วันที่ พฤหัสบดี มกราคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จดหมายถึง...พญางำเมือง...


จดหมายถึงพญางำเมือง



         ผมไม่แน่ใจว่าในสมัยของพญางำเมืองใช้คำราชาศัพท์กันหรือไม่  เข้าใจว่าคงจะเป็นการพูดจาภาษากำเมืองกันตามปกติวิสัย “พ่อกับลูก”  สรรพนามแทนตัวท่านเวลาใช้กับประชาชนก็คงจะเป็นแบบดั้งเดิมของคนเมือง “คิง ฮา”  “บ่า อี่” นั่นแหละ

          ถึงกระนั้นก็ดี ผมก็ยังไม่บังอาจที่จะเขียนเป็นจดหมายถึงท่านโดยตรง ไม่ใช่เพราะไม่กระดิกหูการใช้คำ “ราชาศัพท์” ที่ถูกต้องเหมาะสม  แต่ด้วยเกรงว่าจะเป็นรบกวนโสตประสาทของท่านให้วุ่นวายหนักขึ้นอีก  ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะเข้าใจว่า ทุกวันนี้ ท่านก็คงจะปริวิตกกับลูกหลานเหลนโหลนของท่านเป็นอย่างยิ่งแล้ว  แต่ก็จะถือโอกาสนี้บ่นไปตามลม เผื่อใครที่กำลังคิดไม่ดีต่อชาติบ้านเมือง โดยเฉพาะเมืองพะเยาจะได้ฉุกคิด  เกิดความเกรงกลัว  ละอายต่อบาปและหยุดการกระทำนั้นเสีย

หลายวันผ่านมาผมไปร่วมประชุมโครงการอะไรจำชื่อไม่ได้ เพราะมันยาวเกินความจำเป็น รู้แต่ว่าเป็นของราชภัฎเชียงราย  มาจัดประชุมที่โรงแรมเกทเวย์  ตอนแรกได้รับการบอกให้ไปประชุมอีกเรื่องหนึ่ง  แต่ไปถึงกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง  ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดมรรคผลสักเท่าใด  เพราะประชุมแค่ครึ่งวันก็เลิกกันไป  เหมือนใช้เงินให้หมดทันปีงบประมาณงั้นแหละ

สาระของการประชุมให้พูดกัน 3 ประเด็น คือ ป่าไม้  เกษตรกรรม และกว๊านพะเยา ทั้งสามหัวข้อแบ่งออกเป็น 3 ฐาน อยู่ในห้องประชุมเดียวกัน   ผู้เข้าประชุมเวียนเข้าแต่ละฐาน ตามเสียงนกหวีดเหมือนการเรียนของลูกเสือไม่ผิด  แต่ละฐานก็เปิดเครื่องขยายเสียงแข่งกันเหมือนตลาดนัดยังไงยังงั้น

ผมพอจะสรุปประเด็นที่ได้จากการประชุม ดังนี้   ปัญหาเอกสารสิทธิ์    การบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์และป่าไม้   การใช้สารเคมีและวัตถุมีพิษของเกษตรกร  ซึ่งปัญหาเหล่านี้พูดกันมาหลายปี หลายหน่วยงาน พูดกันบ่อยเป็นประจำจนเรียกได้ว่าเป็นสูตรสำเร็จของหน่วยงาน ที่ใกล้สิ้นปีงบประมาณ  เงินเหลือคิดอะไรไม่ออก ก็เอาประเด็นนี้แหละมาพูดกัน จบแล้วก็เลิกกันไป ปีหน้ามาว่ากันใหม่เข้าตำรา “ต๋องกล้วยแห้งชุบน้ำ” นั่นแหละ

เสร็จจากการประชุม ผมถือโอกาสไปกราบพญางำเมือง  นั่งพินิจพิจารณาใบหน้าของท่านไม่แน่ใจว่าอุปทานหรือจิตหลอน  เกิดความรู้สึกว่าใบหน้าของท่านหม่นหมอง และเหมือนมีคราบน้ำตาเป็นรอยลงมา ซึ่งก็อาจจะเป็นรอยน้ำฝนก็ได้  แต่ผมเกิดจินตนาการต่อว่า  ท่านคงทุกข์ใจกับเหตุการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่ขณะนี้ บางคน บางกลุ่ม ก็อาศัยลานหน้าอนุสาวรีย์ของท่านจาบจ้วงโจมตีสถาบันเบื้องสูง  หลายคนใช้เป็นที่พลอดรักกันดูดดื่มอย่างไม่กระดากเดื่อง

สำคัญอย่างยิ่งสายตาที่ท่านมองไปยังกว๊านพะเยา  รู้สึกถึงความเจ็บปวด ที่เห็นใครต่อใครกำลังข่มขืน ย่ำยีกว๊านพะเยา  ทั้งคนที่ยึดถือเอาเป็นส่วนตัว  ทั้งวัดที่ถมขยายพื้นที่  ทั้งหน่วยงานราชการต่างก็ถมกว๊านกันทั้งที่ปากก็บอกว่า “รักกว๊าน”  จะเป็นด้วยเหตุนี้หรือเปล่าไม่รู้ที่ทำให้ผมรู้สึกว่าท่านหม่นหมองและน้ำตาตก

มาอีกแล้ว  800 ล้านบาท กับการพัฒนากว๊าน  เงินจำนวนนี้มันมากพอที่จะทำให้ประชาชนทั้งต้นน้ำ  กลางน้ำ  และปลายน้ำได้รับประโยชน์มากมายถ้าจริงจัง จริงใจ   เช่นเดียวกันก็คงจะทำให้ใครอีกหลายคนร่ำรวยได้เหมือนกัน

ผมกราบลงแทบเท้าพญางำเมือง ถามท่านว่า “กว๊านพะเยา” เป็นของใคร ของประชาชนคนพะเยา  ของข้าราชการผู้มากศักดิ์ศรีบารมี  ของนายทุนหรือผู้มีอิทธิพล  ของนักการเมืองทั้งท้องถิ่นและประเทศ   ผมไม่รู้จริงๆว่ากว๊านพะเยาเป็นของใคร  อะไรเป็นเหตุที่ทำให้ผมโง่เง่าถึงเพียงนี้

ผมจำได้ว่ามีอดีตนายกรัฐมนตรีมาจัดประชุมคณะรัฐมนตรีที่จังหวัดพะเยา ในครั้งนั้นผมได้ยินท่านพูดถึงการขุดลอกกว๊านว่า  ให้ขุดดินในกว๊านไปถมให้เป็นเกาะกลางกว๊าน จะได้ปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่ง  ยอมรับว่าผมยังมึนอยู่ทุกวันนี้ เคยทดลองเอาอ่างกะละมังมาวางไว้  เอาดินหินมากองไว้กลางอ่างแล้วใส่น้ำเข้าไป จนป่านนี้ผมก็ยังตอบไม่ได้ว่า ผลมันเป็นอย่างไร  มันช่างโง่เสียจริงๆ  และหลังจากนั้นมาผมก็ไม่เคยทราบเลยว่ามีใครมาทำอะไรกับกว๊านอีก  ซึ่งไม่ใช่มีแต่คนโง่อย่างผมที่ไม่รู้  คนต้นน้ำตั้งแต่อำเภอแม่ใจ ไปถึงปลายน้ำอำเภอจุน  อำเภอเชียงคำ  ก็ยังมีอีกมากที่ไม่รู้เหมือนผม

การพัฒนากว๊านพะเยา  เป็นเรื่องใหญ่  ใหญ่มากๆ การกระทำใดๆควรจะมาจากความต้องการของประชาชน ทั้งประชาชนต้นน้ำ  ประชาชนที่อยู่อาศัยหากินกับกว๊าน และประชาชนผู้อยู่ปลายน้ำ  ผมเข้าใจว่า  ความคิดความต้องการรูปแบบของการพัฒนานั้นย่อมแตกต่างกัน  แต่จะเหมือนกันในแง่ของผลประโยชน์ที่จะได้รับ

800 ล้านบาทใครเป็นคนคิด  ใครเป็นคนทำ หากจะบอกว่างบประมาณนี้ ชาวบ้านไม่ได้ไปหามา ใครหามาคนนั้นก็ต้องใช้ ก็ยอมรับว่าถูก แต่คงไม่ใช่ถูกทั้งหมด  ก็คุณจะมาทำอะไรในบ้านผม แล้วคุณจะไม่ให้ผมรับรู้อะไรเลยหรือ  ถึงผมจะเป็นคนโง่ แต่ผมก็จะเอาสีข้างเข้าถู ไม่ยอมเด็ดขาด  ถ้าทำอะไรไม่ได้ ผมก็จะทำแบบคนบ้า ถือมีด ถือพร้าไล่ฟันกันบ้างละ

 ผมยังมองไม่ออกถึงผลกระทบที่จะเกิดจากการพัฒนากว๊านแบบด่วนได้  ปลาจะสูญพันธุ์ไปหรือเพิ่มปริมาณมากขึ้น  หลายอาชีพที่อาศัยกว๊านจะหดหายหรือเปลี่ยนไปอย่างไร กว๊านพะเยาจะสวยงาม หรือให้ประโยชน์แก่คนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำมากน้อยอย่างไร ผมคิดไม่ออกจริงๆ

นับจากนี้ไป “วัดคงจะร้าง ตะรางคงจะคึกคัก” ขอท่านแผ่พระบารมีโปรดผมและคนพะเยาที่ยังโง่เขลาอยู่ ให้มีสติปัญญาเฉียบแหลม  มีพลังใจที่กล้าแกร่ง   มีพลังกายที่เข้มแข็ง  จะได้ช่วยกันปกป้องกว๊านพะเยาให้รอดพ้นจากจะงอยปากอันแหลมคมของเหยี่ยว  กา  พ้นจากเขี้ยวที่แข็งกระด้างจากความดุร้ายของหมาหิว   และขอให้เรารอดพ้นจากการเป็นภักษาหารของเต่าและปลาตลอดไป  

ก้มลงซบกราบแทบเท้าพญางำเมืองอีกครั้งก่อนลากลับบ้าน

                              วัชระ  ศรีคำตัน 

                                นสพ. พะเยารัฐ ฉบับที่ 64  กันยายน  2553

โดย vatchara_4

 

กลับไปที่ www.oknation.net