วันที่ จันทร์ มกราคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไม้เรียว...


ไม้เรียวสร้างคน

………………..


ผมมีอดีตเป็นครู เริ่มอาชีพครูเมื่ออายุเกิน 18 ปีนิดหน่อย  สอนเด็กในโรงเรียนบ้านนอกมาตลอด  เริ่มจากเดินเท้าไปโรงเรียนกว่า 20 กิโลเมตร วันศุกร์ทีก็ชวนกันเดินออกมาเที่ยวเตร่หาความสำราญประสาเด็กหนุ่มในตัวอำเภอกันที  วันอาทิตย์ก็เดินเท้ากลับ เป็นอยู่อย่างนี้นานเกือบสองปี จึงได้ย้ายออกมา 

            ตั้งแต่เรียนหนังสือ จนจบออกมาเป็นครู  ชีวิตผูกพันอยู่กับ “ไม้เรียว” มาตลอด ส่วนมากจะเป็นเรื่อง “การออกนอกบ้านกลางคืน”  ซึ่งสมัยนั้นนับเอาพระอาทิตย์ตกดินเป็นเกณฑ์  “การใส่กางเกงขายาว” ซึ่งก็ยังไม่เข้าใจจนบัดนี้ว่าห้ามทำไม  อีกเรื่องคือ “การทะเลาะวิวาท ชกต่อยกัน” ซึ่งก็ธรรมดาของเด็กผู้ชาย  จุดจบของเรื่องก็คือ “ในห้องพักครู” หรือ “หน้าเสาธงชาติ” แล้วแต่กรณี  เรื่องเจ็บนั้นแน่นอน แต่ละครั้งได้เลือดซิบๆ  เรื่องอายไม่ต้องพูดถึง โก้เสียอีก

            พอมาเป็นครู ก็เอาคืนมั่ง มี “ไม้เรียว” เป็นอาวุธประจำกาย  ตีนักเรียนตอนกลางวัน ตกเย็นนั่งกินเหล้ากับผู้ปกครอง  เด็กคนไหนโดนตีที่โรงเรียน กลับบ้านอาจโดนอีกรอบจากผู้ปกครอง ถือว่าเป็นโชค 2 เด้ง

            ดังนั้น “ไม้เรียว” จึงเป็นสิ่งที่มีพระคุณต่อชีวิตของผม  และเชื่อว่า คนรุ่นเดียวกับผม ก็คงมีประสบการณ์เหมือนกับผม จะต่างกันก็แต่ หนักเบา หรือถี่ห่างเท่านั้น จนทุกปีมานี้ เวลามีการรวมรุ่น ประสบการณ์เหล่านี้ ก็ยังเป็นเรื่องตลกขบขันเล่ากันในวงอยู่ประจำ

            เรื่อง “ไม้เรียว” และ “เคอร์ฟิวส์ 4 ทุ่ม”  กลายเป็นประเด็นวิพากษ์ วิจารณ์กันขึ้นมาอีก เมื่อมีคนเสนอให้นำกลับมาใช้ใหม่ หลังยกเลิกไป

         อยากบอกว่าภายใต้โลกใบนี้ไม่มีอะไรใหม่  ขึ้นอยู่กับเหตุผลของการใช้ ไม้เรียวเป็นสิ่งจำเป็น ถ้าไม่อคติในการใช้ เช่นเดียวกับกฎหมายใช้ให้เท่าเทียมกัน ไม่เลื่อมล้ำ

         ไม้เรียว ถ้าใช้ให้เป็นคือไม้ศักดิ์สิทธิ์    เหมือนกฎหมาย ถ้าผู้ถือกฎหมาย เป็นคนดี ตรงไปตรงมา ก็ใช้กฎหมายบังคับใช้ได้อย่างไม่ต้องกลัวเกรงใครๆ

            เช่นเดียวกับความสงบและความสามัคคีจะเกิดขึ้นได้  ก็คือการใช้นโยบายทางกฎหมายที่เท่าเทียมกัน การเข้าถึงกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน การแสดงออกทางกฎหมายเท่าเทียมกัน ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วยก็มีไม่น้อย โดยยกหลัก สิทธิมนุษยชน และสิทธิเด็ก มาเป็นข้ออ้าง

          ไม่มีสิทธิใดที่ไม่มีขอบเขต อาจมองเลยซ้ำไปด้วยว่า สิทธิเด็กคงไม่ได้หมายความว่ามีอิสรเสรีที่จะไปไหนก็ได้ แต่สิทธิที่เด็กที่พึงมี ควรหมายถึงสิทธิที่จะเติบโตอย่างปลอดภัย สิทธิที่จะต้องได้รับการปกป้องดูแลให้ห่างจากอาชญากรรมต่างหาก

         ในความเห็นของผม สิทธิต้องมาคู่กับความรับผิดชอบ ในเมื่อความรับผิดชอบของเด็ก ยังอยู่ในขีดจำกัด  สิทธิก็ควรจะต้องถูกจำกัดด้วย สิทธิของคนเราบางครั้งก็ยังถูกละเมิด เพราะเอาแต่ใจตัวเองมากเกินไป ไม่เคารพกฎหมาย ไม่รักดี ซึ่งมีกรณีตัวอย่างมากไป
            ส่วนห้ามออกกลางคืน อยากถามว่ากลับว่า  เด็กอายุยังไม่ครบ 18 ปี จะออกจากบ้านไปทำอะไร หลัง 4 ทุ่ม  มองในแง่ดีไว้ก่อนว่าอาจจะมีบ้าง ที่ไปเรียนพิเศษ  ไปทำงานนอกเวลาหารายได้ ซึ่งก็คงน้อย

           ทางตำรวจซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำผิดกฏหมายของเด็ก  ก็บอกเป็นหนทางหนึ่งในการป้องการคดีอาชญากรรม  ข่มขืน  การมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม  โสเภณีเด็กและยาเสพติด ซึ่งความจริงแล้วเรามี กฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ อยู่ แต่ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง  แต่ก็เอาเถอะ การห้ามออกนอกบ้านก็น่าจะเป็นทางลดปัญหาที่กล่าวถึงได้อีกทางหนึ่ง และถ้าเอาจริงจัง ก็คงได้ประโยชน์อยู่ไม่น้อยทีเดียว

            อย่าลืมว่า กฎทุกกฎก็ย่อมจะมีข้อยกเว้น ก็ต้องมีการอนุโลมกันบ้าง  ส่วนรูปแบบหรือวิธีการที่จะยกเว้นนั้น อาจจะมีผู้ใหญ่ไปด้วย หรือหากมีเหตุสุดวิสัยจริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้นี่ครับ ก็ต้องว่าในรายละเอียดกันอีกที  

            ส่วนที่ระแวงว่าจะเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่หาผลประโยชน์จากเด็กนั้น ก็ไม่น่าจะต้องห่วงอะไร  ถ้าเด็กไปกับผู้ปกครอง หรือมีเอกสารรับรองจากผู้มีอำนาจแสดงได้ และถ้าหลัง 4 ทุ่มไปแล้ว ไม่มีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เตร็ดเตร่อยู่บนท้องถนน แล้วเจ้าหน้าที่จะไปหาผลประโยชน์เอากับใครได้

            สรุปว่าทั้งสองประเด็นนี้ ดีหรือไม่ดี ขึ้นกับผู้ใช้ โดยหลักการเห็นด้วยทั้ง 2 เรื่อง แต่ก็คงกังวลเรื่องมาตรฐานการปฏิบัติ  และการเอาจริงเอาจังมากกว่าครับ

วัชระ  ศรีคำตัน

โดย vatchara_4

 

กลับไปที่ www.oknation.net