วันที่ ศุกร์ มกราคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พระสหัสสนัยวิพากย์ทุนที่ซ่อนอยู่ในชีวิตข้อที่ 4 สังขาร(ความคิดปรุงแต่ง)


พระสหัสสนัย (พระธรรม 1 พันนัยยะ)

โครงสร้างพระธรรมหมวดที่ 1 อุปาทานขันธ์ (ฝ่ายโลกียธรรม)

ในมุม วิพากย์ทุนที่ซ่อนอยู่ในชีวิต

(ข้อที่ 4)




 

ความเป็นมา

พระสหัสสนัยเป็นพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แก่พุทธสาวก 

ที่มหัศจรรย์มากก็คือ แม้เพียงแค่รอบเดียว พระสงฆ์ที่ได้รับฟังสามารถบรรลุธรรมได้ตั้งแต่โสดาบันจนถึงขั้นพระอรหันต์

ด้วยว่าพระสงฆ์และสาวกเหล่านั้นเคยบำเพ็ญบารมีมาแต่เดิม แต่ทว่า ในประวัติศาสตร์ ของ

พุทธศาสนาที่ผ่านมา ยังไม่มีเคยมีใครบรรยายพระสหัสสนัยให้คนทั่ว ๆ ไปเข้าใจได้เลยว่า มันคืออะไร มีแต่เฉพาะบทที่เป็นคำสวดที่สวดจดจำสืบ ๆ กันมา โดยเฉพาะในภาคภาษาไทย นับเป็นโอกาสดีที่ข้าพเจ้าได้เดินทางไปเรียนหลักสูตรพระสหัสสนัยมาจากอาจารย์ผู้มีปัญญาความสามารถ

จึงพยายามอย่างยิ่งที่จะนำเอาพระสหัสสนัยที่ได้เรียนรู้และเข้าใจมานี้มาขยายความเพื่อให้เกิดประโยชน์ แก่บุคคลทั่ว ๆ ว่ากันว่าผู้ใดสามารถเข้าใจโครงสร้างของสหัสนัยจนแตกฉาน สามารถเข้าใจพระธรรมได้ทั้ง ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเองได้ไปตลอดกาล

ข้าพเจ้าขอโอกาส นำพระธรรมขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้ามาอธิบายขยายความ

ในเฉพาะส่วนที่เป็นโลกียธรรม ซึ่งไม่ยากเกินไปที่มนุษย์ปุถุชนผู้ใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันจะเข้าใจได้ เผื่อผู้มีปัญญาสดับรับฟังแล้ว จะได้มองเห็นธรรม เกิดความซาบซึ้งใจในพระธรรม จะได้เกิดความขวนขวายในการ ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมให้ลึกซึ้งยิ่ง ๆ ขึ้น ไป

เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนเป็นอันมากในปัจจุบันและอนาคต



 

 

นะโม ตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

ขอน้อบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

 

พระสหัสสนัย หมวด อุปาทานขันธ์

วิพากย์ทุน ที่ซ่อนอยู่ในชีวิต

 

โครงสร้างของพระสหัสสนัยนั้นว่าด้วยเรื่องของ

ขันธ์ ๕ อันประกอบด้วย

1.รูป 

2.เวทนา

3.สัญญา

4.สังขาร

5.วิญญาณ

 

แล้วก็มาถึงข้อที่ ๔

ในที่นี้จะกล่าวถึงขันธ์ ๕ หมวดที่ 4 นั่นคือสังขาร(แปลว่า การปรุงแต่ง) หรืออย่างที่เรียกกันง่าย ๆ ความคิดนั่นเอง


 

ข้อที่ 4 สังขาร (ความคิดปรุงแต่ง)

 

โครงสร้างพระสหัสสนัยขันธ์ ๕ ข้อนี้ พูดเรื่อง ความคิดปรุงแต่งลงมือทำ หรือพูดภาษาไทยก็คือความคิดนั่นเอง

คนเรามีความคิดหลากหลาย ซึ่งแบ่งออกได้ 3 ประเภท

นั่นคือ

1.ปุญญาภิสังขาร สังขารปรุงแต่งให้เป็นบุญ (คิดสร้างสรรค์ในทางที่ดี)

2.อปุญญาภิสังขาร สังขารปรุงแต่งให้ไม่เป็นบุญ(คิดในทางทำลาย คิดทำชั่ว พูดชั่ว)

3.เอนญชาภิสังขาร สังขารไม่ปรุงแต่ง ขี้เกียจปรุงแต่ง(ได้แก่คนที่คิดขี้เกียจ ไม่ลงมือทำอะไร)

 

ในที่นี้เราจะกล่าวเฉพาะในมุมมองของทุน ความคิดเป็นทุนรอนของชีวิตได้อย่างไร

 ในหมวดของสังขาร(ความคิด)นี้สามารถมองได้นับพัน ๆ มุม แต่ในมุมนี้เรามอง สังขาร(ความคิดปรุงแต่ง) เป็นทุน นั่นคือความคิดเป็นต้นทุนสำคัญของชีวิตคนเรา คนคิดเป็น รู้วิธีคิด คิดได้มาก คิดสร้างสรรค์ คิดได้เร็ว รู้จักคิดปรุงแต่งลงมือทำ รวมถึงประดิษฐ์ ประดอย ประดับ ตกแต่ง  ก็ชื่อว่ามีความได้เปรียบกว่าคนอื่น ๆ ถ้าพูดภาษาปากก็คือคนเราบางคนมีความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ออกแบบ มีนิสัยชอบคิดชอบทำ คนที่มีนิสัยแบบนั้นก็จะได้เปรียบกว่าคนที่ไม่ค่อยชอบคิด

 เรื่องความคิดนี้จะเรียกว่าเป็นพรสวรรค์ทั้งหมดก็คงไม่ได้ เพราะมันขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ และการฝึกฝนเป็นสำคัญ ส่วนที่ใช่ในการคิดประมวลผลก็คือสมองของคนเรา คนที่ในวัยเด็ก สนใจหัดคิด ชอบทำการบ้าน ชอบคำนวณ กะเกณฑ์นับ ชอบหาทางออกชอบแก้ปัญหา ใช้สมอง บริหารความคิดอยู่อย่างสม่ำเสมอ เมื่อโตขึ้นก็จะมีสมองที่รวดเร็วฉับไวในการทำงาน มีความคล่องแคล่วกระฉับกระเฉงกว่าพวกที่ไม่ชอบคิด ต้นทุนข้อนี้คนเราเพิ่มเติมกันได้ ตั้งแต่วัยเยาว์  เพราะยิ่งเวลาผ่านไป คนที่ชอบคิดปรุงแต่งทำ กับคนขี้เกียจคิด ความแตกต่างของชีวิตยิ่งกว้างออกยิ่งห่างกันราวฟ้ากับเหว

 ความคิดถ้าพูดเปรียบกับคอมพิวเตอร์ก็คือหน่วยประมวลผล สมองของคนเราก็ต้องมีการใช้งาน ต้องมีโปรแกมในการคิดคำนวณจึงจะคิดออก นั่นคือ (สูตร)วิธีคิด วิธีคำนวณ จากนั้นก็มีการใช้สมองคิดคำนวณ อยู่เสมอยิ่งใช้สมองก็ยิ่งเกิดความคล่องแคล่ว คนที่ฝึกลับสมองอยู่เสมอสมองจะเฉียบไว ความคิดเฉียบแหลมคิดอะไรก็ได้รวดเร็วฉับไว มีผลให้ร่างกายเกิดความคล่องแคล่วกระฉับกระเฉง ตามไปด้วย นี่ถ้าจะกล่าวในประเด็นนี้กันอีก ก็อีกยาวขอสรุปลงที่ประเด็นในมุมของทุนว่า ความคิดของคนเราสามารถสร้างความแตกต่างในชีวิตขึ้นมาได้ และความคิดของคนบางคนขายได้

 คนชอบคิดย่อมคิดหาทางออกหลากหลาย หาความเป็นไปได้ มีจินตนาการ ในที่สุดก็มีทางออกในปัญหาชีวิตหลากหลาย  ในขณะที่คนไม่ชอบคิดนั้น เมื่อเจอปัญหาก็ตีบตัน หาทางออกไม่ได้เพราะไม่เคยหัดคิดในมุมต่าง ๆ มาก่อน มีมุมความคิดคับแคบพลอยทำให้จิตใจคับแคบไปด้วย  ชีวิตจึงมักมีเรื่องให้คาดไม่ถึงอยู่บ่อย ๆ ในขณะที่คนที่คิดรอบด้านก็จะพูดว่า ก็เคยคิดไว้แล้ว คนมีจินตนาการน้อย ไม่ค่อยชอบคิดก็จะมักซึมซื่อเชื่องช้าไม่ทันการณ์อยู่เสมอ มีผลให้จิตใจคับแคบ คิดอะไรไม่รอบคอบ และยิ่งไม่ใช้สมองนานไปสมองก็ยิ่งทื่อเหมือนมีดขึ้นสนิม สมองเรานี่เป็นอะไรที่มหัศจรรย์ ยิ่งใช้ยิ่งเฉียบแหลมฉับไว้ ยิ่งขี้เกียจใช้ยิ่งทื่อ แต่หากมองในหมวดพระสหัสสนัยแล้ว ก็อธิบายได้ว่า ในขันธ์ ๕ ของคนเรานั้น ต้องมีการบริหารขันธ์อยู่ตลอดเวลา ไม่งั้นจะเกิดความไม่สมดุล เกิดความไม่เหมาะไม่ควรแก่การงานขึ้น เวลาคนเราจะใช้งานก็จะใช้ไม่ได้ดั่งใจ มันจะติด ๆ ขัด ๆ ไปเสียหมด

 การลงมือปรุงแต่งของแต่ละคนสร้างความแตกต่างในชีวิต สังขาร(การคิดปรุงแต่งลงมือทำ)เปรียบประดุจพ่อครัว สังขารของแต่ละคนมีความสามารถในการปรุงแต่งไม่เท่ากัน ดังเราจะเห็นว่าเป็นพ่อครัวทำอาหารเหมือนกัน แต่ออกมาอร่อยไม่เหมือนกัน เปิดร้านขายข้าวแกงเหมือนกัน แต่ร้านหนึ่งขายไม่หมด อีกร้านคนแน่นขายหมดทุกวัน เพราะฝีมือในการปรุงอร่อยไม่เหมือนกัน (พระธรรมข้อนี้ซ่อนอยู่ในชีวิตของคนเราแต่น้อยคนนักที่จะมองเห็น)

 ชีวิตก็เช่นเดียวกัน การคิดปรุงแต่งนี้ แหละคือตัวที่ทำให้เกิดความแตกต่างในชีวิต ความลับอยู่ที่การปรุงแต่ง(สังขาร) หากจะอธิบายก็เช่น เป็นนักข่าวเหมือนกัน แต่ลีลาในการอ่านข่าวไม่เหมือนกัน ผลก็แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น คนอ่านข่าวกีฬา อย่างคุณเอกราช เก่งทุกทาง กับคนอ่านข่าวช่องอื่น ๆ หน้าตาคุณเอกราชก็ไม่ได้หล่อกว่า ข่าวก็ข่าวกีฬาเหมือนกัน แต่ทำไมผู้คนถึงได้สนใจข่าวที่คุณเอกราชเอามารายงานมากกว่า ก็เพราะว่าลีลาในการปรุงแต่งสร้างสรรค์ ลีลาในการอ่านข่าวของคุณเอกราช การแต่งตัว น้ำเสียง อารมณ์ ความกระตือรือร้น เรียกได้ว่า ผ่านการปรุงแต่งมาแล้ว ว่าถูกใจคนดู

 หากจะถามว่า ในชีวิตของเราต้องปรุงแต่งอะไรบ้าง เรื่องสำคัญมี 5 ประการด้วยกันนั่นคือ

1. ปรุงแต่งกาย (ขันธ์ 5 ข้อที่ 1 รูป)

2. ปรุงแต่งอารมณ์ (ขันธ์ 5 ข้อที่ 2 เวทนา)

3. ปรุงแต่งความจำ(ขันธ์ 5 ข้อที่ 3 สัญญา)

4. ปรุงแต่งความคิด(ขันธ์ 5 ข้อที่ 4 สังขาร)

5. ปรุงแต่งความรู้ (ขันธ์ 5 ข้อที่ 5 วิญญาณ)

แค่ปรุงแต่ง 5 ข้อนี้ก็สร้างความแตกต่างได้มากแล้ว เพราะการปรุงแต่งนี่แหละที่ทำให้เกิดคนจนคนรวย ทำให้เกิดคนมีความสุขในชีวิตกับคนมีความทุกข์ยากแสนสาหัสในการดำเนินชีวิต

 เพราะคนที่คิดสร้างสรรค์ ย่อมเริ่มสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมารอบตัว ย่อมได้รับผลเป็นความสุข ความเจริญทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นรอบ ๆ ตัวเป็นการตอบแทน 

ส่วนพวกที่คิดทำลาย คิดชั่วร้าย ย่อมคิดแต่จะทำลายทำร้ายสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ทั้งยังทำให้ตนเองและผู้คนรอบข้างเดือดร้อน ย่อมได้รับผลกรรมชั่วตอบแทนในชีวิต

พวกคนประเภทที่ 3 คือพวกขี้เกียจคิดปรุงแต่ง ขี้เกียจลงมือทำ คนประเภทนี้ก็จะไม่มีอะไรงอกเงยขี้นมาเลยในชีวิต พระพุทธเจ้าเรียกว่า เป็น โมฆบุรุษ(เกิดมาเปล่า ๆ ) หรือจะเรียกตามภาษาปากมนุษย์ทั่วไปว่า เสียชาติเกิด ความชั่วก็ไม่ค่อยมี ความดีก็ไม่ปรากฏเพราะขี้เกียจไปเสียทุกเรื่อง หาทางสบายอย่างเดียว คนประเภทนี้เป็นรากเหง้าแห่งความชั่วร้ายในสังคมเพราะ เมื่อคนเราขี้เกียจไม่ทำการงาน ย่อมยากจน เพราะขันธ์ 5 ของเรานี้ยังต้องกินต้องใช้ มีลูกก็ต้องเลี้ยงลูก มีสามีภรรยาก็ต้องหาเลี้ยง แต่ไม่ทำการงาน มัวงอมืองอเท้า จะเอาที่ไหนมาเลี้ยง บางคนก็ขอยืมเพื่อนยิมญาติ หนักเข้า ๆ ก็ไม่มีใครให้ยืม ก็โทษคนอื่นทั้งโลก แต่ไม่เคยโทษตัวเองว่าขี้เกียจ ติดนิสัยแบมือรอแต่ความช่วยเหลือไม่เคยคิดช่วยตัวเองให้รอด ไม่สนใจมองดูเลยว่าชีวิตของคนอื่น ๆ เขาก็มีความยากลำบากในชีวิตกันทุก ๆ คน หนักเข้า ๆ ก็หาทางออกง่าย ๆ ด้วยการขโมย แย่งชิง ปล้น ฆ่า หลอกลวงเขาเลี้ยงชีพ ทำงานแบบเอาเปรียบคนอื่น แต่ให้ได้เงินเยอะ ๆ จึงเกิดมีมิจฉาชีพขึ้นมาในสังคมเยอะแยะไปหมด มักโน้มเอียงไปทางทำชั่วกันเสียมาก แต่บางคนก็ไม่ทำอะไร แม้บริหารขันธ์ด้วยการกวาดบ้าน รดน้ำต้นไม้ก็ไม่ทำ ใช้คนอื่นอย่างเดียว ร่างกายเลยอ้วน เฉื่อยชา หมดความรู้สึก(ไม่ปรุงแต่ง)เลยเกิดเป็นอัมพฤกอัมพาต ดังที่เราเห็นกัน พอตายแล้วเกิดมาชาติหน้าแขนขาจะไม่ครบ อเนญชาภิสังขาร(ขี้เกียจปรุงแต่ง) นี่สำคัญมาก เพราะสัญญา(ขันธ์ข้อที่ 3)มันจำได้ว่าเมื่อก่อนเคยขี้เกียจยังไง เช่นขี้เกียจเดิน จนเป็นอัมพฤตอัมพาต ชาติต่อมามันก็ไม่ปรุงแต่งให้มีขา เลยเกิดมาขาไม่มีมาตั้งแต่เกิด บางคนไม่ชอบใช้แขนทำอะไรก็เกิดมาไม่มีแขน  บางคนขี้เกียจพูด พูดดีก็ไม่พูดพูดร้ายก็พูด เลยเกิดมาเป็นใบ้ นี่อธิบายตามหลักพระสหัสสนัยนะครับมิได้หมายเอาพระธรรมในหมวดอื่น ๆ (เช่มหมวดกรรมเป็นต้น) เราจึงพบเห็นคนประเภทนี้อยู่ในสังคม พอเห็นก็สงสัยว่า เขาทำกรรมอะไรหรอจึงได้เกิดมาพิการ ก็ใครจะไปทำให้เขาละครับ ไม่มีใครทำเขาทั้งนั้นแหละ เขาทำตัวเขาเอง เพราะเขาขี้เกียจในชาติที่แล้วไงครับ บางคนไม่ทันตายก็เห็นผลแล้ว ลองไม่ใช่สมองจำเรื่องราวต่าง ๆ นาน ๆ สิ เป็นอัลไซเมอร์เอาง่าย ๆ นะขอบอก

ทุนคือความคิดปรุงแต่งลงมือทำ(สังขาร)นี้ หากจะพูดถึงการใช้ เราสามารถใช้งานได้หลากหลาย ได้ทุกแนว ดังจะยกตัวอย่าง เมื่อต้องใช้ในชีวิต พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง  ฯลฯ เป็นของสกปรก น่าเกลียดไม่ควรจะไปยึดถือว่าเป็นแก่นสาร 

ให้มองเห็นสัจจธรรมของการเกิดแก่เจ็บตาย ผ่านเนื้อหนังเพื่อความหลุดพ้น นี่คือมุมหนึ่ง

แต่มารมองตรงกันข้ามกับพระพุทธเจ้า มารมองว่า ก็เพราะผมมันสกปรกน่าเกลียดนี่แหละ จึงต้องมีการคิดสร้างยาสระผมขึ้นมาขาย มารเลยทำยาสระผมขึ้นมาขายรวยเลย ผิวหนังของคนเรามีขี้ไคล มีเซลผิวหนังตายมันสกปรกไม่อาบน้ำก็เหม็น แต่มารบอกว่าก็เพรามันเหม็นนั่นแหละ มารจึงทำสบู่มาขาย ทำน้ำหอมมาขาย มารเลยรวย ฮา 

นี่แหละมองเรื่องเดียวกันแต่เห็นกันคนละมุม ทีนี้ จากตัวอย่างนี้ถ้าคนเรา จะใช้ให้เกิดประโยชน์จะทำอย่างไร

ดังที่อธิบายมาข้างต้นว่า ความคิดของคนเรานั้นต้องมีการบริหาร นั่นคือต้องเคยคิดมาบ้าง เคยมองในมุมต่าง ๆ มาบ้างจึงจะมองเห็นทางออก

เราจึงควรหัดมองสิ่งต่าง ๆ ให้ได้ 1 พันมุม อย่างเช่น อาชีพเกี่ยวกับ ผม (เส้นผม) มีอาชีพอะไรบ้าง คนที่ไม่เคยคิดมองก็จะนึกออกไม่กี่อย่าง แต่ลืมคิดไปว่า อาชีพนี้มีมานานและคนทั่วโลกก็กำลังทำอาชีพเกี่ยวกับผมกันอยู่ ถ้าใครคิดออกก็จะมีอาชีพที่ตนเองใช้เลี้ยงชีวิตได้ เอาไปลงมือทำ ไปคิดแต่งทำ เช่น

ตัดผม ทำยาสระผม ครีมนวดผม ยาย้อมผม ยาโกรกสีผม ขายมีดโกนผม กรรไกรตัดผม ปัตตาเลี่ยน ผลิตวิกผม ยาแก้หัวล้าน ยากัดสีผม แม้แต่ผลิตเก้าอี้สำหรับนั่งตัดผมในร้านก็เป็นอาชีพเกี่ยวกับผม ยังมี ผลิตหวี ขายหวี ผลิตกระจกให้ร้านตัดผม  เจลใส่ผม  ผลิตกิ๊บหนีบผม ขายกิ๊บหนีบผม ผลิตยางมัดผม ช่างออกแบบทรงผม แม้แต่ผู้ออกแบบประดิษฐ์ขวดน้ำยาสระผม นางแบบโฆษณายาสระผม(แบบอั้ม) โอ๊ยย จิปาถะ ฯลฯ นี่ยังไม่หมดเลย ลองหลับตาแล้วนึกถึงสิ่งที่เราเคยเห็นในชีวิตประจำวันสิ ว่ามีอะไรบ้าง พอนึกออกแล้วใน 1 อาชีพนั้นยังเกี่ยวกับอาชีพอื่น ๆ ในสังคมอีกก็ขยายออกมาสิ เช่น อาชีพตัดผม ทำผม ก็ต้องเกี่ยวกับ กระจก เกี่ยวกับ ผ้าคลุมตัดผม เกี่ยวกับหวี กรรไกร มีดโกน เป็นต้น  หรือบางคนทำยาสระผมขายก็ต้องเกี่ยวกับโรงงานผลิตขวดพลาสติก ผลิตฉลากยี่ห้อ เกี่ยวข้องกับฝ่ายโฆษณา ฝ่ายขนส่ง ร้านค้าปลีก จนถึงนักออกแบบผลิตภัณฑ์ จะเห็นว่า มีความเกี่ยวเนื่องกันไปถึงอาชีพต่าง ๆ ที่นับพัน ๆ อาชีพ แต่คนเราคิดไปถึงหรือเปล่า ส่วนใหญ่ จะเข็มขัดสั้นเพราะไม่เคยคิด(คาดไม่ถึง ฮา)

สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัวคนเรา สามารถเอามาเป็นอาชีพได้หมด ถ้าใครมองเห็น คิดออก เท่ากับมีทุนสำคัญอยู่ในมือแล้ว จะมัวรอให้ใครมาจ้างทำงานอยู่ทำไม ลงมือสร้างงานด้วยตัวเองได้มิใช่หรือ ใครลงมือทำลงมือสร้างไปไม่ย่อท้อ ก็เกิดผลดีกับชีวิต คนนั้นก็จะมีชีวิตอยู่ในโลกได้ ไม่อดอยากยากแค้น แสนเข็ญ ชีวิตก็ไม่ต้องประสบความทุกข์ยาก ลำบาก ลำเค็ญ เข็ญใจ นั่นเพราะรู้จักคิดปรุงแต่งสร้างทำขึ้นมา ไม่งอมือง้อเท้าให้อัมพฤกอัมพาตกินซะเปล่า ๆ นั่นเอง 

เรื่องการปรุงแต่งจะอธิบาย ขยายในมุมต่อไป แต่มุมนี้ชักจะยาวแล้วขอจบเพียงเท่านี้ จบดื้อ ๆ ซะงั้น ฮา 

หยุดพักสายตาไว้ที่ภาพงาม ๆ ครับ


 

 

 

 

 

 

 


โดย พันธุ์สังหยด

 

กลับไปที่ www.oknation.net