วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โขงสองฝั่ง (๓๓) ฉากชัยชนะเหนืออินโดจีนของขบวนต่อสู้เพื่อเอกราช


เขมรแดง (Khmer Rouge) เป็นนามที่สมเด็จพระเจ้านโรดมสีหนุทรงเรียกขานขบวนการคอมมิวนิสต์เขมรในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ ๑๙๖๐ ซึ่งนามจริงของพวกเขาคือพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา (The Communist Party of Kampuchea: CPK) ซึ่งสามารถทำการปลดปล่อยกำพูชา และสร้างรัฐกำพูชาประชาธิปไตยขึ้นเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ปี ๑๙๗๕ (๒๕๑๘)

รถถังของกองกำลังปลดปล่อยเวียดนามใต้ บุกทะลวงเข้ายึดทำเนียบประธานาธิบดี

หลังจากนั้นไม่กี่วัน คือเช้าตรู่วันที่ ๑ พฤษภาคม ปีเดียวกัน ที่ศูนย์กลางอำนาจรัฐเวียดนามใต้ “..รถถัง ๒ คันของกองทัพประชาชนเวียดนาม บุกพังประตูเหล็กทำเนียบเอกราชของประธานาธิบดี นายทหารยศร้อยเอกผู้บังคับการรบรถถังกระโดดลงจากรถ วิ่งตรงไปยังห้องโถงชั้นล่างของทำเนียบ ณ ที่นั้น นายพลเยืองวันมิงห์รอคอยเพื่อเจรจาสงบศึก ผู้บังคับการรบรถถังแจ้งว่าไม่เกี่ยวกับการสงบศึก แต่เป็นการยอมจำนนโดยปราศจากเงื่อนไข พร้อมสั่งให้บิ๊กมิงห์ออกวิทยุกระจายเสียงให้ทหารเวียดนามใต้ทั้งหมดวางอาวุธทันที

ธงชาติเวียดนามพื้นสีแดงมีดาวทองตรงกลาง กับธงแนวร่วมปลดปล่อยเวียดนามใต้ พื้นบนสีแดงพื้นล่างสีน้ำเงินมีดาวทองอยู่ตรงกลาง ได้รับการเชิญขึ้นสู่ยอดตึกทำเนียบประธานาธิบดี

นาทีสุดท้ายของการอพยพผู้คนออกจากสถานทูตอเมริกันในเวียดนามใต้

วินาทีนั้น เวียดนามใต้ได้รับการปลดปล่อย และประเทศรวมเป็นเอกภาพ..”[1]

ในปีเดียวกันนั้น ๒ ธันวาคม ๒๕๑๘ พรรคประชาชนปฏิวัติลาว และแนวลาวรักชาติ ก็มีชัยเหนือกลุ่มรัฐบาลหุ่นจักรวรรดินิยมอเมริกา และสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (ส.ป.ป. ลาว) ขึ้นอย่างสง่างาม

จากประวัติศาสตร์ เราสามารถมองเห็นสายสัมพันธ์ของขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชของประชาชนในอนุภาคอุษาคเนย์ รวมทั้งในประเทศไทย ซึ่งมีร่องรอยการปรากฏตัวของเหวียนอ๋วยก๊วก[2] เมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิแห่งปี ค.ศ.๑๙๒๘ (๒๔๗๑) เขาได้โดยสารเรือเดินสมุทรออกจากเมืองท่าเยนัวในประเทศอิตาลี ในฐานะผู้โดยสารมีระดับ แตกต่างจากครั้งที่ท่านเดินทางออกจากเวียดนามเมื่อ ๑๗ ปีก่อนหน้านั้น ซึ่งต้องทำงานเป็นผู้ช่วยคนครัวในเรือเดินสมุทร

คราวนี้ท่านวางมาดเป็นพ่อค้าจีนโพ้นทะเลในนามมิสเตอร์ไล พื้นเพชาวกวางตุ้ง เนื่องจากท่านถนัดภาษาจีนกวางตุ้งในสมัยที่ปฏิบัติงานในจีน ท่านขึ้นบกที่สิงคโปร์ มีหน่วยงาน (พรรคคอมมิวนิสต์จีน) หนานหยางให้การดูแลต้อนรับ ก่อนออกเดินทางสู่เมืองบางกอกแห่งกรุงสยาม เพราะเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าเทียบท่าบางกอกได้ ต้องเดินทางต่อด้วยเรือขนาดเล็ก หน่วยพรรคหนานหยางจัดให้ท่านแต่งกายให้ดูสมฐานะพ่อค้าจีนจากโพ้นทะเลผู้มั่งคั่งวัย ๓๐ เศษๆ

“..เรือเดินทางถึงกรุงเทพฯ ในกลางปี ๑๙๒๘ (๒๔๗๑) เข้าเทียบท่าเรือบีไอ ขณะนั้นยังไม่มีการสร้างท่าเรือคลองเตย สำหรับท่าเรือบีไอนั้นเป็นท่าเรือเก่าแก่แห่งแรกของกรุงสยามที่ทางบริษัทต่างชาติในยุโรป เช่นอีสเอเชียติ๊คแห่งเดนมาร์ก บอมเบย์เบอร์ม่า และหลุยทีเลียวโนเวนส์ของอังกฤษ ได้ใช้ในการขนส่งสินค้าประเภทไม้สักที่ได้รับสัมปทานจากทางภาคเหนือของสยาม และข้าวจากภาคกลางเป็นสินค้าส่งออก และนำสินค้าจากยุโรปเข้ามาจำหน่ายเช่นกัน..”[3]

เมื่อขึ้นบกที่กรุงเทพฯ ท่านได้ติดต่อกับชาวเวียดนามและชาวจีนในสายจัดตั้งของพรรคคอมมิวนิสต์จีน จากกรุงเทพฯ ท่านเดินทางขึ้นไปยังบ้านป่ามะคาบ ตำบลบ้านดง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ซึ่งที่นั่นมีชาวเวียดนามผู้รักชาติอาศัยอยู่หลายครอบครัว ผู้รักชาติเหล่านั้นล้วนเคยอยู่ในขบวนการต่อต้านลัทธิล่าเมืองขึ้นฝรั่งเศสและยึดครองเวียดนาม

ลูกหลานคนเชื้อสายเวียดนามที่บ้านป่ามะคาบบางคนได้เข้าร่วมงานกับขบวนการเสรีไทยสายนายเตียง ศิริขันธ์ แกนนำเสรีไทยภาคอีสาน แล้วเข้าไปช่วยงานกอบกู้เอกราชลาว จนเข้าสู่ระบบจัดตั้งของพรรคประชาชานปฏิวัติลาว ร่วมรบในกองกำลังผสมเวียดนาม-ลาว ที่มีเสด็จเจ้าสุภานุวงและนายพลสิงกะโปเป็นผู้บัญชาการ และภายหลังเมื่อได้รับชัยชนะ สถาปนา ส.ป.ป.ลาวขึ้นแล้ว ท่านผู้รับได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญในรัฐบาล ส.ป.ป.ลาวด้วย

บางคนถูกจับกุมคุมขังในข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ในสมัยเผด็จการสฤษดิ์-ถนอม จนมีโอกาสได้รับการอบรมบ่มเพาะในขบวนพรรคคอมมิวนิสต์ไทยในคุกลาดยาว และเมื่อออกจากคุกได้เข้าสู่เขตป่าเขา ต่อมาได้ขึ้นสู่สายการจัดตั้งของพรรคคอมมิวนิสต์ไทยในระดับสูง เป็นต้น

ในส่วนของพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา (The Communist Party of Kampuchea: CPK) มีบุคคลสำคัญของพรรคบางคน มีสายสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) คือนวน เจีย (Nuon Chea) รองเลขาธิการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา และประธานรัฐสภาในระบอบกัมพูชาประชาธิปไตย (Democratic Kampuchea 1975-1979)

นวน เจีย เกิดเมื่อปี ๑๙๒๖ (๒๔๖๙) ที่จังหวัดพระตะบอง ปี ๑๙๔๒ (๒๔๘๕) เขาเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๘ ในสมัยนั้น) ขณะพักอาศัยอยู่ที่วัดเบญจมบพิตร แล้วเข้าเรียนต่อที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเข้าร่วมงานใต้ดินกับ พคท.

เขาเดินทางกลับกัมพูชาในปี ๑๙๕๐ (๒๔๙๓) และเข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน ได้รับการศึกษาอบรมที่เมืองฮานอย เวียดนามเหนือเมื่อปี ๑๙๕๔ (๒๔๙๗) และเดินทางกลับในปีต่อมา ได้รับเลือกตั้งเป็นรองเลขาธิการพรรคแรงงานกัมพูชา (WPK) ในปี ๑๙๖๐ (๒๕๐๓)[4]

จากนี้จะเห็นว่าเบื้องหลังฉากชัยชนะเหนืออินโดจีนของขบวนต่อสู้เพื่อเอกราชของประชาติต่างๆ ในอินโดจีน[5] มีเครือข่ายโยงใยถึงกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่มีข้อสังเกตว่าแนวคิดเรื่อง “สหพันธ์อินโดจีน” ที่มีมาตั้งแต่สมัยการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน กลับไม่ประสบผลสำเร็จดังคิด ขณะที่สหภาพยุโรป (Europe Union: EU) กลับปรากฏเป็นจริงขึ้นก่อน

เรื่องนี้จักได้พินิจพิเคราะห์กันอีกทีในเรื่องที่ว่าด้วยประชาคมอาเชี่ยน (Asian Community) ในโอกาสต่อไป



[1] ศุขปรีดา พนมยงค์, ชีวประวัติผู้นำการต่อสู้กู้เอกราชเวียดนาม โฮจิมินห์ เทพเจ้าผู้ยังมีลมหายใจ, สำนักพิมพ์มิ่งมิตร พิมพ์ครั้งที่ 4 เดือนกันยายน 2553, กรุงเทพมหานคร.

[2] ต่อมาเป็นที่รู้จักทั่วไปในนาม “โฮจิมินห์”

[3] อ้างแล้ว, หน้า 55

[4] Documentation Center of Cambodia 2007, A HISTORY OF DEMOCRATIC KAMPUCHEA (1975-1979), 2007

[5]  ยกเว้นกรณี พคท.ในไทย ที่ไม่ประสบความสำเร็จในสงครามประชาชาติประชาธิปไตยที่ดำเนินการมายาวนาน พร้อมๆ กับลาว เวียดนาม และกัมพูชา

โดย สมคิด_สิงสง

 

กลับไปที่ www.oknation.net