วันที่ ศุกร์ มกราคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นกกรง เอามาฝากแม่ยาย(มา กับตามี)อิอิ


 

 

เรื่องสั้นแนวจิตวิทยาเชิงดิ่ง(1 ใน 3 เรื่องสั้นที่เขียนปีที่แล้ว)

 

นกกรง



 

 

เมื่อตอนเป็นเด็กดลเราะฮ์เคยอยากออกไปวิ่งเล่นที่ริมทะเลและไปกระโดดเล่นน้ำที่หน้าผาหินกับเพื่อนข้างบ้าน  เพราะบ้านของเขาอยู่ห่างทะเลเพียงแค่ ห้ากิโลเมตรเท่านั้น แต่พ่อของเขามักจะกล่าวเตือนเสมอว่าเป็นเด็กอย่าเล่นซุกซนให้มาก อาจจะเกิดอันตรายขึ้นได้ เด็ก ๆ ควรสนใจเรื่องที่มีสาระให้มาก ดลเราะฮ์เชื่อพ่อของเขา 

พ่อของดลเราะฮ์มักจะหาเวลาว่างในช่วงวันหยุดพาลูกชายกับลูกสาวไปเที่ยวตามที่ต่าง ๆ นาน ๆ พ่อของดลเราะฮ์จึงจะพาเขากับน้องไปเที่ยวทะเลสักครั้ง ไปแล้วก็ได้แต่นั่งดูลมทะเลแล้วก็เอาอาหารที่เตรียมมาจากบ้านมานั่งกินกันใต้ต้นสนริมทะเล พ่อไม่เคยอนุญาตให้ดลเราะฮ์กับน้องลงไปในทะเลเลยซักครั้ง พ่อมักบอกเขาว่าทะเลทำให้ตัวเหนียวเหนอะหนะ พ่อของเขาไม่ชอบ แต่เขาไม่เคยรู้สึกเกลียดทะเล เขาชอบทะเล ชอบความกว้างใหญ่ของมัน ชอบความไม่สงบนิ่งของมัน ในความรู้สึกของดลเราะฮ์ ทะเลเหมือนมีชีวิต มันหายใจ มันเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เขาเคยเห็นทะเลในวันที่ฝนตกและพายุเข้าครั้งหนึ่ง ทะเลในวันนั้นกลายเป็นสิ่งที่ดูลึกลับตื่นเต้นและท้าทาย แต่พ่อของเขามักจะบอกเสมอว่า ทะเลอันตราย มันสามารถทำให้เด็กจมน้ำตายได้ พ่อของดลเราะฮ์ทำงานราชการเป็นเสมียนในที่ว่าการอำเภอ เป็นพนักงานที่ซื่อสัตย์และซื่อตรงต่อหน้าที่ของตน มีชีวิตที่เรียบง่ายและอยู่ในกรอบระเบียบอยู่ตลอดเวลา

 ตั้งแต่เด็กมาแล้วดลเราะฮ์ชอบเลี้ยงนกกรงหัวจุก  เชิงเขาหลังบ้านของเขาเป็นป่าทึบที่ยังมีนกหลากหลายชนิดหลงเหลืออยู่ เขามักจะใช้เวลาว่างช่วงย่างวัยหนุ่มกับเพื่อนสนิทออกไปต่อนกในสวนผลไม้ และได้นกกรงหัวจุกจากป่ามาหลายตัว

วันแรก ๆ ที่มันมาถึง นกป่ามักจะตื่นกรง มันจะกระโดดเต้นไปมาทั้งวันเพื่อหาทางหลุดออกไปสู่อิสรภาพภายนอก บางตัวกระโดดจนขนปีกกระจุย บางครั้งต้องเอาผ้าคลุมกรงเอาไว้ให้มืดมันจึงสงบลงได้ แต่นานไปมันก็ค่อยสงบลงคล้ายกับมันรับรู้แล้วว่า ถึงจะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่สามารถออกไปนอกซี่กรงไม้ไผ่ที่ล้อมรอบมันเอาไว้ได้  อิสรภาพนอกกรงมีเพียงซี่ไม้เล็ก ๆ กั้นไว้เท่านั้น แต่ดูเหมือนมันช่างดูห่างไกลเสียเหลือเกิน จนมันเลิกพยายามและกลายเป็นนกที่เชื่องไม่ตื่นกรงอีกต่อไป

 ดลเราะฮ์ได้นกกรงหัวจุกมาเลี้ยงไว้ชายคาบ้านหลายตัว นกบางตัวร้องเสียงดีมากจนเขานึกฝันว่าจะส่งมันเข้าประกวด การเลี้ยงนกเป็นเรื่องเดียวที่พ่อของเขาสนับสนุน พ่อของดลเราะฮ์มักจะช่วยเขาให้อาหารนกแล้วก็พานกออกไปตากแดด พามันไปแขวนไว้บนกิ่งไม้ในสวนยางแล้วก็ดีดนิ้วยุให้มันส่งเสียงร้อง ดลเราะฮ์ใช้เวลาวัยหนุ่มกับการตามหานกกรงหัวจุกแล้วก็เลี้ยงมัน บางตัวเขาก็เอามันมาฝึกเป็นนกต่อ  บางตัวเขาก็ฝึกให้มันร้องประกวด เขาเคยขอให้พ่อส่งนกเข้าประกวดแล้วก็ได้รับรางวัลชมเชยมาหลายรางวัล แต่สิ่งที่ดลเราะฮ์ขอพ่ออยู่เสมอก็คือ เขาอยากไปเที่ยวทะเล เขาอยากไปเที่ยวต่างจังหวัด อยากไปในหลาย ๆ ที่

พ่อบอกกับเขาว่า ชีวิตของคนเรามีหน้าที่ เรามิได้เกิดมาเพื่อจะเที่ยวไปอย่างไร้จุดหมาย คนหนุ่มควรจะมีจุดหมายในชีวิตได้แล้ว พ่อของดลเราะฮ์ซื้อรถสองแถวให้เขาคันหนึ่ง ดลเราะฮ์เป็นคนขับรถสองแถวรับส่งแม่ค้าไปส่งตลาดและรับคนจากตลาดกลับเข้าหมู่บ้าน ดลเราะฮ์เริ่มพบสาวที่ถูกใจเมื่อเขาอายุได้ 19 ปี เธอเป็นแม่ค้าขายของในตลาดของอำเภอ เธอมีแผงลอยขายของใช้อยู่ใกล้กับคิวรถของเขา ทั้งคู่พบเจอกันทุกวันจนรู้สึกชอบพอกัน 

 หลังจากแต่งงานชีวิตของดลเราะฮ์ก็เปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่พ่อเคยพูดกับเขา สิ่งที่เคยเป็นความฝัน ดลเราะฮ์ไม่มีเวลาคิดถึงมัน เพราะว่าเขามีเรื่องราวอย่างใหม่ในชีวิตที่น่าสนใจยิ่งกว่า มันคือชีวิตคู่และการแต่งงาน

 คนรักของดลเราะฮ์เป็นผู้หญิงที่เอาการเอางานมาก เธอเป็นคนที่มีหัวทางการค้าเป็นเลิศ เธอมักจะเป็นคนต้นคิดในเรื่องการค้าขายสินค้าต่าง ๆ ที่ลูกค้ากำลังนิยม รวมทั้งรูปแบบการค้าขายด้วย จากวัยหนุ่มที่ดลเราะฮ์ทำงานขับรถสองแถว เมื่อดลเราะฮ์มีครอบครัวและคนที่ต้องรับผิดชอบ เขาต้องปรับตัวในหลาย ๆ เรื่อง  ดลเราะฮ์สนใจนกกรงหัวจุกของเขาน้อยลง เขามีเวลาเพียงให้อาหารมันกับยืนมองมันไม่กี่นาทีก่อนออกจากบ้านในเวลาเช้ามืด  ขับรถสองแถวจนหมดคิว จากนั้นก็ขนสินค้าจำนวนหลายกล่องพลาสติก ขึ้นรถไปวางขายตามตลาดนัดยามค่ำ ตามแต่ที่ไหนจะจัด  มุมต่าง ๆ ของเมืองมีตลาดนัดแทบทุกคืนตลอดสัปดาห์ ดลเราะฮ์กับเมียของเขากำลังสร้างตัวเพื่อเตรียมตัวสำหรับอนาคตของครอบครัว  เขาต้องใช้เวลาว่างที่เหลือเป็นพ่อค้าเร่ไปขายของตามตลาดนัด 

สองปีหลังจากแต่งงานเขาก็ย้ายออกจากบ้านของพ่อมามีบ้านเป็นของตัวเอง เขาเอานกกรงหัวจุกที่เลี้ยงไว้มาด้วยสามตัว ส่วนที่เหลืออีกนับสิบตัวเขาให้พ่อของเขาเลี้ยง พ่อของดลเราะฮ์ไม่อยากเลี้ยงนกอีกแล้ว เขาจึงแอบปล่อยมันไป 

หลังจากมีครอบครัวของตัวเองอย่างเต็มตัวดลเราะฮ์ก็พบว่า การที่ต้องดูแลครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เขากับเมียต้องออกจากบ้านไปแต่เช้ามืด หลังจากเร่ขายของจนเหนื่อยทั้งคู่ก็กลับมาบ้านเพื่อล้มตัวลงนอนในเวลาเกือบสี่ทุ่ม เพื่อจะลุกขึ้นและออกไปขายของอีก ทั้งสัปดาห์เดือนและปี ไม่มีวันหยุด บางครั้งเขารู้สึกว่าอึดอัดเพราะมีเรื่องในใจที่อยากทำหลาย ๆ เรื่องแต่ดูเหมือนมีเรื่องที่เขาต้องทำหลายเรื่องเช่นกัน ทั้งคู่เคยทะเลาะกันบ่อย ๆ ในปีแรก ๆ แต่เขาก็ยอมแพ้เหตุผลของเมียเสมอ เมียของดลเราะฮ์บอกเขาว่า

"หากเราไม่ขยัน อีกเมื่อไหร่เราถึงจะสร้างฐานะของตัวเองขึ้นมาได้ เวลากำลังล่วงไป เรายังต้องผ่อนส่งบ้าน ต้องทำงานแข่งกับดอกเบี้ย แล้วก็ต้องเตรียมเงินไว้ให้ลูกด้วย พออีกหน่อยเรามีลูกเราจะได้ไม่ต้องเหนื่อยมาก"

"แต่เราทำงานไม่ได้พักกันเลยนะ"

"ยอมเหนื่อยเสียแต่ต้น จะสบายเมื่อปลายมือ ความจริงงานของเราก็ไม่ได้เหนื่อยแรงอะไรมาก แค่นั่งรอลูกค้ามาซื้อของ" ความสุขเพียงอย่างเดียวในหัวใจดวงน้อยของดลเราะฮ์ที่หดเล็กลงทุกทีจนเขารู้สึกได้ก็คือ การได้มีเวลาดูแลนกกรงหัวจุกสามตัวของเขา ยามสายบางวันเขาจะรีบขับรถกลับเข้าหมู่บ้าน กลับมาบ้าน แล้วก็พานกกรงหัวจุกของเขาไปแขวนไว้ริมระเบียงหลังบ้านให้มันได้เจออากาศและท้องฟ้า ดลเราะฮ์ใช้เวลาเหล่านั้นนึกถึงความฝันของเขา เขาอยากจะไปเที่ยวทะเลมันห่างจากบ้านของเขาไปเพียงยี่สิบกิโลเท่านั้น เขาอยากจะลงไปแหวกว่ายในทะเล และตอนนี้เขาก็โตพอแล้ว ที่จะไม่ต้องกลัวว่าจะจมน้ำตายเหมือนที่พ่อของเขาเคยกลัว แต่ดูเหมือนเขามีเรื่องที่ต้องทำให้ยุ่งทั้งวันจนไม่มีเวลา

เกือบสามปีหลังจากแต่งงานมีครอบครัวดลเราะฮ์เชื่อฟังเมียของเขา ดลเราะฮ์ขับรถรับส่งเมียของเขาขายของ พวกเขาทำเงินได้มากพอสมควร แต่เธอรู้สึกว่าการค้าขายฝืดเคืองมากขึ้นเมื่อเศรษฐกิจของประเทศทรุดตัวลง ผู้คนหันมาประหยัดและจับจ่ายน้อยลง เมียของดลเราะฮ์คิดขึ้นมาว่าจะต้องขับรถออกไปต่างจังหวัดบ้างเพื่อขยายตลาดให้กว้างยิ่งขึ้น เธอเสนอว่าควรจะรีบทำในขณะที่ยังไม่มีลูก เพราะว่า ยังมีความคล่องตัวสูง อีกหน่อยเมื่อมีลูกจะได้หยุดพักลงบ้าง ดลเราะฮ์เห็นดีด้วย เรื่องของครอบครัวต้องมาก่อน เขากับเมียจึงเดินทางไปเร่ขายของตามต่างจังหวัดแล้วก็ค้างแรมต่างจังหวัดบ่อย ๆ บางสัปดาห์ไปติดต่อกันถึงสามวัน ดลเราะฮ์ยังอยากไปทะเลอยู่ แต่ดูเหมือนว่าความคิดถึงทะเลของเขายิ่งเลือนลางลงทุกที

 

วันหนึ่งเมื่อเขากลับมาบ้านดลเราะฮ์ก็พบว่า เขาลืมนกกรงหัวจุกตัวที่เสียงดีที่สุดของเขาเอาไว้ริมระเบียง และมันโดนฝนจนเหงาหงอย  อาหารที่ใส่ไว้หมด ดลเราะฮ์สงสารนก เขาจึงเปิดประตูกรงเพื่อปล่อยมันออกมา นกกรงหัวจุกมีชีวิตชีวามากขึ้นเมื่อมันจำกลิ่นของเขาได้ มันสลัดปีกและไซร้ขน แต่ไม่ยอมออกจากกรง ดลเราะฮ์จับมันวางไว้บนกรง  มันเกาะนิ่งอยู่ที่นั่นไม่บินหนีไปไหน ดลเราะฮ์ปัดกวาดบ้าน หลังจากที่เขาทิ้งไปนาน  เขาไม่มีเวลาเลี้ยงนกกรงหัวจุกอีกแล้วเขาจึงปล่อยมันออกจากกรงทุกตัว

"บินไปซะ ไป  พวกแกเป็นอิสระแล้ว"

นกกรงหัวจุกตัวนั้นยังเกาะนิ่งอยู่บนกรงไม่บินหนีไปไหน เขาเองก็เสียดายเพราะมันเป็นตัวที่ร้องเสียงดีที่สุด อีกอย่างท่าทางมันเหมือนไม่ค่อยแข็งแรง มันซุกปีกยืนนิ่งอยู่บนกรง เขาคงเลี้ยงมันนาน จนมันเคยชินกับกรง จนไม่อยากบินออกไปไหนอีก  ดลเราะฮ์ยืนมองมันแล้วก็รู้สึกเศร้า เหมือนเขาจะได้ยินเสียงทะเลอยู่ไกล ๆ  จากนั้นเขาก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ทันใดนั้นเอง  เขาก็จับเจ้านกกรงหัวจุกตัวนั้น  แล้วก็ฟาดมันลงกับพื้น!

"บัดซบ" เขาสบถ

 

 

ตีพิมพ์ครั้งแรกวารสาร มหาลัยทักษิณ

นำเสนอมาฝากอีกครั้ง  ให้กับแม่ยายมากับตามี

หยุกพักสายตาไว้ที่คนนี้เลยครับ


 

ถูกใจไม่ถูกใจก็โหวตแอ่นเม้นต์กันนะครับ



โดย พันธุ์สังหยด

 

กลับไปที่ www.oknation.net