วันที่ พฤหัสบดี มกราคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องเล่า คราวไปปฏิบัติธรรม (๓) สวดอิติปิโส ๑๐๘ จบ –ทำไม--



เรื่องเล่า คราวไปปฏิบัติธรรม (๓) สวดอิติปิโส ๑๐๘ จบ –ทำไม--

๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๓

                คืนวันสุดท้ายแห่งปี เป็นคืนข้ามปีที่สำนักปฏิบัติ “แสงธรรมส่งชีวิต” หนองแค สระบุรี หลังจากพระสุนทรธรรมภาณหรือ พระอาจารย์สมชาติ  ธัมมโชโต ได้เทศนาหลังทำวัตรเย็นของค่ำนี้แล้ว ท่านได้บอกบุญไปยังผู้ที่มาร่วมนับถอยหลังขึ้นปีใหม่ หรือ Count Down กัน คร่าว ๆ ร่วม ๒ ล้านบาท สำหรับสร้างอาคารโรงเรียนที่ภาคใต้ และใช้สำหรับพัฒนาสังคมตามกิจของสงฆ์

                วันนี้คนมากันอุ่นหนาฝาคั่ง ทำให้คิดไปเองว่า ในเมืองนั้น มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไปนับถอยหลังตามแหล่งเมืองที่เขาจัดเอาไว้ให้ แต่ผมแปลกใจมากที่คนกลุ่มนี้ นับรวมแล้วน่าจะถึง 2-3 พันคน หรือมากกว่านั้น เลือกที่จะมาสวดอิติปีโส ๑๐๘ จบ กันที่นี่อย่างคาดไม่ถึง ทีแรกผมคิดว่า คงจะไม่มีใครมาสำนักปฏิบัติ ในช่วงปีใหม่ จะได้อยู่อย่างสบาย ๆ เงียบ ๆ แต่ผิดคาด มีคนจำนวนมากที่คิดเหมือนผม

                พระอาจารย์สมชาติ เริ่มนำสวดอิติปิโส ซึ่งจะแบ่งเป็น ๓ ช่วง ช่วงละ ๓๖ จบ โดยแต่ละช่วงจะใช้เวลา ประมาณ ๑ ชั่วโมงเศษ รวมแล้ว คงจะเสร็จราว ตี ๑ หรือ ตี ๒ เป็นแน่แท้

                แต่อย่างที่ทราบ เมื่อตอนบ่าย ผมกับป้อม ไปนอนหลับเพลิน ทำให้ไม่ได้มาทำวัตรในรอบบ่ายโมงของวันนี้ การสวดอิติปิโสในครั้งนี้จึงทำให้ผมมีความตั้งใจและมีพละกำลังอย่างสมบูรณ์ เพราะนอนหลับมาแล้วในช่วงบ่าย

                ในวันนี้มีคนมาก จนถึงกับต้องแก่งแย่งแบ่งที่นั่งกัน ผมจองที่ไว้ให้ป้อม แต่ป้อม เข้ามาไม่ถึง เนื่องจากคนมาก เลยไปนั่งสวดตรงระเบียงด้านนอก ซึ่งก็มีคนเต็มเหมือนกัน  อากาศหนาวเย็นเล็กน้อย แต่ในศาลาอบอุ่น เพราะมีคนอยู่อย่างเนืองแน่น ปกติขึ้นมาที่ศาลาก็ไม่ได้พูดกับใคร แต่วันนี้ เลยลองทักทาย “ญาติธรรม” ดูสักคน

                แถวด้านหน้าเป็นกลุ่มของผู้ชายทั้งหมด ข้าง ๆ ผมมีชายวัยกลางคนนั่งอยู่ ระหว่างที่รอพระสวดเลยหันไปคุยกันนิดหน่อย ได้ความมาเหมือนกัน เพราะเขาก็ไม่ค่อยจะพูด เมื่อพระเริ่มสวดรอบแรกจาก สามทุ่ม ไปจบ ๓๖ บทแรกเมื่อ สี่ทุ่มนิด ๆ แล้วพัก ๓๐ นาที ช่วงที่ ๒ เริ่มสวดตอน สี่ทุ่ม ๔๐ นาที จึงไปจบตอน ๖ ทุ่มพอดี แล้วพัก จนสวดยกสุดท้าย เสร็จราวเกือบตี ๒ หลังจากนั้นก็ถือว่าเสร็จพิธีแยกย้ายกันไปนอน

                การเริ่มต้นปีใหม่ของการสวดมนต์ข้ามปี มันเป็นอะไรที่แปลกและวิเศษจริง ๆ เหมือนจิตใจเราแน่วแน่อยู่กับสิ่งดี ๆ การสวดอิติปิโส คือการบูชาคุณของพระศาสดา ซึ่งปกติเราจะชินกับการสวดอิติปิโสเท่าอายุ และเพิ่มอีก ๑ บท บ้างก็ว่าเพื่อเป็นการเสดาะเคราะห์ บ้างก็ว่า เพื่อเป็นศิริมงคล

                แล้วการสวด ๑๐๘ จบเพื่ออะไร มีหลายท่านให้ความเห็นว่า เพื่อเป็นการทำให้อายุยืนยาว ป้องกันภูติผีปีศาจ ป้องกันเคราะห์ร้าย ป้องกันการเบียดเบียนของเจ้ากรรมนายเวร จิตใจเข้มแข็งมีพลังอำนาจ สมองปลอดโปร่ง ปัญญาดี มีสมาธิ

                ทำไมต้อง ๑๐๘ จบ เพราะเท่ากับกำลังนพเคราะห์รวมกันทั้งหมด และเท่ากับลูกประคำ ๑๐๘ เม็ด เป็นการสวดเพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ประกาศคุณของทั้ง ๓ สิ่ง

                บางแห่งได้ให้ข้อมูลว่า มีเหตุผลดังนี้

เหตุผลแบบที่ 1 ธาตุตามพระไตรปิฏกเท่ากัน 108 ธาตุ

เหตุผลแบบที่ 2  แบ่งตามลักษณะภูมิอากาศของโลกนี้  

                                 โลกแบ่งออกเป็น 9 ส่วน แต่ละส่วนแบ่งออกเป็น 12 ฤดู   จะได้ 12 X 9 = 108

เหตุผลแบบที่ 3 มาจากสูตร (3X4)X(4+4+1)

3 ตัวแรกคือ   -  อดีต    -  ปัจจุบัน    -  อนาคต

4 ถัดมา คือ อริยะสัจ 4 (ทุกข์-สมุทัย-นิโรธ-มรรค)

4 ตัวถัดมา คือ มรรค 4 

4 ถัดมาอีก คือ ผล 4

1 สุดท้ายคือ นิพพาน 1                            จะได้ (12)X(9) = 108

พระอาจารย์สมชาติ ได้กล่าวไว้เพียงแต่ว่า การสวดบูชาพระพุทธเจ้านั้น การมาร่วมกันสวด จะทำให้เสียงดังไปถึงสวรรค์ชั้นฟ้า ทวยเทพเทวดา ก็มาฟัง และร่วมอนุโมทนายินดีด้วย

ผมเองก็ตั้งหน้าตั้งตาสวดทั้งหมด ๑๐๘ จบ แต่เพื่อนข้าง ๆ ที่เพิ่งทักทายกันนั้น หลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะนอนดึก และตื่นเช้า เลยสวดบ้างไม่สวดบ้าง ตื่นแต่ตอนพัก ตอนสวดนั้นหลับ

เมื่อเสร็จจากการสวดนี้แล้ว ต่างก็แยกย้ายกันไปนอน บางคนถึงกับต้องกางเต้นท์นอนกัน คงเตรียมมาพร้อม เพราะไม่มีที่นอน วันนี้เป็นวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๔ แล้ว นับเป็นวันที่มีความสดชื่น เป็นคืนข้ามปีที่มีความหมาย และมีความงดงามแจ่มใสมาก แตกต่างจากปีก่อน ๆ ที่การข้ามปีของคนบางกลุ่ม นับเอาการเฉลิมฉลองมาเป็นตัวตั้ง ในระหว่างที่นับถอยหลังไปนั้น แต่ชีวิตและเวลาของเราก็เหลือน้อยลงทุกขณะด้วยเช่นกัน

เช้านี้ไม่มีทำวัดเช้า เพราะถ้ามีก็คงไม่ต้องหลับต้องนอนกันเลยทีเดียว ทำวัดเย็นต่อด้วยการทำวัดเช้ากันเลย ดีจริง ๆ

ผมก็กลับไปนอนได้สักงีบหนึ่ง ก็ต้องตื่นตอนตี ๕ เพราะไม่แน่ใจว่ามีอะไรกันมากมาย ผู้คนที่หลั่งไหลกันมา ต่างคนต่างนอน ที่นอนในห้องที่ผมนอนอยู่ก่อนแล้วก็แน่นกว่าเดิม สะดุ้งตื่นมาเสียงคุยกันบ้าง เสียดังจากการทำกิจกรรมอื่น ๆ บ้าง จึงค่อย ๆ ลืมตา ลุกนั่ง แล้วยืนขึ้นเดินออกมาที่ประตู เห็นเจ้าแม่ ปาท่องโก๋ ทอดกันอยู่ตรงหน้าประตู เขามาตั้งกระทะกันตั้งแต่ตอนไหน มีคุณป้าและหญิงวัยกลางคนอีก ๒ คนช่วยกันทำแป้ง ช่วยกันทอด ผมก็งง ว่ามาทอดทำไมกันตรงนี้

ยืนฟังเขาคุยเขาเล่ากันไป บางคนก็สงสัยว่าขายปาท่องโก๋ด้วยเหรอ ราคาเท่าไหร่ เจ้าของร้านก็พูดจาแบบไพเราะชวนให้คิด “นี่เป็นร้านสมมุตค่ะ เราไม่ได้ขาย เรามาแบ่งบุญ ทำให้ทานฟรี” ตอนแรกผมฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจหรอก เขาพูดอะไรของเขานะ “ตามพระอาจารย์มา”

                “ชิมได้ไหมครับ” ผมอดไม่ได้ อากาศหนาว ๆ อย่างนี้ ปาท่องโก๋ร้อน ๆ เหมาะกันจริง ๆ

                “หยิบได้ตามสบายเลยค่ะ ไม่ต้องเกรงใจ พระอาจารย์บอกให้เผื่อแผ่” ผมหยิบมาชิ้นหนึ่ง เข้าปากไป เพื่อนคนหนึ่งท้วงว่า ยังไม่สว่างเลย ระวังผิดศีล มาบอกอะไรป่านนี้ มันเข้าปากไปแล้ว เคี้ยวตุ้ย ๆ สบายไป เจ้าของร้านก็พูดอะไรสารพัด จนผมเริ่มจับใจความได้ว่า เป็นร้านปาท่องโก๋ ที่มาทอดเพื่อให้คนกินฟรี ๆ โดยได้ทุนมาจากพี่ ๆ น้อง ๆ หรือคนที่มากินนีแหละ สุดแท้แต่ศรัทธา คือให้เท่าไหร่ก็รับ ไม่ให้ก็ไม่เป็นไร แล้วเอาทุนนี้ไปทำแจกต่อ ผมเลยบริจาคไปหนึ่งแดง พร้อมทั้งช่วยยกถาดป๋าท่องโก๋ไปแจกให้ที่หน้าโรงทานด้วย หลายรอบเหมือนกัน

                คนรอใส่บาตรแน่นขนัดกว่าปกติ เพราะเป็นวันที่ ๑ มกราคมด้วย จนล้นศาลาโรงทานออกมาตามทางเดิน เมื่อพระเดินมา ต้องทำแถวโค้งไปโค้งมา เพื่อให้เพียงพอกับคนที่มารอใส่บาตร ที่ยืนรอกันเป็นแถวยาวไม่นับที่นั่งรองในศาลา พระอาจารย์สมชาติ ก็เดินนำบิณฑบาตร ตามด้วยพระภิกษุณี และพระลูกวัดอีกจำนวนหนึ่ง วันนี้ดูพระอาจารย์เหมือนจะเป็นหวัด เพราะต้องมีคนคอยยื่นกระดาษทิชชูให้เสมอ กว่าจะบิณฑบาตรเสร็จก็ ๘ โมงเช้า จากเวลา ๖ โมง คนเยอะขนาดนี้ ทำให้ต้องใช้เวลานาน

               เราก็ได้รับพรปีใหม่กันตรงนี้อีกครั้ง จากพระอาจารย์และพระสงฆ์ และจิตใจที่ผ่องใส 

ดวงตาสุกใส เมื่อดวงใจเห็นธรรม

เรื่องที่เกี่ยวข้อง






















โดย มัชฌิมาปกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net