วันที่ อังคาร มกราคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โขงสองฝั่ง (๓๘) “ซับแดง” จะถูกเผาเหมือน “นาทราย” (๑)


           ปี พ..๒๕๔๖ พวกเราจัดงานรำลึก ๓๐ ปี ๑๔ ตุลา ๓๐ ปี “คนกับควาย” ขึ้นที่ซับแดง ผมแถลงถึงวัตถุประสงค์การจัดงานว่า “แทบไม่น่าเชื่อว่าจากวันนั้นจนถึงวันนี้ กาลเวลาผ่านพ้นไปแล้วถึง ๓๐ ปี หรือ ๓ ทศวรรษ

พวกเราจัดงานเดือนตุลากันเกือบทุกปี ในภาพซ้ายมือเป็นเวทีงานเดือนตุลาครั้งล่าสุด เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๒ ในวาระครบรอบ ๒๐ ปีสโมสรนักเขียนภาคอีสาน และรฤก ๖๐ ปีชาตวารสมคิด สิงสง

        ประจวบกับที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรและที่ประชุมวุฒิสภา มีมติกำหนดให้วันที่ ๑๔ ตุลาคมของทุกปีเป็น “วันประชาธิปไตย” หมู่บ้านซับแดงที่เคยเป็นฐานที่มั่นของกองทัพเพลงเพื่อชีวิตยุคบุกเบิก ก็สมควรต้องประเมินกันใหม่ให้ปรากฏ  

          “โคกซับแดง” ที่รกร้างในยุคโน้น มาถึงเวลานี้กลายเป็น “โรงเรียนซับสมบูรณ์พิทยาลัย” โรงเรียนมัธยมของชุมชน ที่เริ่มต้นด้วยไม้ปีกแป้นและไพหญ้าคา วันนี้มีอาคาร ๓ ชั้นสง่างาม พร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ที่จำเป็นแก่การจัดการเรียนการสอนให้แก่ลูกหลานในอาณาบริเวณล้อมรอบ ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จนถึงปีที่ ๖ 

อาคาร ๓ ชั้นโรงเรียนซับสมบูรณ์พิทยาลัย ขณะก่อสร้าง (๒๕๔๕     

ตกมาถึงปีนี้จึงมีเรื่องสำคัญที่สมควรต้องเฉลิมฉลองพร้อมๆ กันหลายเรื่อง เช่น เรื่อง ๓๐ ปี ๑๔ ตุลาคม เรื่อง ๓๐ ปีของเพลงคนกับควาย เรื่องฉลองอาคารเรียนถาวรของโรงเรียนซับสมบูรณ์พิทยาลัย หรือแม้แต่การทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่เพื่อนมิตรผู้วายชนม์ไปแล้วอย่างประเสริฐ จันดำ เป็นต้น

          ที่สำคัญก็คือ เป็นการฟื้นฟูเกียรติภูมิของซับแดงโดยรวม หลังจากที่ตกเป็นจำเลยทางสังคมอยู่ถึง ๓๐ ปี ถึงวันนี้ต้องพูดจาให้ชัดเจนเสียที

          จิตวิญญาณซับแดงคืออะไร ถ้าไม่ใช่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคม?

          เรื่องนี้จะต้องเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ลูกหลานซับแดงต้องเรียนรู้และภาคภูมิใจ”

ประเสริฐ จันดำ บนแผ่นปกวารสารสโมสรนักเขียนภาคอีสาน เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๒

          ผมกับมหาเสริฐ หรือสนั่น กางทา (เวลานั้นเป็นผู้ใหญ่บ้านซับแดง) เล่าเรื่องราวของซับแดงให้ “สังคม เภสัชมาลา” เรียบเรียง เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ในงานวันนั้น

          สังคม เภสัชมาลา บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับ “ซับแดง : บ้านเคียวเกี่ยวดาว” ตอนหนึ่งว่า...

          “...จุดประสงค์ในการเขียน (บทกวี “เคียวเกี่ยวดาว” ของประเสริฐ จันดำ) ไม่มีอะไรมากไปกว่าให้คนที่มาเรียนหัดอ่านหัดเขียนตาม เผอิญอยู่มาวันหนึ่งเยาวชนซับแดงจะจัดทีมฟุตบอลไปแข่งขันที่บ้านหินตั้ง  เด็กหนุ่มนำวัสดุมาแกะรูปเคียวเกี่ยวดาว แล้วพ่นสีใส่เสื้อตัวเอง ส่วนหนึ่งได้นำไปพ่นทับที่ป้ายปากทางเข้าหมู่บ้าน บ้านซับแดงจึงมีชื่อเรียกอีกนัยหนึ่งว่า "หมู่บ้านเคียวเกี่ยวดาว"

          ความเป็น “เคียวเกี่ยวดาว” ในความหมายของชาวบ้านก็แค่รูปภาพรูปหนึ่ง รูปที่ติดอยู่อกเสื้อยืดตัวหนึ่ง และคนคนหนึ่งได้ใส่มันเพื่อกันร้อนกันหนาว เช่นวันหนึ่งนายลุย จีนรักษ์ ได้สวมมันไปทำธุระในตัวเมือง ขณะที่เขาเดินเฉิบๆ อยู่นั้น ตำรวจนายหนึ่งได้นำตัวเขาไปซักถามด้วยน้ำเสียงดุเข้มว่า

          "เครื่องหมายเคียวเกี่ยวดาวเนี่ย คุณทำจริงหรือทำเล่น?"

          "ทำจริงๆ ละซี ฮ่วย.."

          ยังไม่สิ้นคำตอบ นายลุยงงงันอย่างยิ่งกับกิริยาท่าทีของตำรวจ เขาเองตกใจหน้าซีดไปหมด แต่ก็นึกไม่ออกว่าตัวเองพูดอะไรผิดไป  พูดส่ำนี้เรื่องมันคือใหญ่โต ยุ่งยากแท้เว่ย ฮ่วย  แม่นหยังวะ... ในความหมายของเขาคือต้องการจะตอบตำรวจว่า ตั้งใจพ่นสีทำรูปนี้จริง ทำกับมือจริงๆ ตอนทำไม่ได้เล่นไปด้วยทำไปด้วยเลยพับผ่า อะไรประมาณนี้  แต่กลับเป็นว่า ไปไหนมา? สามวาสองศอก... (ยิ่งอธิบาย ยิ่งสับสน)

          ชื่อของหมู่บ้าน ถูกมายาสาไถยของคนบางกลุ่มนำไปเล่นแร่แปรธาตุ จนมีนักจัดรายการวิทยุปากมอมบางคน โดยเฉพาะนักจัดรายการหญิงชื่อดังคนหนึ่งนำไปขยายความเป็นตุเป็นตะ กล่าวหาในเชิงเสียๆ หายๆ สร้างภาพว่า "ซับแดง" เป็นยิ่งกว่าแหล่งซ่องสุมอาวุธทางสงคราม เป็นพวกขายชาติ ขายแผ่นดินฯลฯ ตอนแรกชาวซับแดงวางเฉย เพราะเคยคิดว่าหล่อนจะหยุด หรือเหตุการณ์นั้นจะผ่านไป แต่ปรากฏว่าหนักข้อขึ้นตามลำดับ เพื่อคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีและความถูกต้อง สมคิด สิงสง จึงเขียนชี้แจงลงหนังสือพิมพ์ส่วนกลางและประกาศให้นักจัดรายการหญิงคนนั้นขอขมา

          หล่อนกล่าวว่า "ฉันก็ไม่รู้อะไร เขาให้พูดก็พูดไปอย่างนั้นเอง ฉันไม่มีอะไรกับบ้านซับแดงดอก..."

          ในช่วงนั้น เมื่อชาวบ้านประสบปัญหาแก้ไม่ได้หรือมีปัญหาอะไรมักวิ่งเข้าหา ปรึกษาและให้หาทางช่วยเหลือ แม้แต่กรณีพิพาทระหว่างชาวบ้านกับข้าราชการ หรือเจ้านายก็ไม่เว้น และพวกเราจะยื่นมือเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มใจทุกครั้งไป  จึงกลายเป็นว่าซับแดงเป็นศูนย์รวมของปัญหาและที่แก้ปัญหา กระทั่งกลายเป็นเรื่องปกติไปสำหรับพวกเรา

          แน่นอนว่าการดำรงตนเช่นนั้น เสมือนประกาศตัวเป็นปรปักษ์กับคนของรัฐ เผอิญช่วงนั้นมีเหตุการณ์ขวาพิฆาตซ้ายเกิดขึ้น นักศึกษา นักการเมืองหัวก้าวหน้าถูกฆ่าตายคนแล้วคนเล่า อาทิ ดร.บุญสนอง บุญโยทยาน

โดย สมคิด_สิงสง

 

กลับไปที่ www.oknation.net