วันที่ พุธ มกราคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พระสหัสสนัยวิพากย์ทุนที่ซ่อนอยู่ในชีวิตข้อที่ 5 วิญญาณ(ความรับรู้อะไรได้)


พระสหัสสนัย (พระธรรม 1 พันนัยยะ)

โครงสร้างพระธรรมหมวดที่ 1 อุปาทานขันธ์ (ฝ่ายโลกียธรรม)

ในมุม วิพากย์ทุนที่ซ่อนอยู่ในชีวิต

(ข้อที่ 5)



ความเป็นมา

พระสหัสสนัยเป็นพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แก่พุทธสาวก 

ที่มหัศจรรย์มากก็คือ แม้เพียงแค่รอบเดียว พระสงฆ์ที่ได้รับฟังสามารถบรรลุธรรมได้ตั้งแต่โสดาบันจนถึงขั้นพระอรหันต์

ด้วยว่าพระสงฆ์และสาวกเหล่านั้นเคยบำเพ็ญบารมีมาแต่เดิม แต่ทว่า ในประวัติศาสตร์ ของ

พุทธศาสนาที่ผ่านมา ยังไม่มีเคยมีใครบรรยายพระสหัสสนัยให้คนทั่ว ๆ ไปเข้าใจได้เลยว่า มันคืออะไร มีแต่เฉพาะบทที่เป็นคำสวดที่สวดจดจำสืบ ๆ กันมา โดยเฉพาะในภาคภาษาไทย นับเป็นโอกาสดีที่ข้าพเจ้าได้เดินทางไปเรียนหลักสูตรพระสหัสสนัยมาจากอาจารย์ผู้มีปัญญาความสามารถ

จึงพยายามอย่างยิ่งที่จะนำเอาพระสหัสสนัยที่ได้เรียนรู้และเข้าใจมานี้มาขยายความเพื่อให้เกิดประโยชน์ แก่บุคคลทั่ว ๆ ว่ากันว่าผู้ใดสามารถเข้าใจโครงสร้างของสหัสนัยจนแตกฉาน สามารถเข้าใจพระธรรมได้ทั้ง ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเองได้ไปตลอดกาล

ข้าพเจ้าขอโอกาส นำพระธรรมขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้ามาอธิบายขยายความ

ในเฉพาะส่วนที่เป็นโลกียธรรม ซึ่งไม่ยากเกินไปที่มนุษย์ปุถุชนผู้ใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันจะเข้าใจได้ เผื่อผู้มีปัญญาสดับรับฟังแล้ว จะได้มองเห็นธรรม เกิดความซาบซึ้งใจในพระธรรม จะได้เกิดความขวนขวายในการ ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมให้ลึกซึ้งยิ่ง ๆ ขึ้น ไป

เพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชนเป็นอันมากในปัจจุบันและอนาคต


 


นะโม ตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

ขอน้อบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

 

พระสหัสสนัย หมวด อุปาทานขันธ์

วิพากย์ทุน ที่ซ่อนอยู่ในชีวิต

 

โครงสร้างของพระสหัสสนัยนั้นว่าด้วยเรื่องของ

ขันธ์ ๕ อันประกอบด้วย

1.รูป 

2.เวทนา

3.สัญญา

4.สังขาร

5.วิญญาณ

 

แล้วก็มาถึงข้อที่ ๕

ในที่นี้จะกล่าวถึงขันธ์ ๕ หมวดที่ 5 นั่นคือวิญญาณ(แปลว่า ความรับรุ้อะไรได้) หรืออย่างที่เรียกกันง่าย ๆ ความรู้นั่นเอง


พระสหัสสนัย ในมุมมองวิพากย์ทุน

 (หมวดอุปาทานขันธ์)

ข้อที่ 5 วิญญาณ (ความรับรู้อะไร ๆ ได้)


ความรู้ที่เกิดทางตา เรียก จักขุวิญญาณ

ความรู้ที่เกิดทางหู  เรียก โสตวิญญาณ

ความรู้ที่เกิดทางจมูก  เรียก  ฆานวิญญาณ

ความรู้ที่เกิดทางลิ้น เรียก    ชิวหาวิญญาณ

ความรู้ที่เกิดทางกายเรียก  กายวิญญาณ

ความรู้ที่เกิดทางใจเรียก  มโนวิญญาณ 

ในหมวดนี้ ก็จะกล่าวในมุมมองว่าวิญญาณ(คือความรับรู้ หรือความรู้นั่นเอง) ว่าเป็นทุนในการดำเนินชีวิต นี่เป็นความลับข้อสุดท้าย ของขันธ์ 5 ที่ซ่อนอยู่ในชีวิตของคนเรา ที่คนส่วนใหญ่มักมองว่าเป็นเรื่องพื้น ๆ ที่คนทั่วไปรู้กันอยู่แล้ว ก็ความรู้ ย่อมทำให้คนเรามีความได้เปรียบเสียเปรียบกัน แต่ยังมีความลับที่ซ่อนอยู่มากกว่านั้น เพราะเรากำลังว่าด้วยเรื่องพระสหัสสนัย พระธรรมที่ประกอบไปด้วยมุมต่าง ๆ นับพัน ๆ มุม

 มนุษย์ใช้ความรู้ในการดำเนินชีวิตรอด ตั้งแต่เกิดมา มนุษย์ก็เพิ่มเติมวิญญาณ(ความรู้)อยู่ตลอดเวลา  เริ่มจากเรียนรู้ที่จะอดทน รู้ว่าใครเป็นพ่อแม่ ทำยังไงถึงจะได้อาหารทำยังไงถึงจะสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจในสิ่งที่ตนเองต้องการ ด้วยท่าทาง เมื่อโตขึ้นมา ก็ยิ่งมีการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว ผ่าน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (อายตน ทั้ง 6 )ตอนเด็ก จึงเริ่มรู้ว่า สัตว์ต่าง ๆ เรียกว่าอะไร ไหนคือหมา ตัวไหนคือแมว เรียนรุ้ การพูด การเดิน การวิ่ง รับรู้เรื่องกลิ่น ความร้อนหนาว ยิ่งนานวันก็ยิ่งมีความรู้มากขึ้น ก็ยิ่งดำเนินชีวิตในโลกได้อย่างคล่องแคล่วขึ้น โตขึ้นมา ก็รู้จักเรียนรู้ การหากิน เรียนรู้วิธีการดำเนินชีวิต เพื่อจะประกอบอาชีพพ่อค้าก็ต้องเรียนรู้ รับเอาวิญญาณของพ่อค้ามา เป็นหมอก็ต้องไปเรียนวิชาแพทย์ไปรับเอาวิญญาณของหมอรุ่นพี่ที่เคยเรียนรู้มาก่อนเพื่อให้สามารถเป็นหมอที่รักษาคนไข้ได้ ดำเนินชีวิตเป็นอาชีพได้ ต้องรับการถ่ายทอดวิญญาณมาจากคนรุ่นก่อน ๆ นี่แหละเรียกว่าวิญญาณ ชีวิตที่เรียนรู้ไม่หยุดนิ่ง ย่อมสั่งสมวิญญาณเอาไว้จำนวนมาก ย่อม ห่างไกลจากการทำผิดอย่างโง่เขลาหรือทำผิดด้วยความไม่รู้(หรือ รู้เท่าไม่ถึงการณ์)

คนที่มีความรู้กว้างขวาง  รู้ลึก รู้รอบ รู้มาก ย่อมมีฐานข้อมูลในความทรงจำหลายด้าน ย่อมทำงานได้หลาย ๆ ด้าน ทำงานด้วยการเชื่อมโยงองค์ความรู้ได้เร็ว เชื่อมโยงกับคนอื่น หน่วยอื่น ๆ บุคลากรฝ่ายอื่น ๆ ได้ง่าย เพราะรู้หลายด้าน ทำให้เป็นคนใจคอกว้างขวางไปโดยปริยาย เพราะรู้และเข้าใจด้านอื่น ๆ หลายด้าน มองอะไรได้กว้าง มองได้รอบ มีทางออกมากมายหลายทาง จะเห็นว่า ยิ่งความรู้มากขึ้น เวลาเจอปัญหาก็หาทางออกได้ง่ายขึ้นมีทางออกมากขึ้น คิดได้กว้างขึ้นด้วย

 ความรู้มากนี่แหละ ความรับรู้อะไรได้ ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ นี่แหละเรียกว่า วิญญาณ ยิ่งรู้มากก็เรียกว่ามีวิญญาณมาก เวลาจะใช้ก็เรียกเอาวิญญาณมาสวม นักแสดงเรียนรู้การแสดงเวลาจะแสดงก็เรียกวิญญาณนักแสดงมาสวม จึงแสดงได้ดี นักร้องก็เอาวิญญาณนักร้อง นักดนตรีก็เอาวิญญาณนักดนตรีมาสวมจะได้ร้อง ได้เล่นดนตรีได้ถูกต้องไม่ผิดพลาด 

วิญญาณคือความรับรู้อะไร ๆ ได้ รับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(อายตน 6 ) รับรู้สิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบอายตนทั้ง 6 แล้วก็เก็บรับเอาไว้เรียนรู้เอาไว้ จากไม่รู้จักร้อนก็ได้รู้ จากไม่รู้จักเผ็ดพอกินสักครั้งก็ได้รู้ เรียกว่ามีวิญญาณทางลิ้นเป็นต้น

ฉะนั้นวิญญาณเรียกอีกชื่อหนึ่งก็คือความรู้ที่เรารับเข้ามาใส่ตัวนั่นเอง ตอนเป็นเด็กยังรู้น้อยยังมีวิญญาณน้อยก็ต้องคอยฟังคอยสังเกตเรียนรู้จากคำสอนของพ่อแม่ ว่าจะมีชีวิตยังไงกินยังไง อาบน้ำยังไง ขับถ่ายยังไง อย่างเช่น

เด็กบางคนพ่อแม่ห้ามว่าอย่าเอามือไปใกล้เตาไฟมันร้อน เด็กไม่รู้ว่าร้อนเป็นยังไงก็เอามือไปจับ พอร้อนก็ดึงมือกลับ ตั้งแต่นั้นก็รับรู้แล้ว ได้รู้แล้วว่าหม้อมันร้อน จากนั้นก็จะไม่กล้าจับอีก 

การเรียนรู้เบื้องต้นจึงต้องไปสัมผัสจากของจริง แต่ชีวิตจะมัวลองผิดลองถูกอยู่ไม่ได้ จึงต้องมีการถ่ายทอดวิญญาณ(ถ่ายทอดความรู้) จากคนรุ่นก่อน ไปสู่คนรุ่นหลัง เด็ก ๆ จึงต้องไปโรงเรียน ไปเรียนรู้จากครู จากตำรา เพื่อให้มีความรู้ สะสมความรู้เยอะ ๆ เพื่อจะได้ ใช้ในชีวิต

เด็กรู้ว่าหม้อร้อนก็ไม่จับหม้ออีก คนเราก็เช่นเดียวกัน เมื่อเราได้เรียนรู้ว่าทำแบบไหนผิด ทำแบบไหนถูก เราก็จะไม่ทำผิดพลาด การมีความรู้ทำให้คนเราห่างไกลจากความผิดพลาด และเข้าใกล้ความสำเร็จในเรื่องต่าง ๆ ฉะนั้น มองในแง่ของทุน คนที่มีความรู้มากก็หลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดได้มาก เลี่ยงความล้มเหลวได้มาก ก็เข้าใกล้ความสำเร็จได้มากกว่าคนไม่รู้ จึงมีคำกล่าวของนักปรัชญา ขึ้นมาว่า ความรู้คืออำนาจ ซึ่งนั่นก็คือวิญญาณที่คนเราสะสมไว้ในตัวนั่นเอง

คนสมัยก่อนไม่มีความรู้เรื่องพืช เรื่องสัตว์ก็ลองผิดลองถูกกันไป ตายไปก็มากกว่าจะรู้ว่าพืชชนิดไหนเป็นประโยชน์ กินได้ ชนิดไหนเป็นพิษถ้าเอามาใช้ไม่ถูกวิธี เมื่อต้องดิ้นรนให้มีชีวิตรอด ชีวิตก็สอนให้ต้องเรียนรู้ เมื่อเรียนรู้แล้วก็ถ่ายทอดความรู้ให้คนรุ่นหลัง คนรุ่นหลังก็ไปรับวิญญาณมาจากคนรุ่นก่อน ๆ ก็พัฒนาความรู้กันมาเรื่อย ๆ ยิ่งนานยิ่งผิดพลาดน้อยลง เมื่อเรียนรู้มากก็มีวิญญาณมากเป็นฐานข้อมูลของชีวิต สมัยก่อนรู้มากเรียนมาก ก็หลบรอดจากอันตรายได้มาก เอาชีวิตรอดได้มาก ปัจจุบันคนมีความรู้มากก็ลงมือทำสิ่งต่าง ๆ คิดปรุงแต่งสร้างสรรค์ออกมาได้มาก คนที่มีความรู้น้อยก็ทำได้น้อย มองอะไรคับแคบไปเป็นธรรมดา

ตัวอย่างก็เหมือนกับทหาร คนที่เรียนรู้จากครูฝึกได้มาก ฝึกฝนเรียนรู้มาก ก็มักจะรอดชีวิตในสนามรบ คนที่เรียนรู้น้อยก็เอาตัวไม่รอด  

คนที่ไม่ยอมเรียนรู้ ก็จะพาตัวเองไปสู่จุดที่ตกต่ำ ทำอะไรก็มักผิดพลาดอยู่เสมอ บางครั้งถึงกับทำให้ตนเองและผู้อื่นเสียหายถึงแก่ชีวิตโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

มีความรู้น้อยจะทำการใหญ่ก็ไม่ได้ ไม่มีใครกล้าไว้วางใจให้ทำ

มองมาถึงโลกยุคปัจจุบันที่มีการแข่งขันทางเศรษฐกิจและชีวิตกันขนานใหญ่ ผู้คนก็ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด เราก็จะเห็นว่า คนที่มีความรู้ก็จะเอาตัวรอดได้ บางคนเรียนจบสูงตกงานก็มี บางคนไม่จบอะไร ทำมาค้าขายร่ำรวยไปก็มี เพราะแต่ละคนมีความรู้ไม่เหมือนกัน มีทุนไม่เหมือนกัน บางคนเรียนการทำขนมมาก็ไปทำขนมขาย แต่เรียนมาน้อยเลยทำไม่อร่อยก็สู้ร้านที่เขาทำขนมอร่อยไม่ได้ ถ้าไม่ยอมแพ้ก็ไปเรียนทำขนมเพิ่ม คนที่ยอมแพ้ก็เลิกกิจการไปทำอย่างอื่น 

ความรู้จึงเป็นทุนที่สำคัญยิ่ง เพราะเมื่อใช้ในชีวิตจริงกันแล้ว ความรู้นี่แหละที่ทำให้ชีวิตของคนเรามีความแตกต่างกันมากขึ้นทุกที ยิ่งนานไประยะห่างของชีวิตระหว่างคนมีความรู้มากกับคนมีความรู้น้อยยิ่งห่างออกไปทุกที

คนมีความรู้มากพอ ความรู้จะทำให้มีปัญญา หาเลี้ยงชีวิตตัวเองได้ ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ 

คนมีความรู้น้อยก็เลี้ยงชีวิตไม่รอด ก็พบกับความยากจน จนทรัพย์ไม่พอยังจนปัญญาความรู้เข้าไปอีก ชีวิตจึงมืดมน แถมไม่ยอมออกมาจากความมืดไม่ยอมลงทุนเรียนรู้อะไรสักอย่าง ชีวิตก็พบกับความลำบาก เจอแต่ความทุกข์ยากแสนสาหัส เกิดมามีชีวิตก็ทุกข์พออยู่แล้ว ยังดำเนินชีวิตด้วยความทุกข์ยากเข้าไปอีก แล้วก็มาบ่น คร่ำครวญน้อยใจในโชคชะตา หารู้ไม่ว่าสาเหตุจริง ๆ มาจากการที่ตนเองไม่ยอมเรียนรู้วิชาไม่ยอมหาความรู้ที่พาให้ชีวิตตัวเองอยู่รอด มัวแต่นั่งโอดครวญเทวดาที่ไหนช่วยเราได้ 

พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า

คนมีปัญญาถึงขาดทรัพย์ก็สามารถตั้งตัวเองเป็นเศรษฐีได้ 

แต่คนมีทรัพย์แต่อับปัญญาความรู้ถึงมีทรัพย์นับแสนนับล้านก็รักษาทรัพย์นั้นเอาไว้ไม่ได้

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว คนเราจึงควรแสวงหาความรู้ไม่หยุดนิ่ง เพิ่มเติมวิญญาณของตัวเองเพื่อให้อยู่ในสังคมได้เท่าเทียมกับคนอื่น ๆ

เรื่องวิญญาณความรู้ในมุมมองวิพากย์ทุน ก็ขอจบเพียงแค่นี้ 

 

จบดื้อ ๆ ซะงั้น อิอิ

 

 

สรุป

 

พระสหัสสนัยในมุมมองวิพากย์ทุน นั่นก็คือขันธ์ 5 ที่คนเรามีเท่ากันทุกคนนี่แหละ เป็นทุนที่ได้รับมาจากพ่อแม่ จากข้าวน้ำและกอาหารที่เราได้ดื่มกินเข้าไป แต่เพราะเรามองไม่เห็นคุณค่า ดำเนินชีวิตไปด้วยความประมาท

ปล่อยเวลาให้เปล่าเปลืองไปกับสิ่งไร้สาระ ไม่ยอมเรียนรู้ ความประมาท ทำให้สูญเสียทุนข้อที่ 1 ไป(กาย) อาจจะพิการ หรือตาย หรือทำการงานไม่ได้ตลอดชีวิต ชีวิตก็จะลำบากจนกว่าจะถึงวันสุดท้าย บางคนแค่ขี่มอเตอร์ไซค์ไม่สวมหมวกกันน็อคนี่แหละจึงต้องนอนบนเตียงไปตลอดชีวิตที่เหลือ เพราะหัวฟาดพื้นหรือเอวหัก หรือพิการแขนขาขาด ฯลฯ

คนบางคนปล่อยให้อารมณ์ชัดพาชีวิตไปลงเหว ทำให้ชีวิตล้มเหลวทุกด้านทั้งการงานและความสัมพัน ถึงขั้นจบชีวิตเพราะอารมณ์มันพาไป(กระโดดตึกฆ่าตัวตายด้วยความ ปวดร้าวใจ โดยไม่เคยรับรู้เลยว่า อารมณ์นั้นมันหาสาระอะไรไม่ได้เลยไม่ควรไปยึดมั่นกับมัน(ถ้าลืมไปว่าอารมณ์กล่าวในมุมไหนมั่งกลับไปอ่านพระสหัสสนัยข้อที่ 2 เวทนา คืออารมณ์)

หรือบางคนมีสมองที่แข็งแรงเท่าคนอื่น แต่ทำลายโอกาสมันไปด้วยสารพิษ สารระเหยและแอลกอล์ฮอ หรือบรรจุสมองไว้ด้วยขึ้เลื่อยมากกว่าเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ ชีวิตจึงไม่พัฒนาเสียที

บางคนจมอยู่กับความคิดแย่ ๆ ทั้ง ๆ ที่มีความคิดดี ๆ อีกตั้งมากกมายที่รอให้ลงมือทำและสร้างสรรค์ออกมาเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

ในขณะที่บางคน ไม่เคยเรียนรู่และพัฒนาตัวเองเลย ปล่อยให้ตัวเองพบความล้มเหลวตลอดเวลา ไม่เรียนรู่ความผิดพลาด ไม่แสวงหาความรู้ ไม่เปลี่ยนแปลงและแก้ไขตัวเอง จมอยู่กับความโง่เง่า และความผิดพลาด ในขณะที่เวลาในชีวิตก็ล่วงไปเรื่อย ๆ

สุดท้าย เมื่อเวลาผ่านไปจนชีวิตล่วงวัยกลางคน หรือวัยชรา จึงได้มองย้อนไปและพบว่า ชีวิตตัวเองพบความยากจน ดำเนินชีวิต ลำบากแสนสาหัส เจอแต่ความทุกข์ กายทุกข์ใจ ในขณะที่ บางคนร่ำรวยล้นฟ้า มีความสุขตามอัตภาพ ชีวิตช่างแตกต่างกันเสียเหลือเกิน แต่ไม่รู้เพราะอะไร นั่นเพราะเขาไม่เคยรู้ว่าความแตกต่างนั้นมันเริ่มขึ้นเมื่อสมัยที่ตนเองยังเด็ก สมัยที่ตนเองยังเริ่มเรียนรู้ ชีวิตที่ขาดการสั่งสมในทางที่ถูกต้อง ขาดการปรุงแต่งที่ถูกทาง และทุกวัน ๆ ที่ผ่านไป ความแตกต่างของชีวิตแต่ละคนยิ่งกว้างมากขึ้นทุกวัน สังคมจึงมีคนจน คนรวย มีคนมีความสุข กับมีความทุกข์ยากแสนสาหัส มีเจ้าหนี้มีลูกหนี้ มีเจ้านายและลูกน้อง ฯลฯ และเรื่องนี้จะถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อ ไป ความยากจนจะถูกส่งต่อไปกับคนรุ่นหลัง ความร่ำรวยก็เช่นกัน 

ทั้ง ๆ ที่ตอนเริ่มต้นทุกคนมีกาย มีอารมณ์ มีความสามารถในการจดจำ มีความคิด มีความสามารถในการเรียนรู้ เท่ากัน(มีขันธ์ 5 เท่ากันทุกคน) พระธรรมข้อนี้จึงอาจเปลียนแปลงชีวิตคนที่รู้เรื่องราวนี้ไปได้ตลอดกาล ถ้าเขาตระหนักและเข้าใจถึงความสำคัญของพระธรรมข้อนี้อย่างแท้จริง ...

ขอคุณของพระรัตนตรัยจงบันดาลให้

พระสหัสสนัย ที่ข้าพเจ้าได้สาธยายไว้ดีแล้วนี้

จงบังเกิดสุขแก่มหาชนเป็นอันมากด้วยเทอญ สาธุ

 

ข้าพเจ้าพันธุ์ สังหยด ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น


พักสายตาด้วยเพลง นักเรียนหลังห้อง ครับ ฮา นี่แหละพระสหัสสนัยละ ชัดเจน




โดย พันธุ์สังหยด

 

กลับไปที่ www.oknation.net