วันที่ อาทิตย์ มกราคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พุทธชัยมงคลคาถาที่ 2 ตอนพระขันติธรรม พิชิต อาฬวกยักษ์


พุทธชัยมงคลคาถา ตอนพระขันติธรรม พิชิต อาฬวกยักษ์

มีบทสรรเสริญพุทธคุณใน พุทธชัยมงคลคาถา บทที่ ๒ ว่า
   

  " มาราติเรกมภิยุชฺฌิตสพฺพรตฺตึ
      โฆรมฺปนาฬวกมกฺขมถทฺธยกฺขํ
      ขนฺตีสุทนฺตวิธินา ชิตวา มุนินฺโท
      ตนฺเตชสา ภวตุ เต ชยมงฺคลานิ

 

     พระจอมมุนีได้ชัยชนะต่ออาฬวกยักษ์ ผู้มีจิตสันดานหยาบกระด้าง ปราศจากความอดทน มีฤทธิ์มาก ได้เข้ามาต่อสู้จน

ตลอดทั้งคืน ด้วยวิธีทรมานอย่างดี คือ พระขันติธรรม ด้วยเดช

แห่งชัยชนะของพระพุทธเจ้านั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่านเถิด "

 

     สำหรับชัยชนะครั้งที่ ๒ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นชัยชนะ

ที่ได้มาด้วยขันติธรรมเป็นเลิศ และด้วยเมตตานุภาพอันไม่มี

ประมาณ ซึ่งหลวงพ่อได้เล่าไปบ้างแล้ว จึงขอนำมาเล่าย่อๆว่า 

พระพุทธองค์ทรงมีชัยชนะต่ออาฬวกยักษ์อย่างไรบ้าง 

 

     * เรื่องมีอยู่ว่า ในสมัยพุทธกาล พระราชาเมืองอาฬวีถูกยักษ์

จับ แต่พระองค์ทรงให้สัญญากับยักษ์ว่า ถ้าหากยักษ์ปล่อยพระองค์ไป พระองค์จะส่งคนมาให้ยักษ์กินเป็นอาหารทุกวัน เมื่อพระราชา

รอดชีวิตมาได้ ทรงรับสั่งให้อำมาตย์ส่งนักโทษนำอาหารใส่ถาด

ทองไปให้ยักษ์กินที่ใต้ต้นไทรใหญ่ เมื่อนักโทษผู้เคราะห์ร้ายไป

ถึงโคนต้นไทร จะถูกยักษ์จับกินเป็นอาหาร ต่อมา เมื่อเรือนจำ

หมดนักโทษ พระราชาทรงรับสั่งให้นำเด็กทารกเกิดใหม่ส่งไปให้ยักษ์กิน ทำให้หญิงที่ใกล้จะคลอดลูก ต้องหลบหนีไปคลอดลูก

ที่อื่น เหลือแต่อาฬวกุมารเพียงพระองค์เดียว ถึงกระนั้นพระองค์

ก็ยังตัดสินพระทัย ให้นำพระกุมารส่งไปให้ยักษ์กิน

    ขณะเดียวกันนั้นเอง พระบรมศาสดาซึ่งประทับอยู่ที่ พระเชตวันวิหาร ทรงตรวจดูสัตวโลกในเวลาใกล้รุ่งด้วยพุทธจักขุพระพุทธองค์

รู้ถึงอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผลของอาฬวกยักษ์ จึงเสด็จออกจาก

เมืองสาวัตถีไปยังที่อยู่ของยักษ์ เป็นระยะทางไกลถึง ๓๐๐ โยชน์ พระองค์ได้เสด็จเข้าไปประทับยืนอยู่ที่ประตูวิมานของยักษ์ ขณะ

นั้นอาฬวกยักษ์ไปประชุมสมาคมของยักษ์ที่หิมวันตประเทศ เมื่อ

กลับมาถึงก็โกรธเป็นกำลัง ลุกขึ้นยืนบนพื้นมโนศิลาด้วยเท้าซ้าย เท้าขวาเหยียบบนยอดเขาไกรลาส ทำลมให้ตั้งขึ้นด้วยคิด

ว่า จักทำลายพระพุทธเจ้า ลมพายุใหญ่ได้ถาโถมพุ่งตรงไปยัง

อาฬวีนคร ทำให้สถานที่ต่างๆ พินาศแหลกลาญ พัดหลังคาบ้าน

ลอยไปในอากาศ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิษฐานว่า "ขอภัยพิบัติอย่าได้มีแก่ใครๆ" ด้วยแรงอธิษฐานนั้นทำให้พายุใหญ่ทำอันตรายใดๆ ผู้คนไม่ได้

 

     เมื่ออาฬวกยักษ์ถึงปากถํ้า ได้ทำห่าฝนให้ตกลง ด้วยคิดว่า จะ

ให้น้ำท่วมพระองค์ให้ตาย ฝนก้อนเมฆตั้งร้อยตั้งพันก่อตัวขึ้นแล้วตกลงมา ด้วยความแรงของน้ำฝน แผ่นดินแตกเป็นช่องๆ แต่ก็ไม่

อาจทำให้แม้จีวรของพระองค์เปียกได้ อาฬวกยักษ์บันดาลฝนแผ่นหิน ฝนเครื่องประหาร ฝนถ่านเพลิง ฝนขี้เถ้า ฝนทราย ฝนเปือกตมให้ตกลงมา แต่ฝนเหล่านั้นกลับกลายเป็นทิพยมาลา เป็นของหอม

ทิพย์บูชาพระพุทธองค์

 

     ครึ่งคืนผ่านไป ยักษ์ยังไม่สามารถเอาชนะได้ จึงแก้ทุสสาวุธ

ยกชูขึ้น เหาะเวียนวนอยู่ใกล้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้า ปล่อยอาวุธ

ปในอากาศ ทุสสาวุธมีเสียงน่าสะพรึงกลัวแล่นไปในอากาศ

ประดุจสายฟ้า แต่ครั้นมาใกล้พระพุทธองค์ ก็กลับกลายเป็นผ้า

เช็ดพระบาทตกลงที่เบื้องพระบาท อาฬวกยักษ์เห็นดังนั้น ยังไม่

หมดหวัง รีบตรวจดูว่าเหตุใดหนอ พระสมณะจึงไม่กลัว ในที่สุด

ตนรู้ว่าเพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งอยู่ในเมตตาธรรม จึงคิดจะ

ทำให้พระองค์โกรธ ด้วยการขับไล่พระพุทธองค์ให้ออกไปในทันที

 

     เมื่อยักษ์ขับไล่เช่นนั้น พระองค์ทรงเสด็จออกไปโดยดี อาฬวกยักษ์เห็นดังนั้น เริ่มมีจิตอ่อนโยน ด้วยคิดว่า "สมณะนี้ว่า

ง่ายจริง เราบอกคำเดียวก็ออกไปแล้ว เราสามารถชนะสมณะนี้ด้วย

คำพูดเพียงเท่านี้ เสียแรงอุตส่าห์ต่อยุทธกับสมณะนี้อยู่ตั้งครึ่ง

ค่อนคืนด้วยอาวุธร้ายแรง" ยักษ์ทดสอบให้พระบรมศาสดาเสด็จ

เข้าออกเช่นนี้ถึง ๓ ครั้ง เพื่อดูว่า พระองค์เป็นผู้ว่าง่าย จริงไหม

 ครั้งที่  ยักษ์เกิดความคิดชั่วว่า เราจะทำให้สมณะนี้ลำบาก

ตลอดคืนด้วยการเข้าๆ ออกๆ อย่างนี้แหละ จึงสั่งว่า "ท่านจง

ออกไปสมณะ" พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "เราไม่ออกไป ท่าน

จงกระทำกิจที่ท่านควรทำเถิด"


     เมื่อเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่เสด็จออกไปตามคำสั่ง จึงตั้งใจ

จะถามปัญหาที่ค้างใจมานาน เนื่องจากอาฬวกยักษ์เคยถาม

ปัญหากับดาบส และปริพาชกที่มีฤทธิ์มีเดชที่มาสู่วิมานของตน 

ครั้นตอบไม่ได้ ยักษ์ก็ควักหัวใจของท่านเหล่านั้นมาขยี้ทิ้งหมด

 ยักษ์นึกถึงปัญหาเหล่านั้นได้ รีบทูลถามพระบรมศาสดาว่า 

"ดูก่อนสมณะ ข้าพเจ้าจะถามปัญหาท่าน ถ้าท่านไม่ตอบ หรือตอบไม่ได้ ข้าพเจ้าจักควักดวงจิตของท่าน จักฉีกหัวใจของท่าน หรือจับที่เท้าแล้วขว้างไปที่ฝั่งแม่นํ้าคงคาโน้น"


    พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "เรายังไม่เห็นบุคคลใดในโลกพร้อม

ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ อีกทั้ง สมณพราหมณ์ 

เทวดาและมนุษย์ ที่จะควักหทัยของเราโยนทิ้ง จะพึงฉีกหทัยของ

เรา หรือจับเราที่เท้าทั้งสองแล้วขว้างไปที่ฝั่งนํ้าคงคาได้ ดูก่อน

ยักษ์ เมื่อท่านหวังจะถามปัญหาก็ถามเถิด เราจักตอบ"


    อาฬวกยักษ์เริ่มทูลถามปัญหา ๘ ข้อ ซึ่งหลวงพ่อขอยกตัวอย่างพอเป็นสังเขปเท่านั้น เช่นยักษ์ถามว่า "อะไรหนอ เป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันประเสริฐของคนในโลก อะไรหนอ ที่บุคคลประพฤติดี

แล้วนำความสุขมาให้ อะไรหนอ เป็นรสอันล้ำเลิศกว่ารสทั้งหลาย นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตของผู้ที่เป็นอยู่อย่างไรว่าประเสริฐสุด"


     พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า "ศรัทธาเป็นทรัพย์อันประเสริฐของคนในโลกนี้ ธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้ ความสัตย์เป็นรสอันล้ำเลิศ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตของผู้ที่เป็นอยู่ด้วยปัญญาว่าประเสริฐสุด"


     อาฬวกยักษ์ทูลถามว่า "คนข้ามโอฆะได้อย่างไร ข้ามอรรณพ

ได้อย่างไร ล่วงทุกข์ได้อย่างไร บริสุทธิ์ได้อย่างไร"


     พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า "คนข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา ข้ามอรรณพได้ด้วยความไม่ประมาท ล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร บริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา"


   

 อาฬวกยักษ์ได้ถามปัญหาที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีก เมื่อได้ฟังคำตอบ

 ใจยักษ์ยิ่งเพิ่มพูนศรัทธาปสาทะในพระพุทธองค์ หลังจากตั้งใจ

สดับธรรมะทุกข้อที่พระองค์ทรงตอบ ในที่สุดอาฬวกยักษ์ได้ตั้ง

อยู่ในโสดาปัตติผล เป็นผู้มั่นคงต่อหนทางพระนิพพาน กลาย

เป็นยักษ์ใจดีที่สำรวมระวังในศีล ยึดพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งตลอด

ชีวิต 


    

 

          อ้างอิง  พระธรรมเทศนาโดย: พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

                        มก. อาฬวกสูตร เล่ม ๒๕ หน้า ๔๒๓ 

โดย จิตตากร

 

กลับไปที่ www.oknation.net