วันที่ อังคาร ธันวาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โขงสองฝั่ง (๓๗) พอกันทีเมืองหลวง


หลัง ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ ผมตัดสินใจหันหลังให้เมืองหลวงอย่างเด็ดขาด!

          ยุติสภาพการเป็นนักศึกษาโดยที่ไม่ได้ไปยื่นหนังสือลาออก

          กลับมาเป็นชาวบ้านซับแดง ตำบลโพธิ์ไชย อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ตามเดิม โดยได้กลับไปชักชวนเพื่อนมิตรผู้ร่วมชะตากรรมกลับมาด้วย

          เขาคือประเสริฐ จันดำ มหากวีแห่งยุค และเพื่อนของประเสริฐอีกคนชื่อพัลลพ พวกเรากลับมาปรับปรุงเถียงนา แล้วก็พากันหลบเลียบาดแผล ๑๔ ตุลาอยู่ตามป่าตามทุ่ง หากินกบกินเขียดตามประสาชาวบ้าน

          ทั้งผมและคุณประเสริฐ พวกเราเป็นนักเขียน มีรายได้เล็กๆ น้อยๆ จากการส่งผลงานไปตีพิมพ์ในกรุงเทพฯ พวกเราจึงรู้จักมักคุ้นกับสำนักพิมพ์และแวดวงนักเขียนทั้งในและนอกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย รวมทั้งนิตยสารหัวก้าวหน้าที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในยุคประชาธิปไตยเบ่งบานหลัง ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖

          ดังนั้นเวลาไปไขตู้ ปณ.ในตัวเมือง จะมีหนังสือใหม่ๆ ส่งไปถึงพวกเราทุกครั้ง ทั้งพ็อกเก็ตบุ๊ค นิตยสาร หนังสือพิมพ์ จนเถียงนาน้อยของเรากลายเป็นห้องสมุดน้อยๆ ขึ้นมา มีคนหนุ่มสาวแวะเวียนไปพลิกอ่านอยู่เป็นประจำ

          คนหนุ่มสาวในเวลานั้นส่วนใหญ่ลืมเลือนตัวหนังสือไปมากแล้ว เนื่องจากหลังจบ ป.๔ ออกมาแล้วก็ไม่ค่อยได้ใช้ตัวหนังสือ ส่วนมากใช้เวลาอยู่ในไร่นา

          เวลาจะเขียนจดหมายไปจีบสาวก็เขียนไม่เป็น

          ต้องไหว้วานพรรคพวกที่อ่านออกเขียนได้ ซึ่งก็มีน้อยคนเต็มที

          จึงมีเสียงเรียกร้องให้พวกเราสอนหนังสือให้

          ผมเคยนำเรื่องนี้ ไปปรึกษานายอำเภอและศึกษาธิการอำเภอในเวลานั้น เพื่อขอตั้งโรงเรียนการศึกษา ผู้ใหญ่ แต่ก็ไม่เป็นผล จึงได้ตกลงใจจัดเป็นกิจกรรม “ฝ่ายการศึกษาของกลุ่มเยาวชนซับแดง”

          ด้วยเหตุที่มีกิจกรรมนี้เกิดขึ้น บวกกับการรวมกลุ่มชาวบ้านขึ้นเป็นกลุ่มอาชีพ ทำกิจกรรมพึ่งตนเองในเรื่องเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ ทำให้พวกผมแทบจะเอาชีวิตไม่รอดในเวลาต่อมา

          ตุลยเทพ สุวรรณจินดา สมบูรณ์ สุขสำราญ เขียน ธีระวิทย์ เขียนรายงานการสำรวจ “ซับแดง : หมู่บ้านเคียวเกี่ยวดาว” (๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๗) สำนักพิมพ์พิฆเณศ จัดพิมพ์เมื่อปี ๒๕๑๘ เอ่ยถึงผมและชาวซับแดงว่า...

          “...นายสมคิด สิงสง อายุประมาณ ๒๔ ปี เกิดและเติบโตในหมู่บ้านซับแดง ได้รับการศึกษาจบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนในหมู่บ้าน เนื่องจากฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี จึงได้รับการศึกษาจนจบชั้น ม..๕ และเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์... ในช่วงที่อยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายสมคิดมีความเชื่อว่าตนเองไม่อาจจะอยู่ในแวดวงของสังคมไทยส่วนย่อยเช่นนี้ ความแตกต่างของสังคมเมืองกับสังคมชนบทที่เขามีประสบการณ์แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน ทำให้เขามองเห็นความแตกต่างระหว่างชนชั้นที่ตกอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่ไม่สามารถกระจายรายได้ไปสู่ชนส่วนใหญ่ได้อย่างเป็นธรรม ชนชั้นเหล่านี้ตกอยู่ภายใต้ระบบการบริหารราชการแบบเจ้าขุนมูลนาย การเล่นพรรคเล่นพวก และการฉ้อราษฎรบังหลวง เมื่อคำนึงถึงระบบการศึกษาแบบแพ้คัดออก นายสมคิดเห็นว่าเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการศึกษา โอกาสที่จะได้รับการศึกษาของประชาชนส่วนใหญ่มีอยู่น้อย ทั้งยังถูกจำกัดด้วยระบบการบริหาร การเมือง และความไม่เป็นธรรมในการกระจายทรัพยากรของชาติอีกด้วย นายสมคิดเชื่อว่าระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไม่ได้เป็นไปในทางสร้างสรรค์ และอำนวยประโยชน์ให้แก่ประชาชนส่วนรวม ในที่สุดนายสมคิดจึงลาออกจากมหาวิทยาลัยในปีที่ ๔... ความเป็นผู้นำของนายสมคิดส่วนหนึ่งได้มาจากสถานะทางการศึกษา ในภาวะที่ชาวบ้านเกือบทั้งหมดมีระดับการศึกษาต่ำ การได้เข้าศึกษาถึงขั้นมหาวิทยาลัยนับว่าเป็นเกียรติอย่างสูงและแสดงถึงความสามารถทาง สติปัญญา การมีเกียรติทางการศึกษานำมาซึ่งความนับถือและเลื่อมใส

สมคิด สิงสง ในบทบาทครูอาสาสมัครแต่ยังเสี่ยงต่อ การปราบปราม

          นายสมคิดมีความรู้สึกผูกพันกับบ้านเกิดของตนเองอย่างมาก จากประสบการณ์ที่ได้เกิดเป็นลูกชาวนา คลุกคลีกับชาวบ้านซึ่งเข้าใจถึงปัญหาของชาวซับแดงค่อนข้างดี เขาตระหนักดีถึงระบบเศรษฐกิจที่ชาวไร่ชาวนาถูกเอาเปรียบ ตระหนักถึงปัญหาการขาดการศึกษาและการถูกฝ่ายปกครองทอดทิ้ง ....

          ....ในระยะที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ นายสมคิดได้กลับมาเยี่ยมภูมิลำเนาเดิมเสมอ... ระยะหลังๆ เขาได้ทำตัวเป็นปากเสียงแทนชาวบ้านในการติดต่อกับราชการ ชี้แนะให้ประชาชนรู้จักสิทธิของตนเองมากขึ้น การที่ประชาชนตระหนักถึงสิทธิของตนเองมากขึ้น ย่อมเป็นผลดีแก่ชาวบ้านในการต่อรองกับข้าราชการที่มีทัศนคติ “เจ้านาย” ในส่วนตัวของนายสมคิดย่อมจะได้รับความนับถือยกย่องจากชาวบ้าน แต่ในสายตาของ “เจ้านาย” การที่ประชาชนตื่นตัวในสิทธิของตนเองมากขึ้น ถือว่าทำให้การปกครองชาวบ้านยากขึ้น เขาจึงถูกมองในฐานะเป็นผู้เสี้ยมสอนให้ชาวบ้าน “กระด้างกระเดื่อง” ต่อทางการ...

นักเรียนส่วนหนึ่ง ผู้ใหญ่บ้านยืนกลาง สมคิดยืนขวาสุด ยืนที่ ๓ จากขวาคือประเสริฐ จันดำ

          การที่เป็นผู้ได้รับการศึกษาดี นายสมคิดจึงได้รับการยกย่องนับถือในฐานะเป็นผู้นำทางสติปัญญา การเป็นปากเป็นเสียงแทนชาวบ้านทำให้เขามีฐานะเป็นเสมือนที่พึ่ง เป็นเกราะที่คุ้มครองจากการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบของข้าราชการ จากการพูดคุยกับชาวบ้าน คณะผู้สำรวจมีความเชื่อว่าชาวบ้านให้ความไว้เนื้อเชื่อใจนายสมคิดมาก....

          เมื่อกลางปี พ.. ๒๕๑๗ นายสมคิดกับเพื่อน อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยเดียวกัน คือนายประเสริฐ จันดำ ซึ่งมีทัศนคติเกี่ยวกับสังคมคล้ายคลึงกันได้ร่วมมือกันจัดตั้งฝ่ายการศึกษากลุ่มเยาวชนซับแดงขึ้น ซึ่งนับได้ว่าเป็นวิธีการให้การศึกษาแบบนอกระบบ บุคลิกและพฤติกรรมของนายสมคิดกับเพื่อนนี้ถูกเพ่งเล็งจากทางราชการว่าเป็น “ภัยต่อความมั่นคงของชาติ” และบุคคลทั้งสองถูกมองว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ร้ายไปยิ่งกว่านั้น เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้เสี้ยมสอนลัทธิคอมมิวนิสม์และส้องสุมผู้คนเพื่อการปฏิวัติตามอุดมการณ์คอมมิวนิสม์ เจ้านายระดับสูงของจังหวัดและอำเภอจำนวนมากเชื่อว่าอิทธิพลของนายสมคิดครอบคลุมเหนือชาวบ้านซับแดง และเจ้าหน้าที่บางคนไม่ลังเลใจที่จะกล่าวว่า “บ้านซับแดงเป็นหมู่บ้านคอมมิวนิสต์”...

พี่เณรและหนูๆ เราเกิดผิดที่หรืออย่างไร? นี่คือบรรยากาศฝ่ายการศึกษาของกลุ่มเยาวชนซับแดงยามค่ำคืน

          ...เราทราบก่อนการเข้าไปสำรวจหมู่บ้านซับแดงว่าที่นี่มีหน่วยการศึกษาผู้ใหญ่ เป็นขบวนการศึกษานอกระบบ ... เราได้รับข่าวนี้จากนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น... ข้อมูลที่ได้จากนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นกับของนายสมคิดกับนายประเสริฐเกี่ยวกับความเป็นไปของหน่วยการศึกษาแห่งนี้ตรงกัน บางอย่างขัดกับของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ เราจึงให้ความสนใจเป็นพิเศษในการสืบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการศึกษานอก ระบบแห่งนี้...

          ...ทางแยกเข้าหมู่บ้านซับแดง มีเสาปักปิดป้าย “ทางเข้าบ้านซับแดง” ที่โคนต้นไม้ ใกล้ๆ กับป้ายนี้มีป้าย “ฝ่ายการศึกษากลุ่มเยาวชนซับแดง” ประกอบด้วยรูปเคียวเกี่ยวดาว...

          ...เราถามความหมายของรูปเคียวเกี่ยวดาว นายประเสริฐ จันดำ อธิบายว่าเคียวแทนชาวนา ดาวนั้น อยู่บนท้องฟ้า ความหวังของชาวนาอันแร้นแค้น... ดูช่างเลื่อนลอยดังความหวังที่จะเกี่ยวดาว ซึ่งไม่มีทางสำเร็จได้ ว่าแล้วนายประเสริฐ ซึ่งเป็นนักประพันธ์ร้อยกรองชั้นดีคนหนึ่งก็ท่องคำกลอนประกอบเคียวเกี่ยวดาวที่ตนได้ ประพันธ์ไว้ให้ฟังว่า

                   เคียวคมเราถือชู        ทำงานอยู่ในทุ่งกว้าง

          เมื่อไรไร่นาร้าง                  เราจะเกี่ยวดาวมากิน

                   เคียวบางข้างคมบาด  เลือดแดงสาดหยดสู่ดิน

          เกี่ยวข้าวให้คนกิน               อย่าหมายหมิ่นผู้ถือเคียว

                   ดาวรายพรายนภา      ไม่มีค่าสักดวงเดียว

          ตราบใดยังไร้เคียว               ที่จะเกี่ยวกลมเกลียวดาว

                   คมเคียวเกี่ยวคอคน    ผู้กดขี่กินแรงคาว

          โจษจันกันเกรียวกราว          เราเกี่ยวดาวมาไว้ดินฯ....”

          บทกวีชิ้นนี้ต่อมากลายเป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้าน “ซับแดง : ที่ซึ่งชาวนาเก็บเกี่ยวความใฝ่ฝัน”

โดย สมคิด_สิงสง

 

กลับไปที่ www.oknation.net