วันที่ จันทร์ ธันวาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โขงสองฝั่ง (๓๕) “๑๔ ตุลา ๒๕๑๖” วันที่นกพิราบอาบเลือดหลั่ง


                  ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖        วันที่นกพิราบอาบเลือดหลั่ง

          วันที่ทวยประชาไทยสำแดงกำลัง      “เผด็จการบ้าคลั่งจงหลีกไป”

                   ลุ ๑๔ ตุลา มาปีนี้      ผ่านไป ๓๒ ปี ดิถีใหม่

          “๑๔ ตุลา วันประชาธิปไตย”   ถึงวันนี้ยิ่งใหญ่แต่ในนาม

                   ไหนอำนาจมวลชนคนแสนล้าน        ในนามผู้ก่อการขอทวงถาม

          เจตนาฯ วันนั้นอันงดงาม                ใยเสื่อมทรามอดสูดูมืดมน

                   วันนี้... วันที่เงินคืออำนาจ     ทรราชแปลงร่างมาตีปล้น

          ตื่นเถิดใครที่มีศักดิ์ศรีคน                 อย่าอับจนปัญญาบ้าใบ้กิน

                   จิตวิญญาณ ๑๔ ตุลา ลุกขึ้นเถิด       เงินมิได้ล้ำเลิศทุกสิ่งสิ้น

          ข้าวและน้ำปูปลามาจากดิน    คือทรัพย์สินจริงแท้อย่าแชเชือน

                   ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖        วันที่นกพิราบอาบเลือดเปื้อน

          มาวันนี้ต้องบอกตอกย้ำเตือน วีรภาพผองเพื่อนเดือนตุลา

                   ใครที่ขายวิญญาณการต่อสู้    ใครที่เกินสุดกู่ จงรู้ว่า...

          ใครที่เขายืนหยัดชัดเจนมา              ยังจะชูบูชาสิ่งชอบธรรม

                                                (ยังจะชูบูชาความเป็นธรรม)

                   ลุ ๑๔ ตุลา มายุคนี้    คือยุคที่ต้องทวนทบทุกเช้าค่ำ

          ทรราชยุคใหม่ยิ่งระยำ           อาวุธเงินครอบงำจนงมงาย

                   มาเถิดผองเพื่อนเดือนตุลา     อย่ารอช้าจัดขบวนด่วนก่อนสาย

          ตื่นขึ้นเถิดประชาไทยทั้งหญิงชาย      สร้างตำนานมุ่งหมายด้วยมือเรา

                                                (สร้างตำนานมุ่งหมายหน้าใหม่เอยฯ)

          ผมเขียนบทกวีชิ้นนี้เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๘ ใช้ชื่อว่า “๑๔ ตุลาตำนาน” นำขึ้นอ่านบนเวทีรำลึก ๓๒ ปี ๑๔ ตุลาที่ขอนแก่นในวันนั้น นำมาอ่านซ้ำอีกครั้งบนเวทีคอนเสิร์ต รำลึก ๓๒ ปี ๑๔ ตุลาประชาธิปไตย ๔๘ ที่อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ และตีพิมพ์ในคอลัมน์กวีทรรศน์ เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ ๑๔ ฉบับที่ ๖๙๙ วันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๔๘

          ถ้านับถึงเดือนตุลาปีนี้ (๒๕๕๓) เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาผ่านมา ๓๗ ปีแล้ว ย้อนหลังกลับไปในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ผมยังมี ชื่ออยู่ในทะเบียนนักศึกษาคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลขทะเบียน ๒๑/-/๑๒ แต่ค่อนข้างจะห่างเหินห้องเรียน กิจกรรมส่วนใหญ่ใน เวลานั้นจะอยู่นอกรั้วมหาวิทยาลัย

          อยู่ในแวดวงนักเขียนนักหนังสือพิมพ์บ้าง หรือไม่ก็อยู่ในแวดวงการเมือง และกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนา

          ผมเริ่มมีงานเขียนรวมเล่ม...

          เกิดจากการเดินทางไปสัมผัสพบเห็นสถานที่ต่างๆ และพบ ปะผู้คนมากหน้าหลายตายิ่งขึ้น มันเหมือนกับได้ปลดปล่อยตัวเองออกจากรั้วรอบขอบชิดของสถาบันที่จำเจ

          มันทำให้รู้ว่าชีวิตไม่ใช่ภาพขาวดำเหมือนอย่างที่เข้าใจ แต่เป็นความหลากหลายรสชาติและสีสัน

          จึงมีการนำเอาบทบันทึกที่กระจัดกระจาย มารวมพิมพ์ในเล่มเดียวกัน ชื่อว่า “วรรณกรรมร่วมสมัย - มโหรีแห่งชีวิตอิสระ” โดยที่คิดแต่เพียงต้องการมีพ็อกเก็ตบุ๊คของตัวเองสักเล่มหนึ่ง และก็เกิดขึ้นจนได้

          ด้วยความเอื้อเฟื้อของคุณอดิศักดิ์ สุทธชัย เจ้าของแท่นพิมพ์ “ฉับแกละ” โรงพิมพ์รุ่งเกียรติ (ในสมัยนั้น) ตั้งอยู่ข้างโรงแรมภูกระดึงในเมืองขอนแก่น

          ..๒๕๑๕ เหตุการณ์บ้านเมืองเขม็งเกลียวขึ้นตามลำดับ เมื่อศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและองค์กรประชาชนกลุ่มต่างๆ มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยหยิบยกเรื่องความไม่ชอบมาพากลของผู้บริหารบ้านเมือง การเสียดุลการค้ากับต่างประเทศ ความไม่เป็นธรรมในสังคม เป็นต้น ขึ้นเป็นประเด็นเขย่าบัลลังก์รัฐบาลเผด็จการในเวลานั้น

          ช่วงปี ๒๕๑๖ ที่เกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลานั้น ผมมีบทเพลง “คนกับควาย” ซึ่งเกิดขึ้นทดแทนอารมณ์ความรู้สึกของลูกบ้านนาป่าดงที่ทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดเข้าไปใช้ชีวิตในเมืองหลวง ยามที่หวนคิดถึงถิ่น ในคืนฝนพรำ บ้านเราคงจะทำไร่ไถนากันตามประสา อย่างน้อยต้องให้ข้าวเต็มเล้าปลาแดกเต็มไห เพื่อการยังชีพอย่างพอเพียง

ธงดำหน้าลานโพธิ์ ก่อนหน้านั้นโบกสะบัดที่ยอดตึกโดม

          เหตุการณ์ ๑๔-๑๕-๑๖ ตุลาคม ๒๕๑๖ เป็นมาอย่างไรผมจะไม่ลงรายละเอียด เนื่องจากมีผู้เล่าไว้มากแล้ว

          ผมจะเอ่ยถึงเพียงที่ผมมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้น

          จำได้ว่าวันนั้นเป็นวันเสาร์ที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๖ ผมนั่งอยู่ที่สำนักงานหนังสือเล่มหนึ่ง ที่ใกล้ๆ โรงภาพยนตร์เอเธนส์

          คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี บก.สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ เดินหน้าม่อยขึ้นมาบนสำนักงานที่พวกผมนั่งอยู่ บอกว่ากลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่ไปเปิดแถลงข่าวที่อนุสาวรีย์ทหารอาสา ข้างท้องสนามหลวงถูกจับไปแล้ว ๑๑ คน มีคุณธีรยุทธ บุญมี อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เป็นต้น

          ผมเองก็เป็นผู้ลงชื่อ 1 ใน 100 ของกลุ่มผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ ชื่อผมอยู่ลำดับที่ 58

          หลายคนคิดว่าคุณสุชาติพูดเล่น เพราะไม่เห็นท่าทีเคร่งเครียดอะไร พี่แกมีสไตล์สุขุมนุ่มลึกอยู่แล้ว เลยไม่มีใครสนใจเป็นพิเศษ

          แต่ผมไม่คิดอย่างนั้น ผมเลี่ยงลงมาชั้นล่าง ผ่านร้านหนังสือเอเธนส์บุ๊คเซ็นเตอร์ ผมจะไปหยอดเหรียญพูดโทรศัพท์ที่โรงหนังเอเธนส์ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง เพราะก่อนหน้านั้นผมรู้จักนายตำรวจสันติบาลอยู่คนหนึ่งยศพันตำรวจเอก น่าจะรู้เรื่องอย่างนี้ดี

          แต่ยังไม่ทันได้หยอดเหรียญ

          ผมเห็นคุณเสกสรรค์ ประเสริฐกุล เดินออกมาจากโรงหนัง เห็นว่าจะมาดูหนังเรื่อง “ไอ้แมลงป่อง/The Scorpion” แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ดูเพราะตั๋วหมด

          ผมจึงเล่าเรื่องราวให้ฟังว่าพวกเรา ๑๑ คนโดนจับไปแล้ว จะเอาอย่างไรดี?

          ในที่สุดตกลงกันเดี๋ยวนั้นว่าเราจะไปเจอกันที่องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ขอให้นายกองค์การฯ คุณพีรพล ตริยเกษม เชิญคณะกรรมการองค์การนักศึกษาฯ มาหารือกัน

          คืนนั้นพวกเราง่วน อยู่ที่ อมธ. มีประเด็นถกเถียงกันอยู่ว่าช่วงนี้อยู่ในช่วงสอบภาคแรก (หรือภาคหลัง ผมก็ลืมเลือนไปแล้ว)

          ได้รับคำตอบจากเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ในเวลานั้นคือคุณสมบัติ  ธำรงค์ธัญวงศ์ ได้ข้อสรุปว่า ศนท. ยังไม่พร้อมที่จะเคลื่อนไหว เพราะเห็นเป็นช่วงสอบ เกรงจะรวมคนไม่ได้

          สำหรับผม กลับเห็นต่างมุม

          ผมเห็นว่าจะต้องอาศัยช่วงเวลาที่สำคัญคือช่วงสอบนี่แหละเป็นเงื่อนไขรวมคน

          โดยให้มีการปิดห้องสอบที่ธรรมศาสตร์ แล้วให้เป็นข่าวออกไปทางหน้าหนังสือพิมพ์

          คุณพีรพล ตริยเกษม นายก อมธ. เห็นด้วยกับความคิดนี้

          ผมบอกว่างานนี้ ถึง ศนท. จะบอกว่าไม่พร้อม เราก็จะใช้ชื่อ “ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย” หรือ ศนท. นี่แหละเคลื่อนไหวทันที

          คุณเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ไม่พูดพล่ามทำเพลง ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ปูนอนใต้โต๊ะ คล้ายจะเอาแรงสำหรับภารกิจเช้ารุ่งขึ้น

 

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และคณะเริ่มก่อการที่หน้าลานโพธิ์ ยืนอ่านหนังสือพิมพ์ขวาสุดคือสมาน เลือดวงหัด (เลิศวงรัฐ)

          คุณสมาน เลือดวงศ์หัด (ตอนนี้เปลี่ยนเป็นเลิศวงศ์รัฐ) กับผมพากันหาตะกั่วเหลว เตรียมมาหยอดรูกุญแจห้องสอบทั่วธรรมศาสตร์ แต่หาไม่ได้ จึงใช้ปูนปลาสเตอร์แทน ประจวบเหมาะกับนักการธรรมศาสตร์ที่ถือพวงลูกกุญแจก็มามอบให้พวกเรา

          ลูกกุญแจห้องสอบจึงถูกโยนลงแม่น้ำเจ้าพระยา!

          นอกจากได้ปูนปลาสเตอร์มาหยอดรูกุญแจห้องสอบ และมีโซ่เหล็กมาล่ามประตูลิฟตึกคณะศิลปศาสตร์แล้ว ผมได้ผ้าดำผืนใหญ่มาเชิญขึ้นยอดเสาธงตึกโดมแทนธงไตรรงค์

          คืนนั้น คุณอุดร ทองน้อย เวลานั้นไปเป็นผู้สื่อข่าวฝึกหัดอยู่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ รับแผนที่จะให้ “ไทยรัฐ” พาดหัวข่าวฉบับเช้าวันต่อมาว่า “ธรรมศาสตร์หยุดสอบ เชิญธงดำขึ้นเหนือโดม ไว้อาลัยประชาธิปไตยไทย

          เช้าวันที่ธรรมศาสตร์เปิดทำการสอบ จะเป็นวันที่เท่าไหร่ผมจำไม่ได้ ที่จำได้คือพวกผมรวมตัวกันที่ลานโพธิ์ หน้าตึกศิลปศาสตร์ คุณเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ทำหน้าที่ดาวไฮปาร์คโจมตีรัฐบาลถนอม-ประภาส-ณรงค์ พร้อมกับเรียกร้องให้ปล่อยตัวกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญโดยไม่มีเงื่อนไข

ลานโพธิ์ธรรมศาสตร์ ลานประวัติศาสตร์สถานการณ์การเมืองไทย

          ต่อมาผู้ถูกจับกุมเพิ่มจาก ๑๑ เป็น ๑๓ คน เมื่อก้องเกียรติ คงคา นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงถูกคุมตัว และไขแสง สุกใส อดีต ส..นครพนมถูกออกหมายจับ และเข้ามอบตัวพร้อมแคนในมือ

          ศาสตราจารย์ ดร.อดุล วิเชียรเจริญ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ในเวลานั้น) ขอให้ผมเอาธงดำลงจากยอดโดม หาไม่แล้วจะมีความผิดฐานกบฏในราชอาณาจักร

          ผมกราบเรียนท่านว่าจะผิดฐานใดผมยอมรับทั้งสิ้น เพียงขอให้ภาพนี้ปรากฏในสื่อหนังสือพิมพ์ ซึ่งก็ปรากฏแล้วที่หน้า ๑ ไทยรัฐ ผมจึงยอมตามท่านคณบดี เป็นผู้ชักธงผ้าดำลง แต่นำมาโบกสะบัดอยู่เหนือเวทีไฮปาร์คของคุณเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ทางช่องหน้าต่างตึกคณะเศรษฐศาสตร์หน้าลานโพธิ์

          โดยที่มีแถลงการณ์ออกไปในนามศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ประณามการกระทำของรัฐบาลถนอม-ประภาส-ณรงค์ และว่ารัฐบาลคณาธิปไตยมีแผนจะครองอำนาจไปตลอดกาล

          ผมนี่แหละเป็นคนเขียนแถลงการณ์ฉบับที่ ๑ และ ๒ ในขณะที่ ศนท. ยังลังเล ไม่กล้าตัดสินใจ

 

ผมกับคุณเสกสรรค์ ประเสริฐกุล พบกันปีนี้ต่างกลายเป็นผู้เฒ่าไปแล้ว

โดย สมคิด_สิงสง

 

กลับไปที่ www.oknation.net