วันที่ พฤหัสบดี มกราคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โขงสองฝั่ง (๔๔) จากแนวหน้าถูกส่งไปแนวหลัง


        รุ่งเช้าจึงพบว่าตัวเองแรมคืนอยู่ที่ค่ายทหารเล็กๆ ริมฝั่งแม่น้ำโขงทางฝั่งลาว เวลานั้นผมเข้าใจว่าเป็นหน่วยย่อยของทหารอ้ายน้องลาว เนื่องจากทุกคนอยู่ในเครื่องแบบทหารลาว

          “สหายเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดอ้ายน้องลาวด้วย”

          ผมรับเสื้อผ้าชุดใหม่เอี่ยมจากมือสหาย มันเป็นเครื่องแบบทหารที่ไม่แสดงชั้นยศ สีเขียวใบตองกล้วยชุดหนึ่ง กับอีกชุดหนึ่งเป็นสีเทาอ่อนแบบเครื่องแบบทหารอากาศของไทย แต่เป็นเนื้อผ้าค็อตต้อนอย่างหนา จึงหยิบผ้าขาวม้ามาผลัดชุดพรางสีเขียวขี้ม้าที่สวมใส่มาจากภูพานออก

          เมื่อสวมใส่ปรากฏว่าขากางเกงลอยขึ้นเหนือตาตุ่มเกือบคืบ แขนเสื้อก็เช่นกัน ผมถามหาชุดขนาดใหญ่กว่านี้ สหายบอกว่านี่เป็นเบอร์ใหญ่สุดที่มีอยู่ และได้รับการสนับสนุนมาจากอ้ายน้องจีน

          “หลังคาบข้าวเช้าเราจะออกเดินทางกัน”

          สหายหนึ่งท่าทางเจ้าเนื้อ อ้วนเตี้ย แต่ฟังสำเนียงออกไปทางลาวฝั่งขวาแถวร้อยเอ็ด หรือไม่ก็มหาสารคาม พูดจาอ่อนน้อม ท่าทางใจดี

          เมื่อฟื้นความหลังเกือบ ๔๐ ปี ผมไม่แน่ใจว่าช่วงที่ข้ามฝั่งโขงปีนั้นผ่านวันขึ้นปีใหม่ ๒๕๒๐ หรือยัง?

          ถ้าไม่ใช่ต้นปี ๒๕๒๐ ก็น่าจะเป็นปลาย ๒๕๑๙ แถวๆ เดือนธันวาคม

          อาหารเช้าเป็นต้มปลากาตัวเขื่อง สหายบอกว่าจับขึ้นจากแม่น้ำโขง ลาวเรียกปลาเพี้ย ข้อเสียคือถ้านำมาต้มหรือแกงในเนื้อปลาจะมีก้างเล็กๆ เต็มไปหมด เมื่อทำให้สุกด้วยความร้อน ก้างจะแข็ง แต่ถ้าสับให้แหลกแล้วทำลาบดิบจะได้รสชาติดีกว่า

          ที่หน่วยทหารมื้อนั้นไม่มีข้าวเหนียว เป็นข้าวจ้าวเหลืองๆ และแข็งปานลำไม้ แถมมีตัวมอดปะปนค่อนข้างเยอะ สหายบอกว่ามันเป็นข้าวสารเก่าเก็บตั้งแต่ก่อนปลดปล่อย คือหมายความว่าเป็นข้าวสารที่เก่าเก็บก่อนปี ๒๕๑๘

          “ประชาชนลาวยังลำบากหลายอยู่ เราเพิ่งลบล้างภัยสงครามได้สองสามปี สหายต้องอดทนเอาหน่อย...”

          ผมพยักหน้ารับฟังอย่างเข้าใจ

          “เราจะออกเดินทางแต่เช้า เฮาได้รับมอบหมายให้นำส่งสหายถึงเมืองท่าแขก” สหายร่างเจ้าเนื้อคนเดิมบอกผมหลังอาหารมื้อเช้า

          เส้นทางจากค่ายทหารไปถึงสำนักต้อนรับแขกสากลเมืองท่าแขกเป็นถนนลูกรัง รถจี๊ปใช้เวลาวิ่งประมาณสองชั่วโมงก็ถึงที่หมาย สหายร่างเจ้าเนื้อท่านนั้นส่งผมให้หน่วยต้อนรับแขกสากลของแขวงคำม่วน ซึ่งตั้งอยู่ในตัวเมืองท่าแขก

          สำนักต้อนรับแขกสากลแขวงคำม่วนสมัยนั้นเป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้สไตล์ฝรั่งเศส คงจะสร้างตั้งแต่สมัยท่านนายพลสิงกะโปเป็นหนุ่มโน่นกระมัง เพราะท่านเติบโต และเรียนหนังสือที่นี่ในสมัยที่ฝรั่งเศสปกครองลาว

          นายพลสิงกะโปเล่าถึงชาติภูมิของท่านไว้ มีความตอนหนึ่งว่า...

          “...เราเกิดเดือนมิถุนายน ราศีคนคู่ ปีขาน ตัวเสือ ตรงกับวันอังคาร วันที่ ๑๐ เดือน ๒ ปี ๑๙๑๓ (๒๔๕๖) เกิดอยู่บ้านท่าแขก ตาแสงท่าแขก เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน มีชื่อตอนเยาวัยซึ่งพ่อแม่พี่น้องและชาวบ้านตั้งสมยานามให้อีกนามหนึ่งว่า ท้าวทองยาก หรือ บักยาก ด้วยเหตุผลที่ว่าเราเป็นคนดื้อรั้น ไม่ยอมฟังความผู้ใดที่ไม่มีเหตุผล ทั้งเป็นคนกล้าหาญ หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือเป็นคนหัวแข็ง ไม่ยอมใครง่ายๆ

นายพลสิงกะโป สีโคดจุนนะมาลี

          คนที่ภูมิอกภูมิใจในตัวเราอย่างออกหน้าออกตาก็คือปู่อาว์พมมา ท่านเคยบอกเรา ว่าเกิดเป็นลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง กล้าหาญ เด็ดเดี่ยวเหนียวแน่นและทะนงองอาจในเกียรติศักดิ์ศรีของตนเอง วันที่ปู่พมมารังเกียจเดียดฉันที่สุดก็คือวันที่ท่านเห็นเราถูกเพื่อนรังแก แล้วก็ร้องไห้ขี้มูกโป่งกลับมา  แทนที่ท่านจะปลอบอกปลอบใจกลับตีซ้ำ  แล้วบอกว่าลูกผู้ชายไม่ต้องมีน้ำตา เมื่อใดถ้าเลือดปากไหลไม่ต้องถ่มทิ้ง ต้องกลืนกินเลือดนั้นลงไปในท้อง! ท่านมักเน้นคำสั่งสอนที่ว่า เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ มีศีลธรรม และเมื่อกระทำความผิดแล้วต้องยอมรับ ถ้าไม่ผิดแล้วมีคนยัดเยียดให้จงอย่ายอมรับ ถึงจะตายก็ต้องยอมตาย!

          ปู่อาว์พมมายังถ่ายทอดวิชาหมัดมวยให้เราด้วย ท่านบอกว่าลูกผู้ชายต้องเรียนวิชาหมัดมวยเอาไว้ต่อสู้ป้องกันตัว

          ชีวิตยามเยาวัยของเราไม่ค่อยจะอุทรร้อนใจอันใด  เพราะฐานะครอบครัวพ่อแม่ถือว่าอยู่ในขั้นดี อยู่ดีกินดี

          เราก้าวเข้าโรงเรียนเมื่ออายุ ๑๑ ขวบ เราเรียนหนังสือเก่ง จนอาจารย์ชาวฝรั่งเศสให้ฉายาเราอีกว่า บักดื้อเก่งและเรียนเก่ง ทั้งสอบแข่งขันข้ามชั้นได้ คือเรียนเพียง ๓ ปีเราก็สอบแข่งขันข้ามชั้นขึ้นไปเรียนห้องที่ ๒ น้อย (Cours moyen 1 e‘re’ annee’) และเรียนอีกไม่ทันครบเทอมก็ได้ขึ้นห้องที่ ๒ ใหญ่ (Cours moyen 2 e‘annee’)

          ปี ๑๙๒๙ (๒๔๗๒) เราสอบได้ Certificate ทั้งๆ อาจารย์ชาวฝรั่งเศสไม่อยากให้ได้เลย เหตุผลก็เพราะว่าเราเป็นหัวหน้าทีมพาพวกนักเรียนไปดักตีหัวชาวฝรั่งเศส แต่จับคาหนังคาเขาเราไม่ได้ บวกกับพ่อของเราเป็นผู้มีอิทธิพล หรือพูดง่ายๆ ก็คือรู้จักกับเจ้านายชาวฝรั่งเศส จึงเอาผิดเราไม่ได้ มีแต่ขนานนามให้เราว่า บัก Bagarreur และบักหัวแข็ง Tete de ture...”

          อาคารที่ขึ้นป้ายว่าสำนักต้อนรับแขกสากล...แห่งนี้ ในเวลาที่ผมถูกนำส่งไปพำนักที่นั่น สภาพของมันไม่ต่างๆ ไปจากโรงแรมเก่าแก่ตามหัวเมืองบ้านเราย้อนยุคขึ้นไปสักหลายสิบปี ตัวตึกทาสีเหลืองเข้มแต่คร่ำคร่าลงมากแล้ว ห้องที่ผมนอนยังมีพัดลมเพดานแบบโบราณ เวลาเปิดพัดลมจะมีเสียงเหมือนนั่งเฮลิคอบเตอร์ก็ไม่ปาน

          สหายคำแดงได้รับมอบหมายให้คอยอารักขาผม เขาบอกว่าไม่กี่วันมานี้เขาได้ต้อนรับคุณบุญส่ง ชเลธร (นักศึกษา ม.รามคำแหง ๑ ใน ๑๓ กบฏรัฐธรรมนูญ ๒๕๑๖) ซึ่งเดินทางมาคนเดียวแบบผมนี่แหละ

          นับแต่แหกวงล้อม ๒ กองพันที่ซับแดง ชีวิตของผมกลายเป็นคน “หนุนขอนนอนป่า” มานานนับเดือน เมื่อมีโอกาสเข้าเมือง (ถึงแม้จะเป็นเมืองลาว) ผมจึงอยากออกไปเดินเล่นยืดเส้นยืดสายบ้าง

          คืนนั้นผมชวนสหายคำแดงออกไปเดินในเมืองท่าแขก สหายอิดออดไม่อยากตาม ใจ แต่ทนการรบเร้าของผมไม่ได้ พวกเราพากันไปนั่งกินน้ำอัดลมอยู่ในเมือง แล้วก็กลับมานอนสบายใจเฉิบ!

          ที่ไหนได้ คืนนั้นผมไม่เป็นอันนอนทั้งคืน พอจะงีบหลับก็ต้องสะดุ้งตื่นด้วยเสียงเคาะประต

          “เฮากลัวสหายถูกวางยาพิษ ในเมืองท่าแขกยังมีพวกปฏิการเคลื่อนไหวอยู่...”

          ทีแรกผมก็เคืองอยู่เหมือนกันที่ถูกปลุกทั้งคืน แต่เมื่อทราบว่าเจตนาของสหายไม่ได้ตั้งใจรบกวนการนอนของผม แต่ต้องการตรวจสอบว่าผมยังปลอดภัยดีอยู่หรือไม่ ก็ต้องขอบใจสหายยิ่งกว่าจะตำหนิติเตียน ผมต่างหากที่เป็นฝ่ายผิดพาสหายออกไปเที่ยว

          ที่สำนักต้อนรับแขกสากล ทีแรกผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขากินข้าวกันแค่ ๒ มื้อ กล่าวคือมื้อเช้าจะไม่มีข้าว แต่จะเป็นกาแฟ ขนมปังจิ้มนมข้นหวาน (ขนมปังที่นั่นเขาเรียกว่าข้าวจี่ เป็นขนมปังแข็งชิ้นยาวเป็นศอก)

          สายๆ เกือบเพลจึงจะกินข้าวงาย แล้วก็กินอีกทีตอนบ่ายแก่ๆ เป็นอันว่าวันนั้นจะสิ้นสุดที่คาบพาข้าวสวยตอนบ่ายแก่ๆ นั้นเอง

          มาทราบภายหลังว่านั่นคือมาตรการประหยัดในระยะที่ยังยากลำบาก ทุกกรมกองต้องยืนหยัดพึ่งตนเอง มีการผลิตพืชผักสวนครัวและเลี้ยงสัตว์เพื่อพึ่งตนเองให้ได้

          และกาแฟ ขนมปัง นมข้นหวาน น้ำตาลทราย... นั่นคืออัตราต้อนรับพิเศษที่มีให้เฉพาะแขกสากลเท่านั้น...

          จากสำนักต้อนรับแขกสากล...เมืองท่าแขก วันต่อมาผมถูกส่งขึ้นไปเวียงจันทน์ ตามเส้นทางหมายเลข ๑๓ ด้วยขบวนรถยนต์ที่มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา

          ขบวนรถจี๊ปที่นำผมไปเวียงจันทน์หน้าตาไม่เหมือนที่เห็นในเมืองไทย ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นประดิษฐกรรมยานยนต์ทหารของจีนหรือโซเวียต และผมก็ไม่ใส่ใจรายละเอียดในเวลานั้น ขอเพียงเป็นพันธมิตรสหายอ้ายน้องก็เพียงพอแล้ว!

          เส้นทางหมายเลข ๑๓ ในเวลานั้นยังเป็นทางลูกรัง เวลาจะข้ามแม่น้ำก็ไม่มีสะพานเหมือนอย่างทุกวันนี้ จะต้องนำรถลงแพขนานยนต์

          สรุปว่าจากท่าแขกไปถึงเวียงจันทน์ ผมไม่แน่ใจว่าระยะสั้นยาวกี่มากน้อย แต่ก็ใช้ระยะเวลาตั้งแต่เช้าจรดค่ำจึงเข้าสู่ตัวนครเวียงจันทน์... จุดหมายปลายทางอยู่ที่สำนักต้อนรับแขกสากลของศูนย์กลางพรรคประชาชนปฏิวัติลาว

          ผมไม่สามารถระบุพิกัดที่ตั้งของสำนักที่ว่านี้ได้

          บอกได้แต่เพียงว่ามันเป็นคฤหาสน์หลังโต ในเนื้อที่กว้างขวางแห่งหนึ่งของนครหลวงเวียงจันทน์ มีเรือนใหญ่และเรือนเล็กรายรอบภายในบริเวนรั้วรอบขอบชิด

          สหายบุนจัน นายทหารติดต่อของศูนย์กลางฯ บอกผมว่าเมื่อก่อนที่นี่เป็นบ้านพักรับรองของพลโทวิฑูรย์ ยะสวัสดิ์ หรือ “เทพ ๓๓๓” ในเส้นสายรหัสข่าวสารของ CIA สำนักข่าวกรองแห่งสหรัฐอเมริกา

          เรือนใหญ่เป็นคฤหาสน์ครึ่งตึกครึ่งไม้สองชั้น กี่ห้องนอนผมก็จำไม่ได้ จำได้แต่เพียงว่าเขาจัดให้ผมนอนห้องนอนหนึ่งบนชั้นสอง

          ทุกห้องของเรือนใหญ่จะปูพรมสีแดงเลือดนก ติดผ้าม่านลูกไม้สีขาวสะอาด ชั้นล่างเป็นโถงรับแขกและห้องรับประทานอาหาร ทุกห้องแม้แต่ในห้องน้ำจะวางถาดลูกอม บุหรี่และเครื่องดื่มไว้พรักพร้อม

          ผมสังเกตเห็นว่า ถ้ามีใครหยิบลูกอมหรือแกะซองบุหรี่มาจุดสูบแม้แต่มวนเดียว พนักงานจะนำมาเติมเต็มไว้ตามเดิมมิให้ขาดตกบกพร่อง

          สภาพของผมที่ไปถึงสำนักต้อนรับแห่งนี้ ผมยังเป้ถุงผ้าที่มัดด้วยผ้าขาวม้า เสื้อผ้าเผ้าผมมีฝุ่นดินลูกรังจับเขรอะ น้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำค่ำนั้นกลายเป็นสีแดงลูกรังอย่างเห็นได้ชัด และนี่เป็นการลงแช่น้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำครั้งแรกในชีวิตของผม

          “ขอเชิญลุงไปกินข้าว...”

          พนักงานหญิงในชุดผ้าซิ่นไหมกรอมเท้า สวมเสื้อผ้าลูกไม้สีขาวสะอาดอย่างเดียวกับผ้าม่านหน้าต่าง เธอเคาะประตูห้องนอนผมอย่างระมัดระวัง และเอื้อยเอ่ยอย่างพินอบพิเทาอยู่นอกประตูเมื่อผมเปิดบานประตูออก

          “ลุงสาลีรอคอยลุงอยู่ห้องกินข้าวแล้ว...”

ภาพนี้เก่าเก็บมาก ในชุดสารวัตรลูกเสือ เข้าใจว่าเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนวัดน้อยใน อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี (ในสมัยนั้น)

นี่ก็เป็นภาพเก่าเก็บ สมัยเป็นนักศึกษา มธ.ปี ๑

พ่อ (หน้าสุด) กับอาว์ลงไปเยี่ยม ทั้ง ๒ เสียชีวิตแล้ว

          ฟังทีแรกเข้าใจว่าเขาเชิญลงไปกินข้าว แต่เมื่อฟังหลายหนมันไม่ใช่คำว่า “ลง” แต่ เขาเรียกผมว่าลุงจริงๆ ผมงงเป็นไก่ตาแตก คนหนุ่มโสดอายุ ๒๖-๒๗ ถูกเรียกว่าลุงได้อย่างไร เรื่องนี้สหายบุนจันอธิบายให้ผมฟังว่า...

          “สหายเป็นคนหนุ่มก็จริงอยู่ แต่พรรคเราต้อนรับสหายในฐานะกรรมการศูนย์กลางฯ คนหนึ่ง เพราะสหายเป็นกรรมการศูนย์กลางพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย”

          ถึงตอนนี้ผมจึงถึงบางอ้อ!

โดย สมคิด_สิงสง

 

กลับไปที่ www.oknation.net