วันที่ พุธ มกราคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คลิป ข่าวแพรวาเดินทางเข้ามอบตัว


 

พอหอมปากหอมคอ



"แพรวา" เข้ารับทราบ 2 ข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ชนรถผู้อื่นได้รับความเสียหายมีผู้ถึงแก่ความตายและได้รับบาดเจ็บสาหัส-ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ เจ้าตัวบอก "ขอโทษค่ะ หนูเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันเป็นอุบัติเหตุ" ขณะที่ "อำนวย" ยันให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ชี้สมานฉันท์ เน้นเจราจา
       
       วันนี้ (5 ม.ค.) เมื่อเวลา 08.45 น. ที่ห้องประชุมปารุสกวัน 2 กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) จากกรณี น.ส.อรชร หรือแพรวา เทพหัสดิน ณ อยุธยา อายุ 16 ปี 6 เดือน ขับรถยนต์เก๋งฮอนด้า ซีวิค ชนท้ายรถตู้โดยสาร บนทางด่วนโทลล์เวย์ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก เมื่อค่ำวันที่ 27 ธันวาคม 2553 นั้น โดยพล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. (ดูแลงานกฎหมายและสอบสวน) เปิดเผยว่า วันนี้ผู้ต้องหาได้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา โดยเบื้องต้นจะแจ้ง 2 ข้อหา คือ ข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ชนรถผู้อื่น ได้รับความเสียหายมีผู้ถึงแก่ความตายและได้รับบาดเจ็บสาหัส และอีกข้อหาคือ ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ซึ่งข้อหานี้เป็นข้อหาเล็ก แต่ข้อหาหลักคือ ขับรถประมาท ซึ่งขั้นตอนก็จะรับมอบตัวและแจ้งข้อกล่าวหา เมื่อสอบปากคำเสร็จ พิมพ์มือเสร็จก็จะส่งสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย จากนั้นทาง ผอ.สถานพินิจฯ จะดำเนินการ ตามขั้นตอน คือ สอบประวัติ ซึ่งคดีนี้ขึ้นอยู่กับศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง เพราะเป็นเยาวชนอยู่ ส่วนจะอายุ 16 หรือ 17 ปี ก็จะดูจากสูติบัตร จากนั้นทางสถานพินิจฯ จะควบคุมหรือให้ประกัน ก็อยู่ที่สถานพินิจฯ ทางพนักงานสอบสวน จะรวบรวมหลักฐานในชั้นของพนักงานสอบสวนเท่านั้น
       
       “คดีนี้ก็ไม่ได้หนักใจหรือกดดันอะไร พนักงานสอบสวนก็สอบไปตามหน้าที่ อย่างตรงไปตรงมา มีตนเองเป็นผู้ควบคุมดูแลอยู่ ซึ่งคดีนี้ที่ตัดสินใจแจ้งข้อหาฝ่ายเดียวเพราะชัดเจน และยังจะมีกล้องวงจรปิดบนโทลล์เวย์แล้ว ซึ่งถือเป็นพยาน หลักฐานที่เป็นกลาง นอกจากนี้ยังมีประจักษ์พยาน คือ ผู้ได้ดู ได้รู้ ได้เห็น ในเหตุการณ์โดยตรง ไม่ได้มีใครมาเล่าให้ฟัง คือ ผู้รอดชีวิตในรถตู้ ซึ่งจะสอบปากคำทั้งหมดและยังมีพยานคนอื่นที่ขับรถตามมาและเห็นเหตุการณ์ โดยถือว่ามีความชัดเจน ซึ่งพนักงานสอบสวน จึงรวบรวมข้อหาเบื้องต้นและแจ้งข้อหาฝ่ายเดียว ซึ่งก็หมายความว่า ไม่ได้แจ้งว่ารถตู้ประมาทด้วย แต่หากมีพยาน หลักฐานภายหลัง เห็นว่าคนขับรถตู้ เกิดมีแอลกอฮอล์ปริมาณที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด ก็อาจต้องแจ้งด้วย แต่เสียชีวิตไปแล้วก็จะเป็นการสั่งไม่ฟ้องไป แต่ต้องแจ้งให้ครบ ขณะนี้รอผลตรวจแพทย์อยู่” รองผบช.น. กล่าว
       
       พล.ต.ต.อำนวย กล่าวต่อไปว่า ส่วนเจ้าของรถฮอนด้าซีวิค ก็ต้องตามตัวมาสอบปากคำ ซึ่งในส่วนนั้นจะเป็นการเก็บตก และอาจต้องดำเนินคดีด้วย เพราะมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ในข้อหายินยอมให้ผู้ไม่มีใบอนุญาตขับขี่นำรถไปใช้ในทางสาธารณะ ซึ่งพนักงานสอบสวนคงทราบแล้ว โดยเรื่องนี้พนักงานสอบสวนต้องตามอยู่แล้ว ได้ข่าวว่าเป็นรถเช่าซื้อ รถของบริษัท ซึ่งไม่มีปัญหา โดยขณะนี้หลักฐานชัดเจนในการแจ้งข้อหาฝ่ายเดียว แต่รายละเอียดในสำนวนไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยกรณีนี้ผู้ต้องหาเป็นเยาวชนต่ำกว่า 18 ปี ทางกฎหมายกำหนดให้ต้องสอบสวนต่อหน้า พนักงานอัยการ นักจิตวิทยา หรือนักสังคมสงเคราะห์ มีบุคคลที่เด็กร้องขอไม่ว่าจะเป็นบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง และทนายความ หากเด็กไม่ได้จัดหามา เจ้าหน้าที่ก็ต้องจัดหา โดยร้องขอจากสภาทนายความ
       
       รอง ผบช.น. กล่าวต่อไปว่า ในวันนี้จะให้การหรือไม่ให้การก็เป็นสิทธิของผู้ต้องหา เพราะกระบวนการให้การของไทย ไม่ได้คาดหวังความร่วมมือของผู้ต้องหาและจำเลย เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ที่จะพิสูจน์ความผิดและเอาคนผิดมาลงโทษเป็นระบบกล่าวหา ซึ่งต้องรวบรวมหลักฐานเพื่อเห็นว่าเขาทำผิดจริง ความประมาทเกิดจากฝ่ายใด ส่วนเขาจะให้การหรือไม่อยู่ที่เขา ต่างจากระบบไต่สวน ซึ่งมาแล้วบอกว่ายังไม่รับทราบข้อกล่าวหา ขอให้การในชั้นสอบสวนก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ
       
       “นอกจากนี้ถือว่าเป็นข่าวดี เพราะทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ตั้งชุดเพื่อมาดูแลคดีนี้ด้วย ทั้งในเรื่องค่าเสียหาย ค่าสินไหมทดแทน การเรียกร้องจากการเยียวยา โดยไม่ได้มาก้าวก่ายทางคดี วันนี้ก็จะสอบปากคำผู้ปกครอง หากไม่สอบวันนี้ ก็อาจสอบในวันต่อไป เพราะต้องสอบประกอบด้วย ประเด็นหนึ่งที่จะถามคือ ประสงค์ในการเจรจา การเยียวยา ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกับผู้เสียหายในครั้งนี้หรือไม่ หากประสงค์ชัดพนักงานสอบสอนก็ต้องจัดเวที ให้มีการเจราจาเรื่องนี้กัน แต่หากฝ่ายนี้ไม่ยอมพูดเรื่องค่าเสียหาย ผู้เสียหายก็ต้องไปกล่าวหาทางแพ่งต่อไป ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งทีมกฎหมายขึ้นมา ก็น่าจะมุ่งหวังในจุดนี้มากกว่า” รอง ผบช.น.กล่าว
       
       ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีนี้จะมีการแจ้งดำเนินคดีกับผู้ปกครองหรือไม่ ตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า คดีนี้เป็นความผิดโดยประมาท ไม่ใช่ความผิดโดยเจตนา หากเป็นความผิดอาญาทั่วไปที่ผู้ปกครอง พาลูกไปส่งหน้าผับ ไปเที่ยวผับ ยุยงส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กกระทำผิด แต่ในส่วนของความประมาทมันกำหนดไม่ได้ว่าจะเกิดหรือไม่เกิด อีกส่วนคือ ต้องสอบให้ได้ความว่ารถคันนี้เป็นของใคร ผู้ปกครองยุยงส่งเสริมมาให้ขับหรือไม่ หากชัดเจนว่าผู้ปกครองซื้อรถมาให้ขับ ตอนจะออกจากบ้านก็ถอยหลังรถออกไปให้ บอกว่าไปขับเลยลูก ไปชนใครก็ช่างมัน อย่างนั้นถือว่าใช่ แต่หากไม่ชัดเจนขนาดนั้น พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ก็ต้องดูที่เจตนาด้วย เพราะเป็นความผิดอาญา หรือบอกว่าแม่หนูจะออกไปซิ่ง แม่บอกว่าไปเลยลูก ไปให้ชนะเขาก็อีกเรื่อง มันเป็นคนละกรณี เพราะนี้ถือว่าประมาท
       
       ส่วนการเปลี่ยนสถานที่รับทราบข้อกล่าวหามาที่ บช.น. แทน สน.วิภาวดี พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า ไม่ทราบ ก็เห็นบอกว่าที่นี่สถานที่กว้างขวาง พนักงานสอบสวนเลยบอกให้มาที่นี่ หากไม่มาวันนี้ต้องมีเหตุผล หากไม่มีก็จะไปขอหมายจับ ศาลอาจจะให้หรือไม่ก็ได้ อาจจะออกหมายเรียกอีกครั้ง หรือบอกเอาเลยก็ได้
       
       ต่อมาเวลา 09.20 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.อรชร พร้อมพ.อ.รัฐชัย เทพหัสดิน ณ อยุธยา บิดา นางลัดดาวัลย์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา มารดา พร้อมทนายความจำนวน 3 คน ลงจากรถตู้สีขาว ที่ลานจอดรถ บริเวณโรงอาหารด้านหลัง บช.น. ก่อนเดินเข้าไปภายในห้อง ซึ่งมี พล.ต.ต.อำนวย พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ รออยู่ โดยน.ส.อรชร สวมเสื้อชุดสีดำ แว่นตาดำ ประกบด้านซ้ายด้วยบิดา ส่วนด้านขวามารดาเดินประกบ โดยทั้งหมดมีสีหน้าเรียบเฉย แต่นางลัดดาวัลย์ มีสีหน้าค่อนข้างเคร่งเครียด เมื่อมาถึงก่อนทางเข้าห้องประชุม บรรดาสื่อมวลชนที่ปักหลักรออยู่ ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และวิทยุ ประมาณ 100 คนต่างรุมถ่ายภาพ โดยไม่มีผู้ใดเอ่ยปากให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด เมื่อเดินเข้าห้องประชุมแล้ว ทางพนักงานสอบสวนได้ปิดห้องทันที ก่อนจะนำป้าย “พื้นที่หวงห้าม” มาวางไว้ด้านหน้า เพื่อกันบรรดาสื่อมวลชนล่วงล้ำเข้าไปภายใน
       
       เวลา 10.00 น.นายสุพจน์ จินันทุยา อายุ 65 ปี เป็นอาของ นายภิญโญ จินันทุยา อายุ 34 ปี อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมนางโทโมะโกะ นันโด ภรรยาผู้เสียชีวิต เดินทางมายัง บช.น. โดยนายสุพจน์ กล่าวว่า วันนี้เป็นเพียงการเดินทางมาสังเกตการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเรื่องการสอบปากคำ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ซึ่งการมาวันนี้ไม่ได้มาเพื่อเรียกร้องขอความธรรมใดๆทั้งสิ้น ซึ่งหากครอบครัวของผู้ต้องหาต้องการมาพูดคุยหลังสอบปากคำเสร็จ ตนก็ยังไม่พร้อมที่พูดคุยใด ๆ ทั้งสิ้น ส่วนสาเหตุที่ อาจารย์ภิญโญ ไม่ยอมซื้อรถนั้นเนื่องจากเงินเดือนไม่พอกับรายจ่าย จึงจำเป็นต้องโดยสารรถตู้ไปทำงานอีกทั้งยังเดินทางสะดวกด้วย
       
       
"แพรวา" ขอโทษมันเป็นอุบัติเหตุ
       เวลา 11.50 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กันตัว น.ส.อรชร บิดา มารดา เดินออกจากห้องประชุมปารุสกวัน 2 ท่ามกลางกองทัพสื่อมวลชนจำนวนมาก โดยต่างคนต่างพยายามเข้าให้ถึงตัว น.ส.อรชร มากที่สุด โดย น.ส.อรชร พูดสั้นๆว่า “หนูขอไปพูดที่สถานพินิจแล้วกันคะ ตอนนี้หนูขอไปก่อน เดี๋ยวไปพูดที่สถานพินิจ” เมื่อถามว่ามีอะไรจะพูดขอโทษหรือไม่ น.ส.อรชร พูดว่า “ ขอโทษค่ะ หนูเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันเป็นอุบัติเหตุ” จากนั้นได้เดินออกไปขึ้นรถหน้า บช.น.
       
       หลังสอบปากคำเสร็จสิ้น ผู้สื่อข่าวถามว่า สอบปากคำแล้วแจ้งข้อหาแล้วผู้ต้องหาให้การรับสารภาพหรือปฏิเสธ พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า น.ส.อรชร ได้มาตามหมายเรียกแต่มาก่อนกำหนดที่นัดไว้ตอนเที่ยง โดยน.ส.อรชร แจ้งว่าสะดวกตั้งแต่ 09.30 น. มาพร้อมผู้ปกครอง และทีมทนายความ เพื่อมารับทราบข้อกล่าวหาเรียบร้อย ในการสอบปากคำน.ส.อรชร ให้ความร่วมมือให้รายละเอียดพอสมควร ส่วนรายละเอียดในสำนวนตนพูดตรงนี้ไม่ได้ หลังสอบปากคำก็มีการพิมพ์มือเรียบร้อยก็ตกเป็นผู้ต้องหา จากนั้นนำตัวส่งสถานพินิจฯ เพราะคดีนี้ขึ้นศาลเด็กและเยาวชนกลาง เพราะน.ส.อรชร อายุ 16 ปี 6 เดือน ส่วนจะควบคุมตัว หรือปล่อยตัวชั่วคราวก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสถานพินิจฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เกี่ยวข้องเพราะไม่มีการจับกุมเพียงการมารับทราบข้อกล่าวหา
       
       ส่วนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพหรือไม่ พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า ทางคดีตนไม่ขออนุญาตลงในรายละเอียด แต่ก็รับทราบข้อกล่าวหาทั้ง 2 ข้อหา และให้การรายละเอียดมาพอสมควรก็เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ส่วนเจ้าของรถพนักงานสอบสวนจะนัดหมายมาสอบปากคำ โดยมีการนัดหมายเรียบร้อยแล้ว ส่วนกรณีมีข่าวว่า น.ส.อรชร มีใบขับขี่สากล พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า ยังไม่มีการนำมาแสดง
       
       พล.ต.ต.อำนวย กล่าวด้วยว่า เรื่องการเจรจาค่าเสียหาย ตนสอบถามผู้ปกครอง และในชั้นพนักงานสอบสวนแล้วก็มีอำนาจหน้าที่ที่จะจัดให้มีการเจรจาค่าเสียหายในทางแพ่งไม่ว่าเรื่องการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ค่าเสียหาย รวมทั้งการเยียวยาคนเจ็บ ผู้เสียชีวิต และผู้เกี่ยวข้อง ตนทราบว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งทีมกฎหมายขึ้นมาเพื่อดูแลในส่วนนี้ด้วย ทางผู้ปกครองของ น.ส.แพรวา ก็ประสงค์ให้ตำรวจจัดให้มีการนัดเจรจาอีกครั้ง ส่วนจะเจรจาตกลงกันกี่ครั้งกี่คราว ได้ หรือไม่ได้เป็นเรื่องอนาคต ถ้าหากตกลงกันได้ด้วยดีอย่างสมานฉันท์ แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็เป็นหน้าที่ของทีมงานกฎหมายที่ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งขึ้นก็ต้องไปฟ้องร้องกันทางแพ่งต่อไป
       
       ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ให้ความมั่นใจกับครอบครัวผู้เสียหายและผู้เสียชีวิตได้หรือไม่ เพราะกลัวไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า บอกตรงๆ ว่าไม่มีปัญหา ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ตั้งทีมกฎหมายขึ้นมา คดีก็ไม่ได้ลึกลับซับซ้อน มีทั้งวงจรปิด ประจักษ์พยานมีคนเห็นเหตุการณ์ที่ไม่ใช่ทั้งรถตู้ และไม่เกี่ยวกับรถของน.ส.อรชร ซึ่งเป็นคนนอกหรือคนกลาง โดยคดีนี้มีความชัดเจน ซึ่งตนถึงกล้าแจ้งข้อหา น.ส.อรชร ฝ่ายเดียว ในส่วนของรถตู้ตนไม่ได้แจ้งข้อหา ส่วนในทางคดีดูหลักฐานแล้วละเอียดรัดกุมโดยตั้งเป็นชุดพนักงานสอบสวนขึ้นมา
       
       ผู้สื่อขาวถามว่าอยากฝากถึงผู้ปกครองอย่างไร พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า เตือนอยู่เป็นประจำ เช่น ผู้ปกครองที่ปล่อยลูกให้มาแข่งรถ จยย.ซิ่ง ซึ่งเป็นความผิดชัดเจน แต่กรณีนี้ยังห่างเพราะเป็นความผิดโดยประมาท การที่เกณฑ์อายุที่จะสามารถขับรถได้นั้นคือดูวุฒิภาวะ ถ้าไม่มีใบขับขี่ผู้ปกครองก็ยังไม่ควร เนื่องจากความสามารถขับรถอาจจะมี แต่วุฒิภาวะยังขาด ก็จะเตือนเอาไว้ให้ระมัดระวัง

 

 

 
 

โดย แมวหน้าโรงหนังลุง

 

กลับไปที่ www.oknation.net