วันที่ อาทิตย์ ธันวาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โขงสองฝั่ง (๓๔) ภัยมาถึงตัวมัวแต่รักบ้านเกิด


ผมเองในสมัยที่เป็นเด็กมหาวิทยาลัยเวลานั้น ยังไม่ประสีประสากับข่าวคราวความเป็นไปในประเทศเพื่อนบ้านสักเท่าใดนัก แม้แต่เรื่องของ พคท. หรือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่มีการเคลื่อนไหวอยู่แถวเทือกภูพานก็ได้ยินได้ฟังในลักษณะข่าวโคมลอยมากกว่า

มีอยู่ครั้งหนึ่ง พวกผมไปออกค่ายอาสาพัฒนากันที่บ้านต้าย อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เริ่มได้ยินพวก อส. (อาสาสมัครที่ทำหน้าที่สู้รบแบบทหาร แต่สังกัดกรมการปกครอง) พูดถึงคำว่า “ผีกินคน”

แรกๆ ก็ไม่เข้าใจว่ามันหมายถึงผีจำพวกไหน ต่อมาจึงรู้ว่าเป็นรหัสลับที่เขาใช้ในเวลาติดต่อสื่อสารกันทางวิทยุสื่อสาร 

ผีกินคน คือตัวย่อของ ผกค.ที่หมายถึงผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์นั่นเอง! 

ฝ่ายบ้านเมืองเรียกพวกเขาว่า “ผู้ก่อการร้าย” แต่พวกเขาเรียกตัวเองว่า พลพรรค กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย เป็นกองกำลังติดอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือ พคท.

ผมยังจำได้ดี... ราวปี พ..๒๕๑๔ กรมทางหลวงกำลังลงมือก่อสร้างทางลาดยาง สายที่เชื่อมระหว่างอำเภอมัญจาคีรีไปที่ช่องสามหมอเพื่อเชื่อมจังหวัดขอนแก่นต่อกับจังหวัดชัยภูมิ

เส้นทางนี้จะผ่านไปทางตำบลบ้านเกิดของผม ทำให้พวกเรามีความตื่นตัวในเรื่องถนนหนทางเป็นอันมาก 

ผมอาศัยความเป็นนักศึกษาอาสาพัฒนาชนบท ไปตีสนิทกับนายช่างผู้ควบคุมการสร้างทางสายนั้น แล้วก็ชักชวนชาวบ้าน โดยเฉพาะคนรุ่นหนุ่มสาวในเวลานั้น จัดตั้งกลุ่มเยาวชนขึ้นเพื่อเตรียมการสำหรับการตัดถนนเชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้านกับถนนใหญ่ที่ทางการกรมทางหลวงกำลังสร้างเป็นทางลาดยางอยู่ 

จึงเกิดกลุ่มเยาวชนซับแดง กลุ่มเยาวชนนาตับเต่า กลุ่มเยาวชนหินตั้ง กลุ่มเยาวชนหนองหญ้าปล้อง เป็นต้น 

หมู่บ้านต่างๆ เหล่านี้ เมื่อก่อนขึ้นตำบลโพธิ์ไชย อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น 

เมื่อมีการประชุมตระเตรียมความพร้อมกันพอสมควรแล้ว เราเริ่มต้นด้วยการขุดสระเก็บน้ำที่วัดบ้านซับแดง แล้วก็ตัดถนนจากเส้นทางที่กำลังจะเป็นทางลาดยาง เข้าบ้านนาตับเต่า บ้านหินตั้ง และบ้านหนองหญ้าปล้อง... ใช้เวลาเพียงวันสองวันก็สามารถตัดถนนได้ความยาวรวมกันกว่า ๑๐ กิโลเมตร

ด้วยการร่วมแรงร่วมใจกันของชาวบ้าน และมีเครื่องมือกลของหน่วยสร้างทางลาดยางให้การสนับสนุนตามสมควร 

พวกเราที่เป็นเยาวชนหนุ่มสาว ถือว่าเป็นกำลังหลัก 

พวกพ่อแก่แม่เฒ่า หาบขนเสบียงอาหารไปเลี้ยงดูกันในระหว่างการ “ลงแขก” เอาแรงกันเป็นที่สนุกสนาน

ลงแขกคราวนั้นไม่ใช่ลงแขกเกี่ยวข้าวหรือดำนา... แต่เป็นการลงแขกตัดถนนหนทาง เพื่อเปิดช่องทางการคมนาคมจากหมู่บ้านที่อยู่ลี้ลับไกลปืนเที่ยง ออกสู่เส้นทางสายหลักคือถนนลาดยาง

โดยที่ไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการแม้แต่บาทเดียว 

เหตุจากเรื่องนี้ แทนที่จะเป็นผลดีกับผม กลับนำภัยมาสู่... เรื่องนี้ผมจะเล่าให้ฟังโดยลำดับ

คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ! 

ในสายตาของผู้ปกครองบ้านเมืองแล้ว พวกผมคงจะเป็นได้แค่เด็กอมมือ แต่ผลงานของเด็กอมมือเหล่านี้กลับเป็นอุบัติการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ที่เปลี่ยนแปลงสภาพการสัญจรไปมาระหว่างหมู่บ้าน ที่เมื่อก่อนมีแต่ทางเดินเท้าที่คดเคี้ยวเลี้ยวลดไปตามป่า หรืออย่างดีก็เป็นทางเกวียนที่ลัดเลาะไปตามหัวไร่ปลายนา 

ผลงานของเด็กอมมืออย่างพวกผมทำความอับอายขายหน้าให้แก่ผู้ปกครองบ้านเมืองระดับท้องที่ในเวลานั้น จึงมีการรายงานลับไปยังที่ว่าการอำเภอ...

“สงสัยจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ...”

หรือพูดง่ายๆ คืออาจมีพวกผีกินคนหนุนหลัง ว่างั้นเถอะ! 

อำเภอระบายสีต่อไปจังหวัด จังหวัดระบายสีต่อจนถึงกระทรวงมหาดไทย 

ผมรู้ได้ยังไง เดี๋ยวผมจะขยายความ...

เอาเป็นว่าแรกๆ ก็ไม่ระแคะระคายดอกครับ ยังนึกว่าทุกคนเขายินดีปรีดากับผลงานอันเกิดจากการรวมแรงรวมใจของพวกเรา 

จึงวางแผนจัดงานชุมนุมเยาวชนระดับตำบลกันขึ้น 

คือกลุ่มเยาวชนหมู่บ้านต่างๆ เป็นเจ้าภาพร่วมกัน จัดมวยการกุศลขึ้นที่บ้านมูลนาค ซึ่งเป็นหมู่บ้านใหญ่ที่สุดในตำบล โดยที่หวังไว้ว่าจะมีคนเข้าร่วมอย่างล้นหลาม คงรวบรวมทุนรอนจากการขายบัตรผ่านประตูเข้าดูมวย เพื่อเป็นทุนตั้งต้นให้แก่กลุ่มเยาวชนระดับตำบล 

ผลปรากฏว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า! 

มารู้ภายหลังว่ามีการปล่อยข่าวว่างานนี้จะมีระเบิดลง พวกที่มากับสมคิดเป็นลาวบ้างล่ะ เป็นแกวบ้างล่ะ แถมยังจะมีพวก ผกค. มาในงานนี้ด้วย

ผมผิดหวังมาก วิ่งลงกรุงเทพฯ เอาเรื่องทั้งหมดไปเล่าให้พรรคพวกที่เป็นนักศึกษาอาสาพัฒนาชนบทด้วยกันฟัง 

“พวกมึงไม่รู้อะไร ไอ้คิดน่ะเขาหมายหัวมันแล้ว 

พี่ชายเพื่อนผมคนหนึ่งว่า เวลานั้นเขาเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ในกรมแรงงาน กระทรวงมหาดไทย และเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ กอ.ปค. ด้วย

กอ.ปค. คือกองอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งสมัยนั้นมีกฎหมายว่าด้วยเรื่องนี้ใช้บังคับอยู่ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น กอ.รมน. หรือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน โดยที่มีหน่วยข่าวกรอง หรือซีไอเอของสหรัฐอเมริกาหนุนหลังอยู่

จิตใจรักบ้านเกิดนำภัยมาให้ผมจนได้... นี่เป็นความผิดหวังซ้ำสอง ผิดหวังแรกคืออุปสรรคการเรียนที่เกิดจากความขาดแคลน 

จากหนุ่มนักศึกษาที่อยู่ในระเบียบวินัยอันเคร่งครัดของสถานศึกษา ผมกลายเป็นฮิบปี้ ๕ ย. คือพวกผมยาว ใส่รองเท้าแตะยางรถยนต์ สะพายย่าม นุ่งกางเกงยีน...

ความจริงผมอยู่ในวงการพรรคการเมืองเมืองไทยมาตั้งแต่เริ่มเป็นนักศึกษา 

หลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ..๒๕๑๑ ที่ใช้เวลาร่างยาวนานถึง ๑๐ ปี ๓ เดือน ๒๐ วัน ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มาจนถึง สมัยจอมพลถนอม กิตติขจร

จอมพลถนอม กิตติขจร

มีการเลือกตั้งทั่วไปในปี ๒๕๑๒ อันเป็นปีที่ผมเป็นนักศึกษาปีแรก ที่จะต้องดิ้นรนหางานทำเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองพร้อมกับเรียนหนังสือไปด้วย 

ก่อนหน้านั้น ชีวิตในกรุงเทพฯ ผมอยู่อาศัยกับญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เป็นน้าชาย (น้องชายแม่ผม) รับราชการครูอยู่ที่โรงเรียนวัดน้อยใน อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อย

ผมจบ มศ.๓ ที่โรงเรียนวัดน้อยใน ไปต่อ มศ.๔-๕ ที่โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม จบ มศ.๕ รุ่นข้อสอบรั่ว เพื่อนร่วมรุ่นที่จำได้มีคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นต้น

น้าชายผมมีเพื่อนร่วมรุ่นสมัยเรียน ม.๘ ที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ ชื่อปรีชา สามัคคีธรรม เป็นนักหนังสือพิมพ์

ผมไปรู้จักพี่ปรีชาตามคำแนะนำของน้าชาย ปรากฏว่าเวลานั้นพี่ปรีชาทำหนังสือพิมพ์ “เพชรไทย” รายสัปดาห์ให้กับพรรคแนวประชาธิปไตย ที่มี ดร.ไพฑูรย์ เครือแก้ว ณ ลำพูน เป็นหัวหน้าพรรค

ในกองบรรณาธิการ “เพชรไทย” มีประจวบ ไชยสาส์น ด้วยคนหนึ่ง

ปี ๒๕๑๒ พรรคแนวประชาธิปไตยมี ส..๗ คน ในขณะที่มี ส..ที่ไม่สังกัดพรรค อยู่ ๗๒ ที่นั่ง จากจำนวน ส..ในสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด ๒๑๙ คน

นอกจาก ส..ของพรรค ๗ คนแล้ว มี ส..ที่ไม่สังกัดพรรคแวะเวียนไปมาหาสู่ที่ทำการพรรคแนวประชาธิปไตยอยู่มากหน้าหลายตา โดยเฉพาะอนันต์ ภักดิ์ประไพ ส.. หนุ่มโสดจากพิษณุโลก ๑ ใน ๓ ส..หนุ่มที่สุดของสภาฯ ชุดนั้นที่เข้าสู่สภาหินอ่อนด้วยวัย ๓๐ ปี มีชวน หลีกภัย อุทัย พิมพ์ใจชน และอนันต์ ภักดิ์ประไพ

คุณอนันต์เป็น ส..หนุ่มช่างกล ผมจึงอาสาเข้าช่วยงานด้านเอกสาร เพราะตอนนั้นพี่อนันต์แกเคยเป็นช่างมา ไม่ถนัดกับงานหนังสือหนังหาสักเท่าไหร่ ผมเป็นนักศึกษาวารสารศาสตร์ มธ. เลยได้รับใช้ใกล้ชิดพี่อนันต์

ปี ๒๕๑๔ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคสหประชาไทย ทำรัฐประหารยึดอำนาจตัวเอง หลังจากที่ดูด ส..ที่ไม่สังกัดพรรคเข้าสหประชาไทยไปจำนวนไม่น้อย คือเมื่อปี ๒๕๑๒ พรรคสหประชาไทยมี ๗๕ ที่นั่ง แต่ปี ๒๕๑๔ มีถึง ๑๒๕ ที่นั่ง เกินครึ่งของที่นั่งทั้งหมด ๒๑๙ ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร

(ซ้าย) จอมพลถนอม กิตติขจร (ขวา) จอมพลประภาส จารุเสถียร 

ขอเล่าแถมไว้ตรงนี้สักนิด 

ในตอนที่จอมพลถนอมทำรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐบาลตัวเองเมื่อปลายปี ๒๕๑๔ นั้น มีอดีต ส.. ๓ ท่านยื่นฟ้องคดีอาญา กล่าวหาว่าจอมพลถนอมฉีกรัฐธรรมนูญและล้มเลิกสภาฯ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั่วประเทศ ล้มรัฐบาลที่มีอยู่แล้วโดยชอบด้วยกฎหมาย

.. ๓ ท่านนั้นคือนายอุทัย พิมพ์ใจชน ส..ชลบุรี นายอนันต์ ภักดิ์ประไพ ส.. พิษณุโลก ในวัย ๓๐ ต้นๆ และนายบุญเกิด หิรัญคำ ส..ชัยภูมิ

ผมได้รับมอบหมายจากพี่อนันต์ให้ถือคำฟ้องไปที่ศาลอาญา หลังจากนั้นจึงหลบไปฟังข่าวอยู่จังหวัดชัยนาท (ที่มูลนิธิบูรณะชนบทฯ) รุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์รายวันพาดหัวตัวไม้ทุกฉบับว่าอดีต ส..ทั้งสามถูกจับและนำไปคุมขังไว้คุกลาดยาวบางเขน

แล้วเราไม่ได้พบกันอีกเลยจนหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ 

โดย สมคิด_สิงสง

 

กลับไปที่ www.oknation.net