วันที่ อังคาร ธันวาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โขงสองฝั่ง (๓๖) We shall over come


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะทรงมีพระราชดำรัส ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เมื่อเวลา ๑๙.๓๐ น.วันอาทิตย์ที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖

..ณรงค์ กิตติขจร บุตรชายจอมพลถนอม กิตติขจร และเป็นบุตรเขยจอมพลประภาส จารุเสถียร กล่าวว่า “อาจารย์มหาวิทยาลัยบางคนกำลังดำเนินการให้นิสิตนักศึกษาเดินขบวน และหากมีการเดินขบวนแล้วไม่ผิดกฎหมายอีก ก็จะนำทหารออกมาเดินขบวนบ้าง เพราะทหารก็ไม่อยากไปรบเหมือนกัน...”

          

          สมาชิกกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญนำเอกสารและหนังสือของกลุ่มฯ ออกไปแจกจ่าย หน้าปกหนังสืออัญเชิญพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ความว่า “ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละราชอำนาจ อันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร”

พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.๗ ลงวันที่ ๒ มีนาคม ๒๔๗๗ ทรงสละราชสมบัติหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕

          ผลลัพธ์คือกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญถูกจับ ห้ามเยี่ยม ห้ามประกัน

          แม้แต่คณาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กว่า ๖๐ คน ไปขอเยี่ยมอาจารย์ทวี หมื่นนิกร ๑ ใน ๑๓ กบฏรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เยี่ยม จึงพากันลงนามเยี่ยม พร้อมกับเขียนถ้อยคำฝากไปว่า “We Shall Over Come”

          ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากดำเนินการสอบในภาคเรียนนั้นไม่ได้ มีการชุมนุมกันที่ลานโพธิ์เป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนบริเวณดังกล่าวแออัดยัดเยียด

          กลุ่มพวกผมซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มีการประสานงานกับผู้สื่อข่าวอาชีพและอาจารย์ในคณะฯ จัดตั้งหน่วยข่าวกรองขึ้น มีที่ตั้งในห้องทำงานอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ที่ตึกโดมชั้น ๓

          ออกมาตรการเข้มงวดในการเข้าออกห้องข่าวกรอง จะต้องแสดงบัตรผ่านสีต่างๆ ตั้งแต่ประตูชั้นล่าง และกว่าจะผ่านไปถึงห้องข่าวกรองจะต้องใช้บัตรหลายใบ

          จำได้ว่าเวลานั้นเวทีปราศรัยที่นำโดยคุณเสกสรรค์ ประเสริฐกุล เคลื่อนย้ายจากลานโพธิ์มาทางสนามฟุตบอล พวกผมใช้กระป๋องนมข้นหวานหย่อนข่าวสารลงมาทางช่องหน้าต่างห้องข่าวกรอง เพื่อสื่อสารกับเวทีปราศรัย

          ภายในห้องข่าวกรองมีคนนั่งประจำไม่กี่คน หนึ่งในจำนวนนั้นที่ผมจำได้คือ อาจารย์ป๋อง “พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร” บรรณาธิการใหญ่มติชนในเวลานี้

          นอกนั้นเป็นนักศึกษาคณะวารสารศาสตร์ฯ ที่เพ่นพ่านเข้าออกเพื่อนำข่าวที่ได้มาจากภายนอกมาส่งให้คณะทำงานในห้องข่าวกรอง

          ห้องนั้นดูเหมือนจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศ พวกเราเอากระดาษโปสเตอร์มาปิดบานหน้าต่างกระจกจนมิดชิด เวลาจะส่งข่าวสารลงไปที่เวทีปราศรัยจะกระตุกเชือกให้ข้างล่างรับรู้ และก็หย่อนกระป๋องนมข้นหวานดังกล่าวลงไป

          ผมจำได้อีกว่ามีนักศึกษาแพทย์จากมหาวิทยาลัยมหิดลนำเครื่องรับวิทยุระบบ PSB (Public Service Band) มาให้เครื่องหนึ่ง สามารถรับฟังคลื่นวิทยุสื่อสารของตำรวจ ทหารบางช่องสัญญาณได้ ทำให้เรารับทราบความเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาและประชาชนในภูมิภาคต่างๆ เช่นที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคาม เป็นต้น

          ข่าวสารจากส่วนภูมิภาคจะถูกส่งลงไปที่เวทีปราศรัย ให้คุณเสกสรรค์และคณะ ใช้ประโยชน์ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่อผู้เข้าร่วมชุมนุมที่สนามฟุตบอล ซึ่งทวีจำนวนขึ้นเรื่อยๆ

          มีอยู่คืนหนึ่งฝนตกหนัก ดูเหมือนจะเป็นคืนวันพุธที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๑๖ ต้องย้ายที่ชุมนุมเข้าไปในหอประชุมใหญ่ ผมมีโอกาสได้พูดถึง ๓ อดีต ส.. ที่ถูกขังลืมเนื่องจากยื่นฟ้องจอมพลถนอมเมื่อปี ๒๕๑๔

          รุ่งขึ้นศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยที่มีคุณสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นเลขาธิการ ถึงได้แสดงตัวเข้าร่วมการชุมนุมอย่างเป็นทางการ ผมเห็นคุณสมบัติกับคุณเสกสรรค์ ถกเถียงกันหน้าดำคร่ำเครียดในห้องหนึ่งบนตึกโดม เรื่องราวที่ผมได้ยินมีเรื่องเสนอให้ยุบเลิกหน่วยข่าวกรองที่พวกเราจับมาตั้งแต่แรกเริ่มด้วย

          ทว่าหน่วยข่าวกรองได้กลายเป็นหน่วยงานอิสระไปแล้ว ถึงแม้ขบวนนิสิตนักศึกษา และประชาชนนับแสนนับล้านจะเคลื่อนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปสู่ถนนราช ดำเนิน หน่วยข่าวกรองของพวกเราก็สัญจรตามไป ทีแรกไปตั้งมั่นอยู่ที่โรงแรมแมจัสติก ปรากฏว่าไปเจอหน่วยข่าวของตำรวจสันติบาล จึงต้องสัญจรต่อไปเรื่อยๆ สุดท้ายไปปักหลักอยู่ที่อู่ซ่อมรถแถวถนนศรีอยุธยา ขณะที่ขบวนคุณเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ไปตั้งมั่นอยู่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้าในคืนวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๑๖ หลังจากฝ่ายรัฐบาลไม่ยอมปฏิบัติตามคำขาดที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมภายใน ๒๔ ชั่วโมง

          คืนนั้นสถานการณ์สับสนมาก ผมเองก็เหน็ดเหนื่อยจากการวิ่งส่งข่าวระหว่างที่ตั้งหน่วยข่าวกรองกับรถบัญชาการซึ่งเคลื่อนจากลานพระบรมรูปทรงม้าไปพึ่งพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชวังสวนจิตลดารโหฐาน

          พวกเราม่อยหลับอยู่ใต้ร่มมะขามหน้าประตูวังด้านตรงข้ามกับสวนสัตว์ดุสิต ยันรุ่งเช้าของวันอาทิตย์ที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖

          เวลาประมาณตี ๕ มีเสียงระเบิดตูมตามดังมาจากหัวมุมถนนที่พวกผมอยู่ด้านตัดกับถนนราชวิถี รู้สึกแสบหูแสบตาอย่างบอกไม่ถูก

          ผมกับพวกจำนวนหนึ่งวิ่งหลบเข้าไปในบริเวณวัดบวรนิเวศฯ พระสงฆ์เอาจีวรชุบน้ำมาให้เช็ดหน้า เมื่อรู้สึกดีขึ้นบ้างแล้วจึงกรูกันออกมาหน้าสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (..) ยึดรถเมล์ได้คันหนึ่งบอกให้ขับไปส่งพวกผมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

          การจลาจลเกิดขึ้นแล้ว!

          เมื่อกลับมาถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมกับคุณสำเริง คำพะอุ รุดไปที่ห้องส่งของสถานีวิทยุมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นที่ฝึกงานของนักศึกษาคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน หมายจะยึดเอาสถานีวิทยุ ออกอากาศแถลงตอบโต้สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์

          ปรากฏว่าห้องส่งวิทยุบนตึกสโมสรนักศึกษาฯ ถูกล่ามโซ่ไว้อย่างแน่นหนา มีน้องนักเรียนอาชีวศึกษานำเลื่อยตัดเหล็กมาตัดโซ่ให้ กลับกลายเป็นว่าเครื่องส่งใช้งานไม่ได้ เนื่องจากมีคนถอดอุปกรณ์บางอย่างออก

          ผมกับคุณสำเริง พากันนั่งร่างแถลงการณ์อยู่ในนั้นเพื่อรอการซ่อมแซมให้เครื่องส่งวิทยุกระจายเสียงใช้งานได้ ไม่รู้ว่าม่อยหลับไปตั้งแต่เมื่อใด มารู้สึกตัวตื่นขึ้นเมื่อคุณวีระประวัติ วงศ์พัวพันธ์ มาปลุกพร้อมกับบอกให้ออกจากห้องส่งวิทยุ

          “เขาเอา ฮ.ขึ้นยิง อย่าส่งกระจายเสียง เดี๋ยวโดนระเบิด

          ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลายเป็นสนามรบ ไม่ต่างไปจากที่ถนนราชดำเนิน ผมเริ่มเห็นผู้คนบาดเจ็บล้มตาย

          นักศึกษาแพทย์ศิริราชใช้คอมมอนรูมใต้ตึกศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นที่ปฐมพยาบาลคนบาดเจ็บ ก่อนส่งลงเรือข้ามฟากไปโรงพยาบาลศิริราช

          ถึงกระนั้น หลายคนโดนจับในระหว่างข้ามฟาก บางคนกระโดดลงแม่น้ำเจ้าพระยา หายไปในกระแสน้ำ หมายตายดาบหน้า

          ผมจำไม่ได้ว่าวันนั้นกลับมาซับแดงบ้านเกิดได้อย่างไร รู้แต่ว่ามาปรากฏตัวอยู่ในงานวัดศรีแก้งคร้อ อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ หลังจากถนอม-ประภาส-ณรงค์ เผ่นหนีออกนอกประเทศ และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ฯพณฯ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นนายกรัฐมนตรี

          ผมขึ้นไปเล่าเหตุการณ์ให้ชาวแก้งคร้อฟังบนเวทีหมอลำ

          ผมเล่าทั้งน้ำตา ชาวบ้านก็พลอยร่ำไห้ไปด้วย

โดย สมคิด_สิงสง

 

กลับไปที่ www.oknation.net