วันที่ ศุกร์ มกราคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โขงสองฝั่ง (๔๕) เหมือนดำน้ำมาเจอกัน


          ที่สำนักต้อนรับแขกสากลในนครหลวงเวียงจันทน์ ผมก็ยังมืดแปดด้านอยู่ดี สหายบุนจันบอกผมว่าจะต้องพักผ่อนอยู่ที่นี่สักระยะหนึ่งก่อนที่จะเดินทางไปยังศูนย์กลางฯ ...ก็แล้วศูนย์กลางฯ อยู่ที่ไหน?

          “ถ้าอย่างนั้นสหายหาเครื่องพิมพ์ดีดกระเป๋าหิ้วให้ผมสักเครื่องได้ไหม

          ผมหารือกับสหายบุนจันในเช้าวันหนึ่ง

          ปกติสหายบุนจันจะแวะมากินกาแฟตอนเช้ากับผมทุกวัน เขาคงจะสูงวัยกว่าผมไม่มากนัก อยู่ในชุดนายทหารที่ไม่ระบุชั้นยศ แต่งกายเป็นระเบียบเรียบร้อย และมีท่วงทำนองอ่อนน้อมถ่อมตนเสมอ

          สิ่งที่ทำให้ผมจำแนกแยกแยะชั้นยศนายหรือพลทหารในขบวนปฏิวัติ ไม่ได้ดูจากดาวบนบ่า หรือขีดขั้นใดๆ ในเครื่องแบบ แต่ดูจากว่าเขาพกพาอาวุธชนิดใด

          ปกติถ้าเป็นนายทหารจะพกปืนสั้น บรรจุในซองหนังสีน้ำตาลเข้มอย่างมิดชิด มีสายหนังสะพายเฉียงบ่าจากซ้ายลงขวาสำหรับคนถนัดมือขวา หรือจากขวาลงซ้ายสำหรับคนถนัดมือซ้าย แล้วจะมีสายสะพายกระเป๋าเอกสารเฉียงลงอีกข้างหนึ่ง

          ปืนพกสำหรับนายทหาร ถ้าไม่ใช่ เค.๕๔ ก็จะเป็น เค.๕๙ (ถ้าจำไม่ผิด) เป็นปืนกึ่งอัตโนมัติที่ผลิตในจีนหรือโซเวียต บรรจุกระสุนในแม็กกาซีน ขนาดลูกกระสุนเล็กกว่า ๑๑ มม.ของอเมริกา และมีขนาดเบากว่า แต่พลานุภาพการทะลุทะลวงของลูกกระสุนไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

คณะกองบัญชาการสูงสุดฝ่ายปะเทดลาวประจำเขตเชียงขวาง แถวหน้าจากซ้าย : สหายสีพอน พะลีขัน, สหายสิงกะโป สีโคดจุนนะมาลี และ สหายสะหมาน วิยะเกด

          ระหว่างพำนักในอยู่เวียงจันทน์ ผมต้องไม่ลืมแน่ว่าอยู่ในช่วงฤดูหนาว เพราะมองออกไปนอกประตูหน้าต่างผ่านผ้าม่านลูกไม้สีขาวบางเบา จะมองเห็นดอกผักกาดเขียวกวางตุ้งชูช่อเหลืองอร่าม ถัดลงไปจะชูช่อดอกที่ยังตูม ถัดลงไปอีกยังไม่ผลิดอก เพิ่งจะแตกใบอ่อนเขียวงาม

          นอกนั้นจะเป็นกอต้นหอม ผักชี ยี่หร่า สระแหน่... เขียวพรืดไปทั้งสนาม

          ทหารรักษาการณ์ที่นี่ราวหนึ่งกองร้อย พักอยู่เรือนแถวด้านหลังบ้านพักรับรอง ผมชอบแวะเวียนไปพูดคุยกับพวกเขา หลายคนบอกผมตรงกันว่าเมื่อก่อนสนามหน้าบ้านจะเป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับ จำพวกกุหลาบ เบญจมาศ แกลดิโอลัสหลากสีสัน

          แต่เมื่อสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาลาวสถาปนาขึ้น สวรรค์บนดินของนายทหารฝ่ายขวาและสมุนมือตีนจักรพรรดินิยมอเมริกาถูกยึดมาเป็นของประเทศชาติ และนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่การสร้างสรรค์ประเทศชาติ

          แปลงปลูกไม้ดอกไม้ประดับก็กลายมาเป็นแปลงผักสวนครัว เป็นได้ทั้งไม้ประดับ และเป็นพืชผักกินได้ เป็นแนวคิดที่สร้างสรรค์อย่างน่าอัศจรรย์

          ตกค่ำลุงสาลี วงคำซาว แวะมากินข้าวกับผมประมาณวันเว้นวัน ทีแรกผมก็ไม่ทราบดอกว่าท่านผู้นี้เป็นใคร ท่านเป็นคนร่างเพรียวสูง อยู่ในชุดเขินน้ำอย่างเดียวกับผม คือขากางเกงร่นขึ้นเกือบครึ่งแข้ง และแขนเสื้ออยู่ห่างจากข้อมือเกือบคืบ

          เรื่องเครื่องพิมพ์ดีดที่ผมร้องขอเป็นข้อกังวลอันใหญ่หลวงของสหายบุนจัน เพราะในยามที่ประเทศชาติเพิ่งได้รับการปลดปล่อย วัตถุปัจจัยเป็นเรื่องที่มีข้อจำกัดยิ่ง เครื่องพิมพ์ดีดกระเป๋าหิ้วอย่าว่าแต่เครื่องภาษาไทยเลย แม้แต่เครื่องภาษาลาวก็ยังไม่มีใช้อย่างเพียงพอ

          ถ้าทำได้ในวันนี้ ผมต้องขอโทษสหายเป็นอย่างสูงยิ่งที่ได้ขอในสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง ทีแรกผมนึกว่าแค่เครื่องพิมพ์ดีดกระเป๋าหิ้วเครื่องเดียวคงเป็นเรื่องเล็กน้อย

          ต้องยอมรับว่าการอยู่คนเดียวในสภาพอย่างนั้น มันทำให้ความคิดของผมฟุ้งซ่านไม่น้อย ทำให้นึกถึง ถ้อยคำเตือนสติที่ว่า “อยู่คนเดียวระวังความคิด อยู่กับมิตรระวังวาจา

          “ให้สหายพักผ่อน อยู่ที่นี่ให้หายเหนื่อยเสียก่อน”

          สหายบุนจันตอบคำถามเมื่อผมถามว่าเมื่อไรจะได้เดินทางขึ้นไปศูนย์กลางฯ

          “ผมจะพักผ่อนได้อย่างไร ในเมื่อประเทศชาติของผมยังมีปัญหายุ่งยากมากมาย ผมต้องการเดินทางโดยเร็วที่สุด สหายช่วยประสานงานให้ผมได้เดินทางโดยเร็วเถอะ

          ผมก็ว่าไปตามประสาซื่อ โดยที่ไม่ระแคะระคายเลยว่าประวัติของผมจะเป็นตัวปัญหาทำให้การเดินทางมีความล่าช้า เหตุมาจากเรื่องโทรเลขที่ผมฝากส่งขึ้นมาจากดงมูล มีคนนำไปตีความให้มีปัญหา

          ทำให้ผมต้องนอนห้องแอร์อยู่ที่เวียงจันทน์ถึง ๗ วัน ๗ คืน

          วันท้ายๆ ผมถูกส่งขึ้นเฮลิคอบเตอร์ แต่แล้วเครื่องก็ร่อนลงสนามบินเวียงจันทน์ตามเดิม โดยมีคำอธิบายว่าทัศนวิสัยไม่ดี เครื่องไม่สามารถบินไปสู่ที่หมายปลายทางได้

          ผมยืนยันกับลุงสาลี วงคำซาว ว่าต้องการเดินทางโดยเร็วที่สุด โดยที่ในเวลานั้นผมไม่รู้ดอกว่าฐานะทางการเมืองของท่านเป็นอย่างไร ผมทราบทีหลังว่าท่านผู้นี้เป็นผู้ปฏิบัติงานระดับสูง ซุ่มซ่อนทำงานการเมืองอยู่ในที่ราบเวียงจันทน์ และมีบาทบทสูงยิ่งในการจัดตั้งมวลชนพื้นฐานในนครหลวงเวียงจันทน์เพื่อลุกฮือขึ้นต่อสู้กับจักรพรรดินิยมอเมริกาและสมุนลูกมือ

          ที่ห้องอาหารสำนักต้อนรับแขกสากลฯ เวียงจันทน์ ค่ำนี้ไม่มีท่านสาลี วงคำซาว ไม่มีสหายบุนจัน ผมนั่งอยู่ในนั้นเพียงคนเดียว อาหารลำเลียงมาตั้งรอไว้แล้ว เป็นอาหารไทยตามที่ผมร้องขอ เนื่องจากที่ผ่านมาแม่ครัวจะจัดอาหารที่ผมไม่คุ้นเคยมาให้กิน

          ผมเปิดไวน์ขาวเก่าเก็บขวดหนึ่ง สลากข้างขวดเปื่อยยุ่ยจนอ่านได้ยาก นั่งดื่มคนเดียวจนหมดขวด

          เปิดตู้เย็นมีเบียร์ดำเย็นเฉียบแช่ไว้หลายขวด

          ในคืนที่โดดเดี่ยวเดียวดาย ผมเพิ่งได้นอนหลับเต็มตาเมื่อดื่มเข้าไปหลายแก้ว ฟุบหลับไปบนโซฟาที่บุด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดงเลือดนก อย่างเดียวกันกับสีพรมที่ปูพื้น

          อาจเป็นเพราะผมหลับไปตั้งแต่หัวค่ำ ทำให้ตื่นแต่เช้าตั้งแต่ไก่โห่

          “ชั้นบนให้สหายเตรียมเดินทางวันนี้แต่เช้า...”

          ผมดีใจจนพูดไม่ออกเมื่อแม่ครัวมาเคาะประตูเรียกลงไปกินกาแฟมื้อเช้า ผมรีบจัดแจงเก็บข้าวของลงถุงเป้ หยิบชุดเขินน้ำสีเขียวใบตองกล้วยมาสวมใส่ สวมรองเท้าผ้าใบสีเดียวกันที่รองด้วยถุงเท้าสีเขียวขี้ม้าที่มากับรองเท้าผ้าใบพื้นยางพารา

          คราวนี้ ฮ.ไม่บินกลับเหมือนวันก่อน บินขึ้นจากสนามบินเวียงจันทน์ในเวลาประมาณ ๙ โมงเช้า ผมสังเกตเห็นว่า ฮ.บินเรี่ยต่ำตลอดเส้นทาง มองลงเบื้องล่างเห็นลำน้ำโขงทอดสายเลี้ยวลดคดเคี้ยว บางช่วงผมเห็น ฮ.บินข้ามแม่น้ำโขงไปอีกฝั่งหนึ่ง

          ใจหายวาบเมื่อนึกว่าเบื้องล่างคือฝั่งไทย!

          แต่ความจริงไม่ใช่ดอกครับ เนื่องจากดินลาวแถบนั้นกินแดนทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำโขง คะเนว่าประมาณสองชั่วโมงเห็นจะได้ ฮ.พาผมบินไปร่อนลงสถานที่แห่งหนึ่งโดยที่ไม่ดับเครื่องยนต์

          ทราบภายหลังว่าที่นั่นคือเมืองไชยบุรี มีแม่น้ำสายหนึ่งที่ไหลตกโขง

          มีคนในชุดทหารลาวสีเขียวตองกล้วยสี่ห้าคนกรูกันมาขึ้น ฮ.ลำที่พวกผมนั่งมา หนึ่งในจำนวนนั้นเป็นชายสูงวัยร่างสูงใหญ่ ศีรษะบาง แต่ท่าทางใจดี

          ทุกคนปิดปากเงียบ!

          ผมเองก็ไม่กล้าพูดจาสิ่งใด เพราะกลัวเสียลับ...

          ราวเที่ยงวัน ฮ.ร่อนลงระดับต่ำ ผมมองเห็นสายน้ำตกจากหน้าผาสูงชันสะท้อนแสงแดดเหมือนสายเงิน เบื้องล่างคงจะเป็นสนามบินแห่งใดแห่งหนึ่ง...

          “เวินไว้ก่อน... เวินไว้ก่อน...” เป็นเสียงโต้ตอบผ่านวิทยุมือถือ

          แลลงเบื้องล่างเห็นฝูงวัวควายแทะเล็มหญ้าอยู่เต็มสนาม ครู่ใหญ่ต่อมาก็ถูกคนไล่ต้อนออกไปนอกสนาม

          .ร่อนลงจอดสงบนิ่งที่สนามบินหลวงพระบาง มีรถจี๊ปทหารแล่นมารับพวกเราไปที่ภัตคารแห่งหนึ่ง ผมยังจดจำรสชาติข้ามมันไก่ตอนมื้อเที่ยงนั้นได้ดี มันเป็นมื้อแรกในรอบหลายเดือนที่ไม่ได้ลิ้มรสข้าวมันไก่เลิศรสเช่นนั้น

          ผมกับคณะที่มาจากเวียงจันทน์นั่งอยู่โต๊ะหนึ่ง ส่วนคณะที่ขึ้นมาสมทบที่เมืองไชยบุรีนั่งกินข้าวเงียบๆ อยู่อีกโต๊ะหนึ่ง

          เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้สัมผัสบรรยากาศเมืองหลวงพระบาง ถึงแม้จะเป็นระยะเวลาเพียงชั่วโมงเศษๆ แต่ชื่อบ้านนามเมืองที่ชื่อว่า “หลวงพระบาง” ก็ตราตรึงในความรู้สึกของผมนับแต่นาทีแรกที่ได้เห็น

          ตึกรามสไตล์ฝรั่งเศสทาสีขาว บ้านเรือนโบราณที่ผมไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน ตั้งเรียงรายอยู่ตามฝั่งแม่น้ำ มีสายลมเย็นพัดโชยบางเบา ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส...

          ผมต้องกลับมาเยือนหลวงพระบางอีกให้ได้!

          นั่นคือความรู้สึกนึกคิดในเวลานั้น โดยที่ไม่รู้ดอกว่าอนาคตจะเป็นไปเช่นใด

          ทุกคนยังนั่งนิ่งเงียบเมื่อ ฮ.บินขึ้นจากสนามบินหลวงพระบาง สำหรับผมการนิ่งเงียบคือการรักษาความลับที่ดีที่สุด

          ราวชั่วโมงเศษๆ ต่อมา ฮ.พาหนะที่พาผมมาจากเวียงจันทน์ก็ร่อนลงจอดอีกครั้งหนึ่งที่สนามบินเมืองอุดมไช และสถานการณ์ที่ผมไม่ได้คาดคิดไว้ก่อนก็เกิดขึ้น

          ชายร่างสูงศีรษะบางคนนั้นปรี่เข้าหาผมทันทีที่พวกเราก้าวลงจากเฮลิคอบเตอร์

          “คุณสมคิดใช่ไหมครับ” เขายื่นมือมาจับมือผมบีบแน่น “ยินดีต้อนรับสูงแนวหลัง”

          สำเนียงพูดภาษาไทยภาคกลางชัดแจ๋ว ทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่าท่านผู้นี้เป็นอ้ายน้องไทยแน่ๆ

          ใช่ครับ... ความจริงแล้วท่านก็คือ “ลุงสม” หรือคุณอุดม ศรีสุวรรณ ผู้รับผิดชอบสำนักแนวร่วม เอ.๓๐ ในเวลาต่อมา แต่คณะที่ติดตามท่านมาเป็นใครบ้างผมไม่รู้จัก และจดจำไม่ได้จนถึงวันนี้

          จากสนามบินเมืองอุดมไช มีรถจี๊ปมารับพวกเราไปที่สำนักต้อนรับแห่งหนึ่ง

          “เหมือนดำน้ำมา เจอกันแท้ๆ...”

          เนื่องจากที่นั่นผมได้พบคนคุ้นเคยที่พลัดพรากจากกันเมื่อคราว ๖ ตุลา ๒๕๑๙ โดยที่ไม่เคยนึกเคยฝันว่าจะได้มาพบเจอกันที่นี่

คำสิงห์ ศรีนอก หรือ “ลาวคำหอม” เจ้าของผลงานเขียนชุด “ฟ้าบ่กั้น” แห่งไร่ธารเกษม ปากช่อง

โดย สมคิด_สิงสง

 

กลับไปที่ www.oknation.net