รู้ตัวว่ามาผิดทางก็เป็นเวลาเย็นแล้ว ทีมนักเล่นสกีจึงตัดสินใจกางเต็นท์พักแรมบน

เชิงเขาโคแลต สแยกหล์ การตัดสินใจครั้งนี้เป็นหนึ่งในปริศนาที่ทีมกู้ภัยไม่เข้าใจ เพราะ

ทีมนักเล่นสกีอยู่ห่างจากเขตป่าไม้เพียงแค่ 1.5 กม. พวกเขาน่าจะเดินย้อนกลับไปกาง

เต็นท์ในป่า ซึ่งปลอดภัยกว่าการกางเต็นท์ในที่โล่งท่ามกลางอุณหภูมิ -30 องศาเซลเซียส

เพื่อนบางคน พยายามหาเหตุผลเข้าข้างอิกอร์ โดยคิดว่าเขาอาจอยากทดสอบความ

แข็งแกร่งของทีม แต่การนำกิ่งไม้สดมาก่อกองไฟใน ขณะที่มีกิ่งไม้แห้งมากมายอยู่ใน

บริเวณนั้น ทำให้เกิดทฤษฎีว่าจะเป็นด้วยเหตุผลใดก็ตาม ณ เวลานั้นทีมนักเล่นสกีสูญเสีย

ประสาทการมองเห็น

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ เพื่อนร่วมสถาบันเริ่มเป็นห่วงทีมนักเล่นสกี เมื่ออิกอร์ไม่ติดต่อกลับมา

ตามกำหนดการ หากแต่ยูริ ยูดิน ให้ข้อมูลใหม่ว่าอิกอร์อาจจะกลับมาล่าช้ากว่ากำหนด

2-3 วัน

หลังจากที่ทนรอถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ เพื่อนๆก็มั่นใจว่ามีสิ่งปรกติเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

จึงแจ้งเรื่องไปยังหน่วยกู้ภัยให้ออกค้นหา โดยประกอบไปด้วยคณะอาจารย์และนักศึกษา

สถาบันยูรัลโพลีเทคนิคอล เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารส่งเครื่องบินเล็กและเฮลิคอปเตอร์

ออกสำรวจ

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ทีมกู้ภัยพบเต็นท์ร้างของทีมนักเล่นสกีบนเชิงเขาโคแลต สแยกหล์

สภาพเต็นท์ทุกหลังจมใต้กองหิมะ มีรอยถูกฉีกขาดจากด้านในจนยับเยิน ข้าวของเครื่องใช้

ยังอยู่ในเต็นท์ครบถ้วน แต่ไม่พบนักเล่นสกีแม้แต่คนเดียวในบริเวณนั้น มีเพียงรอยเท้ามุ่ง

ตรงไปยังเขตป่าไม้ ทีมกู้ภัยจึงแกะตามรอยเท้าไปเป็นระยะทางเกือบกิโลเมตรก็พบซาก

กองไฟและร่าง ของ ยูริ คริโวนิเชนโก้ กับยูริ โดโรเชนโก้ จมอยู่ใต้หิมะ

การหนีออกมานอนหนาวตายห่างจากเต็นท์ถึง 500 เมตรก็นับว่าประหลาดมากอยู่แล้ว

แต่สภาพศพของคนทั้งสองที่นุ่งเพียงชุดชั้นในไม่สวมรองเท้ายิ่งทำให้แปลกประหลาดมาก

ยิ่งขึ้นไปอีก รอยหักของกิ่งสนสูง 5 เมตร ที่อยู่ใกล้ๆกองไฟทำให้เชื่อได้ว่าใครคนใดคน

หนึ่งปีนขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อมอง หาอะไรสักอย่าง

เมื่อสำรวจบริเวณโดยรอบ ก็พบร่างของอิกอร์ ดยัตลอฟ, ซิไนด้า กอลโมโกโรวา, และรัสเตม

สโลโบดิน ดูเหมือนว่าทั้งสามคนกำลังเดินทางกลับเต็นท์เพราะทนความหนาวเย็นไม่ไหว

แต่ไม่มีร่องรอยของคนที่เหลืออยู่ในบริเวณนั้น การชันสูตรไม่พบร่องรอยบาดแผลใดๆ บน

ร่างกาย จึงลงความเห็นว่าผู้เคราะห์ร้ายทั้ง 5 คน เสียชีวิตจากภาวะร่างกายสูญเสียความร้อน

(Hypothermia) แม้ว่ารัสเตม สโลโบดิน จะมีรอยร้าวเล็กๆที่กะโหลกศีรษะแต่มันไม่รุนแรง

ถึงขั้นทำให้เสียชีวิต





หลังจากนั้นอีก 2 เดือน วันที่ 4 พฤษภาคม ทีมกู้ภัยก็พบร่างที่เหลือของทีมนักเล่นสกีจม

อยู่ใต้กองหิมะหนา 4 เมตรลึกเข้าไปในป่า ทุกศพไม่มีร่องรอยบาดแผลใดๆบนร่างกาย

เหมือน 5 ศพแรกที่พบ

อเล็กแซนเดอร์ โคลีวาตอฟ เสียชีวิตจากร่างกายบอบช้ำภายในอย่างรุนแรง

นิโคไล ทิบอกซ์บริจนอลลี กะโหลกศีรษะร้าว

อเล็กแซนเดอร์ โซโลทาเรฟ และลยุดมิลา ดูบินิน่า ซี่โครงหักหลายแห่ง

ซึ่งแพทย์ให้ความเห็นว่าบาดแผลดังกล่าวเกิดจากการถูกกระแทกอย่างรุนแรงโดย

เฉียบพลันเท่านั้น เช่น การถูกรถยนต์วิ่งด้วยความเร็วสูงพุ่งเข้าชน ยิ่งน่าประหลาดมาก

ที่สุดเมื่อพบว่าลิ้นของลยุดมิลาหายไป

4 ศพสุดท้ายที่พบล้วนแล้ว แต่แต่งกายในชุดป้องกันความหนาวอย่างถูกต้องกับ

สภาพอากาศ อเล็กแซนเดอร์ โซโลทาเรฟ สวมเสื้อกันหนาวและหมวกของลยุดมิลา

ดูบินิน่า ในขณะที่ลยุดมิลาพันเท้าด้วยเศษผ้าจากกางเกงของยูริ คริโวนิเชนโก้

จากหลักฐานนี้ทำให้เชื่อว่าพวกเขาพยายามต่อสู้กับสภาพอากาศที่หนาวเย็นด้วย

การนำเสื้อผ้าของผู้ที่เสียชีวิตก่อนมาสวมใส่ แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครชนะสภาพอากาศ

ที่ทารุนโหดร้ายไปได้

สภาพอวัยวะภายในที่เหมือนถูกของแข็งกระแทกอย่างรุนแรง จนแตกหักโดยไม่มีบาดแผล

ภายนอกร่างกายให้เห็นแม้แต่น้อยก็นับว่าเป็นปริศนามากพอดูอยู่แล้ว แต่หลังจากตรวจ

สอบเสื้อผ้าของผู้เสียชีวิตพบว่า มีการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีเข้มข้นก็ยิ่งทำให้คดีนี้เป็น

ปริศนามากยิ่ง ขึ้นไปอีก

จากการสืบสวนของตำรวจไม่พบว่ามีทีมนักไต่เขาทีมอื่นในช่วงเวลานั้น ไม่มีบ้านเรือนผู้คน

อาศัยอยู่ หรือร่องรอยของสัตว์ร้ายในบริเวณนั้น ไม่พบสิ่งผิดปรกติใดๆทั้งสิ้น ทีมนักเล่นสกี

ทั้ง 9 คนอยู่บนเทือกเขามรณะโดยลำพัง แต่อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาละทิ้งเต็นท์ที่

พักออกมานอนหนาวตายในกองหิมะ

สมุดบันทึกการเดินทางและภาพถ่าย ตั้งแต่วันเริ่มออกเดินทางจนถึงเย็นวันที่ 2 กุมภาพันธ์

ก็ไม่แสดงถึงสิ่งผิดปรกติใดๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนั้นจะต้องเกิดขึ้นโดยทันทีทันใด

อย่างที่ไม่มีใคร คาดคิดมาก่อน

สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่บนเชิงเขามรณะคือ อนุสาวรีย์ของนักเล่นสกีและชื่อสถานที่ที่ถูกเรียกว่า

“ช่องเขาดยัต ลอฟ” ตามนามสกุลของอิกอร์ ดยัตลอฟ หัวหน้าคณะทีมสำรวจ

มี 2 ทฤษฎีพอจะอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเทือกเขามรณะในคืนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ได้

ระดับหนึ่ง ทฤษฎีแรกคือเกิดหิมะถล่มลงมาทับเต็นท์ที่พักของนักเล่นสกี ซึ่งเป็นเหตุผลว่า

ทำไมเต็นท์จึงจมอยู่ใต้กองหิมะ นักเล่นสกีใช้ของมีคมกรีดเต็นท์ เพื่อหาทางออกซึ่งเป็น

เหตุผลว่าทำไมเต็นท์จึงอยู่ในสภาพยับเยิน

 แรงกระแทกของก้อนหิมะอาจส่งผลให้นักเล่นสกีบางคนได้รับบาดเจ็บกะโหลกศีรษะร้าว

และบางคนซี่โครงหัก นักเล่นสกีเกรงว่าหิมะอาจจะถล่มซ้ำลงมาอีก จึงตัดสินใจหนีออกห่าง

จากเต็นท์ที่พัก เหลือเพียงเรื่องเดียวที่ไม่สามารถอธิบายได้คือสารกัมมันตรังสีเข้มข้นจาก

เสื้อผ้าของผู้เสียชีวิตมาจากไหน

 

อีกทฤษฎีคือ นักเล่นสกีกางเต็นท์ในเขตทดลองอาวุธลับของทหาร ในคืนวันที่ 2 กุมภาพันธ์

นักเล่นสกีอีกชุดหนึ่งซึ่งออกเดินทางขึ้นเขาห่างจากทีมของผู้เสียชีวิตไปทางตอนใต้ราว 50 กม.

อ้างว่าพวกเขาเห็นลูกไฟทรงกลมสีส้มขนาดใหญ่ลอยอยู่บริเวณใกล้เคียงกับจุดที่ พบผู้

เสียชีวิต  ทีมนักเล่นสกีอาจจะออกจากเต็นท์ ที่พักเพื่อดูลูกไฟประหลาด และทันใดนั้นก็เกิด

การระเบิดขึ้น แรงกระแทกจากการระเบิดทำให้นักเล่นสกีบางคนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งทฤษฎีนี้

สามารถอธิบายเรื่องสารกัมมันตรังสีเข้มข้นบนเสื้อผ้าของนักเล่นสกีได้ หากแต่ไม่มีร่องรอย

การระเบิดในบริเวณที่เกิดเหตุ และพยานที่อ้างว่าเห็นลูกไฟประหลาดก็ไม่เห็นการระเบิด

และที่สำคัญที่สุดคือ ณ เวลานั้นยังไม่มีการสร้างสถานีทดลองอาวุธทางทหารในบริเวณนั้น

แต่ถ้ามีการทดลองอาวุธลับจริงมันก็ยังคงถูกปิดเป็นความลับอยู่จนถึงทุกวันนี้

 

…
…
Credit :  http://atcloud.com/stories/84796
อ่านต่อ : http://writer.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=650526&chapter=213#ixzz18v1wDMb7

โดย พฤจิกา

 

กลับไปที่ www.oknation.net