วันที่ จันทร์ มกราคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Hereafter : คำถามที่อาจไม่ต้องการคำตอบ


Genre : Drama

Director : Clint Eastwood

Actors : Matt Damon, Cecile De France, Lyndsey Marshal, Bryce Dallas Howard

 

Hereafter เริ่มต้นเรื่องราวขึ้นที่ประเทศไทย ด้วยตัวละครมารี ลีเลย์ (De France) นักข่าวสาวสวยชาวฝรั่งเศส ในขณะที่เธอกำลังเลือกซื้อของขวัญให้กับลูกของคนรักอยู่ในตลาดริมชายหาดนั่นเอง คลื่นยักษ์สึนามิได้ถาโถมเข้ามาอย่างไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า คลื่นยักษ์โหมกระหน่ำจนชายหาดราบเป็นหน้ากลอง ผู้คนล้มตายอย่างที่เห็นกันในข่าวจริงเมื่อไม่กี่ปีก่อน หลังจากภาพจำลองหายนะที่สมจริงจนทำให้ขนคอของคนดูลุกแล้ว หนังก็ตัดพาคนดูข้ามซีกโลกมาที่เกาะอังกฤษเพื่อพบกับเรื่องราวอีกเรื่องซึ่งเป็นของเด็กชายฝาแฝดชาวอังกฤษคู่หนึ่งชื่อเจสันและมาร์คัส และแม่ขี้ยาของพวกแก ที่เจ้าหน้าที่สถานสงเคราะห์ของรัฐกำลังจะนำเด็กทั้งสองไปเลี้ยง เพราะแม้แม่ลูกจะรักกันเพียงใด แต่ด้วยความยากจน แม่จึงไม่มีความสามารถจะเลี้ยงดูลูกแฝดทั้งสองของเธอได้ แล้วก็ต่อด้วยเรื่องราวของชายอเมริกันที่มีพลังจิตสามารถติดต่อกับคนตายได้แต่กลับไม่ต้องการบอกให้ใครรู้อย่างจอร์จ โลเนแกน (Damon) หลังจากนั้น Hereafter ก็คือเรื่องราวชีวิตที่ตัดสลับของคนสามคนข้างต้น มารี, มาร์คัส และจอร์จ ที่โชคชะตาถูกความตายชักนำให้มาพบกันในท้ายที่สุด

คงไม่ต้องพูดอะไรกันมากสำหรับคนที่รักหนังที่กำกับโดยปู่คลิ้นท์ อีสท์วู้ดย่าง Unforgiven, The Perfect World, The Bridges of Madison County, True Crime, Mystic River, Million Dollar Baby, Changeling, Gran Torino, Invictus พอมีหนังใหม่ของปู่แกเข้า (ถ้าเข้าโรงนะ) ก็เป็นอันรู้กันดีว่าต้องตีตั๋วเข้าไปดูอย่างอดใจรอแทบไม่ไหว เพราะหนังข้างต้นเหล่านั้นล้วนตีตราปู่คลิ้นท์ชัดเจนว่าในฐานะผู้กำกับแล้ว ปู่คือปรมาจารย์แห่งการเล่าเรื่องคนหนึ่ง และสำหรับผม นอกจากปู่แกจะเป็นปรมาจารย์แล้ว ปู่คลิ้นท์ยังเป็นพ่อมดอีกด้วย เพราะจะว่าไปสไตล์หนังปู่คลิ้นท์คือ เงียบงัน เนิบนาบ เชื่องช้า และปล่อยให้การแสดงของนักแสดงทั้งหลายไหลไปเรื่อยๆ จนแทบเหมือนเขาไม่ได้กำกับนักแสดงเลย ปล่อยให้นักแสดงแสดงกันไปแล้วปู่ก็เพียงตั้งกล้องคอยเก็บภาพเหล่านั้นแล้วก็เอามาตัดต่อรวมกันง่ายๆ เท่านั้น ซึ่งถ้าหาก 4 คำนี้ “เงียบงัน เนิบนาบ เชื่องช้า และปล่อย” ไปอยู่ในมือผู้กำกับคนอื่น หนังอาจจะออกมาน่าเบื่อและคนดูอาจจะหลับคาเก้าอี้ได้ แต่พอมาอยู่ในมือปู่ คำ 4 คำนี้กลับเป็นเหมือนมนต์สะกดให้ผมไม่อาจละสายตาไปจากเรื่องเล่าของปู่แกที่อยู่ตรงหน้าได้เลย และ Hereafter หนังเรื่องใหม่ของปู่คลิ้นท์นี้ก็ยกระดับความ “เงียบงัน เนิบนาบ เชื่องช้า และปล่อย” ขึ้นไปอีกขั้น จนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการท้าทายสไตล์หนังของปู่เลยว่าเอาคนดูที่นั่งดูกันสลอนนี่ได้จริงหรือไม่

คนอื่นผมไม่รู้ว่าหลับหรือลุกออกจากโรงไปก่อนหนังจบหรือเปล่า แต่สำหรับผม การเล่าเรื่องที่เรียบง่ายบวกกับการแสดงที่เป็นอย่างที่มันควรจะเป็น และเสียงกีต้าร์โปร่งจากฝีมือปู่คลิ้นท์เองที่คอยเชื่อมทั้งฉากและทั้งอารมณ์คนดูก็ไพเราะโศกซึ้งเหลือเกิน คงต้องบอกว่าแกเอาผมอยู่ได้อีกครั้งเหมือนที่เอาผมอยู่มาได้ทุกครั้ง ไม่น่าเชื่อนะครับที่คนที่ตอนหนุ่มๆ คลุกอยู่กับหนังแอ็คชั่นปืนโต ยิงกันสนั่นเมืองมาเกือบทั้งชีวิตอย่างปู่คลิ้นท์ อีสต์วูด พอแก่ตัวลงมากำกับหนังกลับทำหนังดราม่าที่หนักและดูยาก ออกมาเรียบง่ายและสวยงามได้ขนาดนี้

ขณะที่ผมกำลังเขียนถึง Hereafter อยู่นี้ ผมอยู่ที่โคราช ระหว่างการมาพักผ่อนปรับคลื่นสมองกับเพื่อนๆ ในช่วงวันหยุด จริงๆ พวกเรามาทำงานกันนิดหน่อยครับ เลยถือโอกาสพักผ่อนกันด้วย เวลา 8.00 น.ในตอนเช้าแบบนี้ผู้คนเดินไปเดินมายังบางตา ร้านกาแฟที่ผมนั่งอยู่นี้ก็มีเพียงเจ้าของร้านกำลังชงกาแฟกับลูกค้าอีก 2 โต๊ะเท่านั้น การนั่งนึกถึงหนังดีที่เพิ่งดูไปไม่นาน จิบชาอุ่นๆ ในร้านอาหารเช้าเล็กๆ ในถิ่นแปลกบรรยากาศ และถูกรุมล้อมด้วยลมหนาวเย็นที่พัดรอบตัวแบบนี้ นอกจากจะเป็นความสุขอย่างที่สุดแล้ว การนั่งเขียนถึงหนัง Hereafter ยังทำให้ผมคิดถึงคน 3 คน และสิ่ง 1 สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผมขึ้นมาอย่างชัดเจน

คนแรกที่ผมนึกถึงก็คือคนรักของผมเอง ซึ่งมันก็เดาได้อยู่แล้ว เมื่อดูจากบรรยากาศและสภาพอากาศ ลมหนาวๆ แถมอยู่คนเดียวแบบนี้ ความเหงาๆ ต้องเข้าจู่โจมเป็นธรรมดา และสิ่งที่เกิดขึ้นท่ามกลางสมรภูมิการต่อสู้กับความเหงาก็คือ ภาพของคนที่รักเดินทางข้ามท้องฟ้าเข้ามาปรากฏภายในใจ

หลังฝุ่นควันจากศึกแรกจางลง คนที่สองที่โผล่เข้ามาในความคำนึงของผมก็คือหลานชายตัวน้อย ลูกของพี่ชายผมเอง คราวนี้ไม่ใช่การศึกกับความเหงาอย่างเมื่อกี้ เพราะความคำนึงนี้มาถึงพร้อมรอยยิ้มผสมเสียงหัวเราะของเจ้าตัวน้อย ความน่ารักของแกผสมกับความผูกพันธ์ที่โดนยัดเยียดแต่ผมยินยอมอย่างยิ่ง ทำให้ผมนึกถึงว่าเมื่อแกโตขึ้นจะเป็นอย่างไร เป็นคนดีมั้ย เป็นคนเก่งหรือเปล่า และเมื่อผมจากโลกนี้ไป ผมจะทิ้งมรดกอะไรที่สร้างสรรค์และมีประโยชน์ไว้ให้แกได้บ้าง ผมไม่รู้ว่าทำไมผมถึงนึกถึงหลานของผมได้ในบรรยากาศชิลๆ อย่างนี้ อาจเพราะวันนี้เป็นวันเด็ก หรือไม่ผมก็คงแก่แล้ว แต่ผมว่าอาจจะเป็นอย่างหลังนั่นแหละ

ส่วนคนที่สามที่ผมนึกถึงก็คือพ่อที่จากผมไป นึกๆ ก็ใจหายว่าเร็วเหลือเกินที่ท่านได้จากผมไปร่วมครึ่งปี เพราะนอกจากความทรงจำเกี่ยวกับงานศพของท่านยังคงสดใหม่แล้ว ใบหน้า ความเคลื่อนไหว เสียงของท่าน ความทรงจำเกี่ยวกับพ่อยังไม่ได้จากไปไหน และเมื่อความทรงจำยังไม่ได้จากไปไหน ความคิดถึงจึงเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ความทรงจำยังคงอยู่นั่นเอง ความคิดถึงพ่อมักจะแวะมาหาผมทุกครั้งที่บรรยากาศอำนวยและจิตใจผมอ่อนแอเสมอ

การคิดถึงคนสามคนนี้พร้อมๆ กันเป็นเรื่องแปลกสำหรับผม เพราะไม่เคยเลยที่ผมจะคิดถึงพวกเขาในคราวเดียวกัน ทั้งที่ผมก็รู้จักคนอื่นอีกเยอะแยะ แถมโต๊ะที่มีคนจับจองโต๊ะหนึ่งยังเป็นสาวสวยอีกด้วยอย่างนี้ แต่ขณะที่ผมยกชาอุ่นๆ ขึ้นจิบนั้นผมรู้ดีว่าทำไมผมถึงคิดถึงคนทั้งสามพร้อมกัน สาเหตุหนึ่งก็คือผมกำลังเขียนถึงหนัง Hereafter ที่พูดถึงความตายของคนที่เรารัก ผลพวง และการรับมือกับทั้งสองอย่าง สาเหตุที่สองคือ สามคนนี้เป็นคนที่ผมรักมากที่สุด และสาเหตุที่สุดท้ายก็คือทุกครั้งที่ผมคิดถึงสามคนนี้ มันมักเกี่ยวเนื่องกับความตายเสมอ

กับพ่อผมนั้นเกี่ยวกับความตายอย่างไม่ต้องถาม เพราะท่านเสียไปแล้วจริงๆ และการคิดถึงท่านทำให้ผมเศร้าโศกได้ตลอด เพราะการด่วนจากไปของท่านกระทบความรู้สึกของผมมากพอสมควร แต่ไหนแต่ไรมาพ่อกับผมไม่สนิทกันนัก ตอนผมเป็นเด็กท่านมักยุ่งอยู่กับการทำงานตลอด เวลาไม่ยุ่งกับการทำงานท่านก็ไปเล่นไพ่นกกระจอกกับเพื่อนๆ ตามประสาคนจีนแท้ ก่อนไปท่านก็จะทิ้งผมไว้ที่โรงหนังสักแห่งพร้อมเงิน ผมก็เลยดูหนังมาตั้งแต่เด็ก ความไม่สนิทกันจึงเป็นมาแต่ไหนแต่ไร และเมื่อสี่ห้าปีที่แล้วนี่เอง เมื่อพ่อผมแก่ลงเรื่อยๆ และเริ่มไปไหนมาไหนได้น้อยลง ผมจึงพยายามรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับท่านและปรับปรุงความสัมพันธ์ให้เราทั้งสองสนิทกันมากขึ้น ผมพยายามใช้เวลาอยู่กับท่านให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก่อนที่ท่านจะจากไป แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ทัน ท่านมาจากไปเสียก่อนที่ความสัมพันธ์ของเราจะสนิทกันอย่างที่ผมต้องการให้เป็น ด้วยความไม่สำเร็จอันนี้ประกอบกับว่าตั้งแต่เด็กมา ผมเองก็ไม่ได้เป็นเด็กดีกับท่านมากนัก เคยทำผิดชนิดไม่น่าให้อภัยต่อท่านหลายครั้งหลายหน ทำให้ผมรู้สึกค้างคาใจอย่างมาก ค้างคาใจที่ไม่สามารถสนิทกับพ่อของตัวเองและค้างคาใจที่ยังไม่เคยทำอะไรเพื่อเป็นการไถ่โทษท่านอย่างจริงจังสักครั้ง ความรู้สึกผิดนี้กัดกร่อนใจผมเสมอมา คำถาม คำขอโทษ “ท่านจะเข้าใจผมมั้ย” และ “ท่านจะให้อภัยผมหรือยัง” ยังคงถาโถมเข้ามาในใจอย่างรุนแรงดุจพายุทุกครั้งที่ผมคิดถึงพ่อ แต่คำตอบกลับไม่เคยพัดเข้ามาแม้เพียงสายลมแผ่วเบา

ส่วนกับหลายชายตัวน้อยของผมนั้น ความตายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยก็ตรงการจินตนาการเอาว่าผมจะได้เห็นแกเติบโตไปจนถึงอายุเท่าไหร่ก่อนที่ผมจะจากแกไป และอย่างที่บอก เมื่อผมตาย ผมจะสามารถมีมรดกอะไรทิ้งอะไรไว้ให้แกได้เท่ากับเศษเสี้ยวที่พ่อของผมได้ทิ้งไว้ให้ผมหรือไม่

กับคนรักของผม ก็คงเหมือนการคิดถึงคนรักของคนทั่วไป ท่ามกลางการรักกัน ดีกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้างนั้น ก็ต้องมีหลายครั้ง ที่คนรักกันคงอดคิดไม่ได้ว่า เขากับคนรักจะอยู่กันไปนานแค่ไหน จนแก่เฒ่าแล้วตายจากกันไปหรือเปล่า และถ้าอยู่กันจนตายจากกันไปข้างจริงๆ ใครจะไปก่อนกัน และถ้าเธอไปก่อนผม ผมจะอยู่ได้หรือไม่ อย่างไร

ผมจำประโยคหนึ่งที่ตัวละครโลเนแกนที่แม็ต เดม่อนกล่าวไว้ได้ดี เขากล่าวไว้ตอนที่พี่ชายของเขาพยายามโน้มน้าวให้เขากลับมาหาเงินจากการคุยกับคนตายอีกครั้งว่า “การต้องไปเกี่ยวข้องกับความตายนั้นไม่เคยมีอะไรดี” และผมว่าประโยคนี้คือแก่นคำถามของหนังเรื่อง Hereafter พอๆ กับที่ก็เป็นแก่นของหนังที่ตั้งคำถามเดียวกันอย่างหนังญี่ปุ่นสุดละมุนดีกรีออสก้าร์เรื่อง Departures เหมือนกัน แต่ประโยค “การต้องไปเกี่ยวข้องกับความตายนั้นไม่เคยมีอะไรดี” ประโยคนี้จะจริงหรือเปล่า? ซึ่งผมว่ามันจะจริงหรือเปล่าน่าจะขึ้นอยู่กับว่าคนที่อยู่กับคนที่ตายจากไปยังมีเรื่องที่ยังไม่ได้สะสางหรือเรื่องที่ยังคาใจกันเหมือนเจสันกับมาร์คัสใน Hereafter, มาซาฮิโระกับพ่อของเขาใน Departures และผมกับพ่อในชีวิตจริงหรือเปล่านั่นแหละ

ผมชอบหนัง Hereafter อยู่อย่างหนึ่งตรงที่ว่าหนังไม่พยายามจะตอบคำถามที่ว่า “ตายแล้วไปไหน?” และผมว่าที่ปู่คลิ้นท์แกไม่พยายามตอบก็คงเป็นเพราะแกเองก็ไม่รู้พอๆ กับคนที่ยังมีชีวิตทั้งโลกก็ไม่รู้นั่นเอง แต่แม้หนังไม่ได้มีคำตอบ แต่ก็ไม่ได้ปล่อยให้คำถามคาใจอยู่อย่างนั้น ปู่คลิ้นท์มีทางออกหนึ่งให้คนดู ทางออกที่ว่าก็คือ “ถ้าไม่รู้ ก็ปล่อยมันไปเถอะ” เหมือนที่หนัง Departures ก็บอก คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับความตายเท่านั้น คำถามเกี่ยวกับชีวิตยังมีให้ตอบอีกมากมาย ชีวิตยังมีสิ่งอื่นๆ ให้คิด ให้หาคำตอบอีกมากมายก่ายกอง

อ้อ ผมเกือบลืมไปว่าตอนที่นั่งจิบชาอยู่นี่ ผมบอกว่านอกจากสามคนข้างบนแล้วผมยังคิดถึงสิ่งอีกสิ่งหนึ่งด้วย และสิ่งนั้นก็คือ ชีวิตในอนาคตของผมเอง ชีวิตที่ว่าก็คือการงาน รายได้ ความมั่นคงในชีวิต ซึ่งผมว่านี่ก็เป็นคำถามหนึ่งในหลายๆ คำถามที่เราควรจะหาคำตอบพอๆ กับ “ตายแล้วไปไหน?” อาจจะสำคัญกว่ามากด้วยซ้ำ เพราะเอาเข้าจริงถ้าเรารู้ว่าตายแล้วไปไหน ความรู้นั้นก็อาจไม่ได้ช่วยให้ชีวิตก่อนตายของเราดีขึ้นแต่อย่างไร จริงอยู่ว่าการที่ผมได้รู้ว่าพ่อผมเข้าใจผมและอภัยให้ผมแล้วจะทำให้ผมไม่รู้สึกผิดบาปกับชีวิตที่เหลือน้อยลง แต่เรื่องของเรื่องก็คือผมไม่สามารถจะรู้ได้อีกต่อไปแล้วว่าพ่อผมอภัยให้ผมหรือเปล่า อาจจะจนกว่าผมจะตายแล้วไปพบท่านอีกครั้งนั่นแหละ แต่ตอนนี้ผมไม่มีทางจะรู้ได้ แต่ถ้าเรามีการงาน มีรายได้ที่มั่นคง อย่างน้อยชีวิตของผมก็สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างสบายขึ้น และจะเป็นประโยชน์กับคนที่ผมรักและหลานของผมมากกว่าด้วย

และเพื่อให้ชีวิตมั่นคงขึ้น ผมมั่นใจว่าผมยังมีอะไรให้ผมต้องคิด มีคำถามให้ผมต้องตอบ และมีสิ่งต่างๆ ที่ผมต้องทำอีกมากมายเกินกว่าจะมาหาคำตอบที่ไม่สามารถตอบได้อย่าง “ตายแล้วไปไหน” ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าคนที่ออกจะบ้างานมากอย่างพ่อของผมได้มารับรู้ความคิดของผมแบบนี้ ท่านอาจจะส่งยิ้มให้ผมแล้วสอนอย่างที่ท่านสอนผมเสมอๆ ว่า “หางานทำ จะได้มีเงินใช้”

อืม ผมคงต้องจบเอ็นทรี่ย์นี้ไว้เพียงแค่นี้ เพราะมันค่อนข้างจะยาวไปแล้ว และที่สำคัญ เพื่อนผมมาเรียกตัวแล้วครับ

ขอตัวก่อนนะครับ ต้องไปทำงานต่อแล้ว...พบกันใหม่โอกาสหน้าครับ

โดย PluralGuy

 

กลับไปที่ www.oknation.net