วันที่ พฤหัสบดี มกราคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โขงสองฝั่ง (๔๘) แปดเดือนที่สำนัก A๓๐


           ที่สำนัก A๓๐ พวกผมไม่ค่อยได้ทำอะไร วันๆ หมดไปกับการปลูกผักปลูกหญ้า ใครที่ถนัดด้านการขีดการเขียนก็อยู่กับสมุดดินสอ เขียนเรื่องสั้น นิยาย แต่งเพลงส่งไป ออก สปท.

          ภูมินิเวศของสำนัก A๓๐ ตั้งอยู่บนที่ราบผืนเล็กๆ ที่แวดล้อมด้วยภูเขาเลากาและลำธารน้ำใสไหลเย็น ภูมิอากาศของที่นี่มีอยู่เพียง ๒ ฤดูคือฤดูฝนกับฤดูหนาว จำได้ว่าบางเดือนผมอาบน้ำสัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างมาก

          ต้องซุกกายอยู่ในเครื่องนุ่งห่มอย่างหนาและหนักหลายชั้น เฉพาะเสื้อโอเวอร์โค้ตคอขนสัตว์น้ำหนักก็ปาเข้าไป ๗-๘ กิโลกรัม

          ผมกับคุณแหลมทอง พันธุราศรี พักอยู่กระท่อมเดียวกันกับพี่คำสิงห์ ศรีนอก ที่นอนเป็นเตียงไม้ไผ่ที่หยั่งขาเตียงลงในพื้นดิน ปูลาดด้วยผ้าใบเนื้อหนา มีผ้าห่มคล้ายผ้า สักหลาดคนละผืน กระท่อมของพวกผมกว้างขวางพอที่จะมีที่ว่างก่อกองไฟนั่งผิงคุยกัน

          ดูเผินๆ A๓๐ คล้ายหมู่บ้านเล็กๆ หมู่บ้านหนึ่ง มีลำธารเล็กๆ ผ่ากลางก่อนจะไหลลงสู่ลำธารสายใหญ่กว่าที่อยู่ต่ำลงไป

          ฝั่งลำธารด้านที่เป็นที่ราบทางทิศตะวันตก เป็นที่ตั้งโรงอาหารขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับกำลังพลได้เป็นกองร้อย ในนั้นมีเตาไฟขนาดใหญ่ตั้งกระทะใบบัว ๕-๖ กระทะ มีหม้อต้มน้ำร้อนขนาดมหึมาที่ใส่ฟืนต้มน้ำตลอด ๒๔ ชั่วโมง ใครต้องการน้ำร้อนเวลาไหนก็สามารถเอากระติกสนามมารองก๊อกน้ำร้อนได้เลย

          ถัดจากโรงอาหารเป็นลานดินกว้างสำหรับชุมนุมกลางแจ้ง รอบๆ ลานกว้างเป็น กระท่อมของชาว พคท. และแนวร่วมชั้นสูงที่ไม่สังกัดพรรค อย่างคุณธีรยุทธ บุญมี คุณศรี อินทะปันตี อาจารย์ผสม เพชรจำรัส ฯลฯ รวมทั้งกระท่อมของลุงอุดม ศรีสุวรรณ

          ข้ามสะพานไปฝั่งตะวันออก จะเป็นกระท่อมของชาว พสท. กระท่อมเล็กใหญ่ กระจายอยู่ตามเนินภูและเชิงเขา  พวกคนหนุ่มและใครที่ไม่มีครอบครัวมาด้วยจะพักอยู่ด้วยกัน ส่วนที่อยู่เป็นครอบครัวจะมีกระท่อมหลังใหญ่และมีหลายห้องนอน พี่คำสิงห์ คุณแหลมทองกับผมอยู่กระท่อมชายป่า ด้านหลังเป็นป่าทึบที่เต็มไปด้วยทาก

          ถัดไปเป็นครอบครัวอาจารย์บุญเย็น วอทอง ครอบครัวคุณวิชัย เสวมาตย์ และ ครอบครัวคุณสม ภูมาตร ส่วนคุณสมัคร ชาลีกุล คุณอุดร ทองน้อย คุณประยงค์ มูลสาร คุณชำนิ ศักดิเศรษฐ์ คุณชัยวัฒน์ สุรวิชัย คุณพีรพล ตริยเกษม คุณอดิศร เพียงเกษ คุณวิสา คัญทัพ ฯลฯ พวกนี้จัดเป็นคนหนุ่ม จับคู่กันตามอัธยาศัย

          ผมเองไม่ค่อยคุ้นชินกับส้วมหลุมแบบจีน คือเวลาทำธุระหนักตอนเช้าสามารถชูคอพูดคุยกันได้สบายใจเฉิบ ตกบ่ายใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์อย่างดี ตักไปบำรุงสวนผักทำให้พืชผักที่เก็บมาส่งโรงครัวเจริญงอกงามเป็นอย่างดี ความไม่คุ้นชินของผมทำให้ต้องแอบย่องขึ้นเขาหลังกระท่อม เลือกหาที่ว่างตรงป่าหญ้าคา ใช้มีดสนามขุดหลุมส่วนตัว

          พฤติกรรมของผมทำให้ได้ลาภชิ้นโตอย่างน้อย ๒ ครั้ง ครั้งแรกได้จงอางยักษ์มาผัดเผ็ดกันอร่อยลิ้น ครั้งที่สองก้นบุหรี่ยาเส้นของผมทำให้ไฟไหม้ป่าหญ้าคา ไม่กี่วันต่อมา หน่อหญ้าคาก็แทงยอดอ่อนขึ้นเต็มเนินภู บ่ายวันหนึ่งมีเสียงปืน (อาร์ก้า) ดังขึ้นสองสามนัด เป็นการยิงแบบซิงเกิ้ล

          “ยิงสัตว์แหงเลย...” ผมบอกสหายแหลมทอง เพราะหากปะทะกับศัตรูคงต้องรัวเป็นชุด ไม่ใช่โป้งทีละนัดอย่างนี้

          ไม่กี่อึดใจสหายนักรบคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบลงมาจากเนินเขาที่หญ้าระบัดกำลังเขียวพรืดจากฝีมือก้นกอกยาของผมเมื่อหลายวันก่อน

          “ไปช่วยกันหามกวาง...”

          ได้ยินอย่างนั้นบรรดาสหายหนุ่มพากันหูตั้ง ต่างคว้ามีดคว้าปืนแห่ตามสหายนักรบ ขึ้นเนินภูโดยไม่ต้องรอคำสั่ง

          ทีแรกกะกันว่าจะหามลงมาชำแหละ ปรากฏว่าหามไม่ไหวจึงต้องชำแหละกันที่โน่น แล้วก็หามลงมาเป็นขาๆ

          ตู้เย็นอย่างดีคือท้องห้วยที่สะพานพาดผ่าน เนื่องจากเนื้อกวางกินไม่หมดในมื้อเดียว สหายพากันตัดลำไม้พาดสองฝั่งห้วย แล้วเอาเนื้อร้อยเชือกแขวนไว้ตามราวไม้

          ไหนๆ ก็เล่าแล้ว... ยังมีอีกเรื่องหนึ่งครับ!

          คือผมกับคุณแหลมทอง พันธุราศรี ไปอยู่ที่ไหนก็มักจะมีความคิดกบฏไม่มากก็น้อย เวลาเข้าเวรพี่เลี้ยง (เวรทำอาหาร) แทนที่จะผ่าฟืนหรือขะมักเขม้นอยู่หน้าเตาต้มแกง มักจะชวนกันไปตกปลา หอบหิ้วมาเป็นพวง

          ตรงหุบเขาด้านทิศใต้ของสำนักเป็นลำธารที่มีน้ำไหลตลอดปี มีปลาตะเพียนชนิดหนึ่งชุกชุมมาก เวลาเกล็ดปลาสะท้อนแสงแดดแลดูเหมือนแสงเงินบริสุทธิ์อยู่เต็มน้ำ

          ต้องเป็นเวลาหลังฝนตกหนัก น้ำในลำธารจะขุ่น หย่อนเบ็ดไม่กี่นาทีก็หอบหิ้วปลามาไม่หวาดไม่ไหว แต่ถ้าเป็นน้ำใสปลาไม่ค่อยกินเบ็ด แปลกอยู่เหมือนกัน

          มีอยู่หนหนึ่งพวกผมไม่อยากเข้าห้องเรียนอันน่าเบื่อหน่าย คือไม่อยากเป็นเด็กนักเรียนที่จะต้องไปนั่งฟังทฤษฎีการเมือง เลยหาเรื่องบอกหมอไพรว่าเจ็บท้อง...

          สหายไพรคือลูกสาวคุณแม่แตงอ่อน ภรรยาครูครอง จันดาวงศ์ ที่ถูกประหารในสมัยสฤษดิ์ เธอเป็นน้องสาวคุณวิทิต หรือสหายปาน เลขาธิการ กจ.๒๒๒ ที่อีสานเหนือ ภาระหน้าที่ของสหายไพรคือเป็นพยาบาลประจำ สำนัก A๓๐

          ถ้าจะบอกหมอไพรว่าปวดหัวหรือเป็นไข้ หมอจะมีปรอทวัดไข้ โกหกได้ยาก ก็เลยบอกว่าเจ็บท้อง อย่างมากหมอก็จะให้ยา... แล้วก็ยิ้มอย่างรู้ทัน

          รู้ทันว่าพวกผมหนีเรียน แต่ก็ไม่ว่าอะไร อาจเป็นเพราะพวกผมจัดเป็นแนวร่วมชั้นสูง คงไม่เหมาะที่จะเข้มงวดกวดขันให้อยู่ในกรอบสักเท่าไหร่ก็เป็นได้...

          วันนั้นก็เช่นกัน หลังอาหารมื้อเที่ยง ผมกับคุณแหลมทองขอยาแก้ปวดท้องเพื่อ หาเหตุไม่ต้องเข้าห้องเรียน แต่พากันแอบไปตกปลาตามเคย

          บ่ายนี้ปลาไม่กินเบ็ด ทั้งๆ ที่มองเห็นตัวแหวกว่ายอยู่ใต้น้ำเป็นหมู่ๆ

          “น่าจะชวนสหายมาทดน้ำซะเลยเนาะ...” คุณแหลมทองว่า

          เพราะเคยใช้ได้ผลมาแล้ว เนื่องจากบางตอนลำห้วยถูกแบ่งออกเป็นสองสาย เราจะพากันนำก้อนหินมาเรียงเป็นทำนบ แล้วใช้ผ้าพาสติกอย่างหนาปูทับทำนบหิน ปรับเปลี่ยนทางน้ำให้ไหลทางเดียว

          อีกหน่อยน้ำในลำห้วยสายที่ถูกกั้นด้วยผ้ายางก็จะไหลลงจนแห้งขอด พวกเราจะรีบจับปลาก่อนที่น้ำจะล้นไหลลงมา

          วิธีนี้ต้องใช้กำลังคนมากหน่อย เพราะต้องทำแข่งเวลา... แต่วันนี้มากันแค่สองคน ครั้นจะทดน้ำเพื่อจับปลาคงทำไม่ได้แน่

          จึงเปลี่ยนแผนจากลงน้ำเป็นขึ้นเขา!

          “หาหน่อไม่กันดีกว่า เดี๋ยวเอาหน่อไม้ไปส่งโรงครัวกัน...”

          พวกผมพากันข้ามลำห้วยไปอีกฝั่ง ปีนป่ายขึ้นภูป่าไผ่ เที่ยวหาหักหน่อไม้มากองรวมกันไว้ กะว่าพอแบกขนลงเขามาได้ด้วยกำลังคนสองคน..

          “โอ้โห หน่อไม้ยักษ์...” ผมร้องลั่น เรียกคุณแหลมทองมาดูด้วยตาให้ประจักษ์

          มันเป็นหน่อไม้ไผ่ตงขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา แต่ละหน่อไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอุแอ่งน้ำ....

          เอางี้... ถ้าเทียบกับอุแอ่งน้ำ ท่านอาจไม่รู้จัก เอาเป็นว่าขนาดถังแก๊สดีกว่า... ถังแก๊สหุงต้มขนาด ๑๕ กก. ที่เราใช้กันเป็นประจำในครัวเรือนนี่แหละ

          ถึงว่า... ผมเห็นเสาเรือนกระท่อมสหายนักรบที่ทำด้วยไม้ไผ่ เขาบอกว่าเป็นไผ่ตง ทีแรกผมไม่เชื่อ เป็นไปได้อย่างไร... ลำไม้ไผ่ตงขนาดเท่าเสาเรือน แต่เมื่อมาเห็นด้วยตาตนเองจึงค่อยถึงบางอ้อ...

          ปัญหาเวลานั้นคือจะเอาหน่อไม้ด้วยวิธีใด และจะขนลงเขาได้อย่างไร?

          บังเอิญผมมีมีดสนามที่เป็นดาบปลายปืน ๐๕ นาโต้ ที่แอบซ่อนในถุงกะเทียวมาจากแนวหน้า ผมไม่ลืมที่จะพกพาไปทุกครั้งที่ไปตกปลา เพราะจะต้องใช้มีดตัดคันเบ็ด คราวนี้จึงได้ประโยชน์...

          ปกติคุณแหลมทองจะไม่ค่อยใจเย็นสักเท่าไหร่ แต่วันนั้นเราค่อยๆ พากันใช้มีดดาบปลายปืนสะกัดเอาหน่อไม้ยักษ์ได้ ๒ หน่อ กะว่าจะแบกคนละหน่อก็เหลือกำลังแล้ว ส่วนหน่อไม้ไผ่ป่าที่เก็บมากองไว้เป็นพะเนินเทินทึกนั้น ทิ้งไว้ที่นั่นก่อน...

          ได้หน่อไม้ยักษ์คนละหน่อ กำลังบ่ายหน้าลงเขา กะว่าจะเอาหน่อไม้ไปอวดสหายพี่เลี้ยงที่โรงครัวอย่างทะนงองอาจ

          ปรากฏว่าทันใดมีหมู่เมฆมืดดำ ฝนเทลงมาราวฟ้ารั่ว!

          คราวนี้ไม่ต้องกะย่องกะแย่งลงเขาดอกครับ พอฝนตกดินก็เปียก ดินที่นั่นไม่เหมือนดินปนทรายอย่างบ้านเรา แต่มันเป็นดินเหนียว เมื่อเปียกฝนก็ลื่นสิครับ...

          หน่อไม้บนบ่าวางไม่ได้... เลยต้องใช้วิธีอุ้มหน่อไม้ พาลื่นไถลลงภูเขาจนถึงลำห้วย ขณะที่สายฝนยังลุหลั่งถั่งเท...

          แต่ที่เสียวก้นไม่วายจนถึงวันนี้คือ เส้นทางที่เราทั้งสองลื่นไถลลงภูนั้น มีขนเม่นแหลมคมหล่นอยู่ตามทางด้วย

          ค่ำนั้น... ทั้งกองร้อย A๓๐ อิ่มอร่อยด้วยต้มจืดหน่อไม่ไผ่ตงกับหมูกระป๋องที่มาจากเมืองจีน

          พวกผมได้เหล้ากุหลาบแดงคนละจอก หมอไพรบอกว่าเป็นยาป้องกันหวัดหลังจากเปียกฝนมาปานลูกหมาตกน้ำ

          ทำไปทำมาเกิดความรู้สึกว่า นี่เรามาทัศนศึกษาหรือว่ามาต่อสู้เพื่อพี่น้องประชาชนผู้ถูกกดขี่ข่มเหงกันแน่?

          ผมขอเดินทางกลับแนวหน้า “ภูพาน”... ขณะที่อีกส่วนหนึ่งประสงค์จะเดินทางไปลี้ภัยในประเทศที่สาม เผื่อมีวิธีเคลื่อนไหวต่อสู้ในระดับสากล ในจำนวนนี้มีคุณแหลมทอง พันธุราศรี และคุณสมบัติ วอทอง โดยมีพี่คำสิงห์ ศรีนอก เป็นหัวเรือ

          “มันก็คือดำน้ำแข่งกัน.. ใครอึดกว่าใครจะได้รู้กัน

          อาจารย์บุญเย็น วอทอง พูดกับผมต่อหน้ากองไฟขณะที่เราล้องวงผิงไฟอยู่หน้า กระท่อม ที่มีลูกฟักทองห้อยโตงเตงเต็มไปหมด

          สรุปก็คือ ราวเดือนกันยายน ๒๕๒๐ ที่สนามบินอุดมไช (ถ้าจำไม่ผิด) เที่ยวบินนั้น มุ่งหน้าไปนครเวียงจันทน์ ผู้โดยสารดูเหมือนจะมีคน ๓ กลุ่ม ๓ ความคิด

          กลุ่มหนึ่ง จากเวียงจันทน์จะเดินทางต่อไปสวีเดน... คือพี่คำสิงห์ คุณแหลมทอง คุณสมบัติ..

          กลุ่มสอง จากเวียงจันทน์จะเดินทางไปแนวหน้าภูพาน มีผมกับคุณสมบูรณ์ สุพรรณฝ่าย

          กลุ่มสามอาจตั้งหลักอยู่เวียงจันทน์เพื่อดูสถานการณ์... มีครอบครัวคุณทองปักษ์ เพียงเกษ เป็นต้น

โดย สมคิด_สิงสง

 

กลับไปที่ www.oknation.net