วันที่ ศุกร์ มกราคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เดินเล่น (เพราะหลง) ในปารีส ตอน 4


ต่อจากความเดิมตอนที่แล้ว ที่เดินไปถึงกังหันแดง Moulin Rouge

คราวนี้คุณรุ่นพี่ไกด์ปาริเซียงของฉันก็พาฉันไปยลโฉม Centre Georges Pompidou ที่มีพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยอยู่

หน้าตาตึกดูเปลือยๆ พึลึกนะคะ เห็นในไกด์บุ๊คเค้าบอกเป็นการปลิ้นในออกมา ส่วนคุณทางบ้านที่เรียนสถาปัตย์ก็โน้มน้าวว่าถ้าไปปารีสแล้วต้องมาที่ Georges Pompidou นี่ให้ได้ ฉันก็เลย เออ...มาก็มาล่ะน่ะ มีไกด์พามาด้วยทั้งที

ข้างหน้าตึกเป็นลานกว้างทำให้นึกถึงเซ็นทรัลเวิร์ลบ้านเราเลยค่ะ

แต่มีเวลาเหลือไม่มากค่ะ เพราะว่าตอนสี่โมงเย็นนัดเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่บังเอิญเพิ่งมาถึงปารีสในวันนั้นไว้ที่ลูว์ฟเพราะใกล้กับที่พักของเธอ ฉันก็เลยตัดสินใจไม่เข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ดีกว่า ค่าเข้าแพงควรมีเวลานานๆ ไม่งั้นเสียดายตังค์น่ะค่ะ แฮ่

คุณรุ่นพี่เลยพาเดินเล่นไปดู Hotel de Ville หรือศาลาว่าการฯ อีกหนึ่งรอบ แล้วจัดการยัดฉันใส่รถไฟใต้ดินเพื่อจะไปลูว์ฟ เพราะคุณพี่ต้องไปทำงานพิเศษต่ออีกหลังจากเป็นไกด์ให้ฉันแล้ว

ศาลาว่าการฯ อีกซักรอบค่ะ ตอนที่ไปลานข้างหน้าเค้ากำลังจัดงานโปรโมทกีฬาคนพิการ น่าสนใจดี

นัดเจอเพื่อนชาวญี่ปุ่นหน้าพีระมิดลูว์ฟค่ะ คนเยอะมากอีกแล้ว แต่ก็คิดว่าเป็นที่ที่ง่ายที่สุดในการนัดเจอ ยังไงก็คงเจอกันไม่ยาก แต่ก็ลุ้นระทึกแหล่ะค่ะ เพราะคนเยอะจริงๆ แต่ในที่สุดก็เจอจนได้ค่ะ

กับฮานาเอะ เพื่อนชาวญี่ปุ่นที่นัดเจอกัน รูปนี้ขอให้นักท่องเที่ยวสาวชาวฮ่องกงที่เพิ่งมาถึง แล้วถามทางกับฉันเป็นคนถ่ายให้ค่ะ ดูคุณนักท่องเที่ยวก็หวั่นๆ อยู่ เพราะเธอก็มาคนเดียวเหมือนกัน

หลังจากเจอฮานาเอะจังแล้ว ก็เถียงกันอย่างเกรงใจกันไปมาว่าจะไปเที่ยวที่ไหนกันดี เพราะเราก็ไปมาแยะแล้ว ส่วนฮานาเอะเองก็อยู่ที่นี่อีกหลายวัน เราก็เลยตกลงกันว่าควรจะไปสถานที่ที่ฉันยังไม่ได้ไปและอยู่ไม่ไกลจากลูว์ฟนัก

สรุปว่า เราก็ตัดสินใจมุ่งหน้าตัด Palais Royale เพื่อที่จะไป Opera National de Paris และ La Madeleine เพราะดูจากแผนที่ก็ไม่น่าจะไกลมาก (อีกแล้ว) แต่สรุปแล้วเดินไปเดินมา เล่นเอาเหนื่อยเลยค่ะ หลงนิดๆ ด้วย แต่ก็ยังดีที่ถามคุณตำรวจแถวนั้นเอาว่าไปทางไหน ไม่ยากนักค่ะ

มุมหนึ่งของ Palais Royale กลายเป็นลานกว้างไว้พักผ่อนหย่อนใจ ว่าไปปารีสมีมุมพักผ่อนแยะเชียวค่ะ อิจฉาคนที่นี่จังเลย

โรงละครโอเปร่าค่ะ สวยงาม เลิศหรูอลังการตามแบบฉบับฝรั่งเศสจริงๆ

La Madeleine โบสถ์เก่าแก่ที่ดูภายนอกแล้วเหมือนสถาปัตยกรรมกรีกโบราณยังไงยังงั้น

จากด้านหน้าของโบสถ์ เรามองเห็น La Concorde กันด้วย ท้องเราสองคนก็เริ่มส่งเสียงเตือนแล้วด้วย ก็เลยคิดว่าน่าจะเดินไปถนนซองเซลิเซ่เพื่อไปหาของกินกันซะหน่อยก่อนแยกย้ายกันกลับ เพราะเมื่อวานเห็นร้านอาหารแยะเลยทีเดียว

สุดท้ายเราไปจบกันที่ร้านพาสต้าแห่งหนึ่ง ฉันคิดว่าเอาน่า มื้อสุดท้ายแล้ว ขอหรูหน่อยละกัน (หิวมากแล้วค่ะ ไม่ใช่อะไร) อาหารอร่อยถูกปากค่ะ สั่งพาสต้าซอสมะเขือเทศ ส่วนที่ไม่มีวันลืมคือโค้กหนึ่งขวดราคา 6 ยูโร ที่สั่งมาแบ่งกันกินกับฮานาเอะจัง เพราะแพงมากกกกก กินคนเดียวไม่ไหวค่ะ (ขวดเล็กกว่าที่ไทยตึ๋งนึงอีกตังหาก ฮึ่ม!) สรุปมื้อนั้นหมดไปกันคนละประมาณ 15 ยูโรเห็นจะได้ (เหงื่อแตกเลยค่ะ แพ๊งแพง)

กินเสร็จก็เดินไปดูน้ำหอมและเครื่องสำอางฝากคุณแม่ของฮานาเอะจังในร้าน Sephora อารมณ์ Sasa ในฮ่องกง หรือ Aritaum ที่เกาหลีน่ะค่ะ แล้วฮานาเอะก็ขอแยกย้ายกลับที่พักไป เพราะฉันพาเดินจนเหนื่อยแล้ว ฮี่ๆ

ส่วนฉันยังอยากได้ภาพประตูชัยตอนฟ้ามืดอีกซักหน่อย ก็เลยเดินต่อไปเก็บภาพมาค่ะ แล้วภาพตอนกลางคืนก็สวยเด่นจริงๆ ค่ะ

คู่รักนักท่องเที่ยวกำลังชื่นชมกับความงามของประตูชัย

พอได้ภาพตามต้องการ ฉันก็ละโมบอยากได้ภาพหอไอเฟลตอนกลางคืนด้วย แล้วฮานาเอะจังก็บอกว่าวิวไอเฟลจาก Palais de Chaillot สวยมากๆๆๆๆๆๆ ฉันก็เลยตัดสินใจไปอีกซักรอบ (ครั้งที่สามแล้วนะ) ทั้งๆ ที่เหนื่อยมากกกกกกกก

ภาพที่เห็นก็ไม่ผิดหวังจริงๆ ค่ะ จากที่นั่นเห็นวิวหอไอเฟลในมุมกว้าง เด่นสง่าอยู่เบื้องหน้าตามภาพด้านล่างค่ะ แถมเค้ายังมีการแสดงแสงสีจากหอไอเฟลให้ชมอีก วิ้งๆ ไป วิ้งๆ มา ยุกยิกตาดีค่ะ

ภาพนี้เป็นภาพสุดท้ายก่อนกลับบ้านค่ะ

จบแล้วสำหรับทริปปารีส วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่ 11 กันยา ค่ะ ฉันก็ไม่กลัวก่อการร้ายหรอกค่ะ จับเครื่องบินกลับเกาหลีวันนั้นแหล่ะ แต่สัญญานะคะว่าจะกลับไปปารีส หลงรักปารีสแล้วค่ะ

แต่สรุปแล้ว ซื้อบัตร Paris Visite แบบ 2 Days Pass มาทำไมก็ไม่รู้ค่ะ ใช้ไปทั้งหมดประมาณ 6-7 เที่ยวเท่านั้น รู้งี้ซื้อทีละเที่ยวดีกว่า เซ็งเลยค่ะ

โดย พฤษภา

 

กลับไปที่ www.oknation.net