วันที่ ศุกร์ มกราคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โขงสองฝั่ง (๔๙) กลับไปสู่แนวหน้าของการปฏิวัติ


 ในช่วงที่หลบลี้อยู่ในเขตป่าเขาถึง ๔-๕ ปี นอกจาก “ลาก่อนนาวังเหล็ก” เล่มนี้ แล้ว “สมคิด สิงสง” ยังมีต้นฉบับรวมเรื่องสั้นอีกเล่มหนึ่ง ชื่อ “ตำนานแห่งหมู่บ้าน” และนวนิยายเรื่อง “ข้าวเขียว”

           ที่เรือนพักรับรองริมฝั่งแม่น้ำโขงในนครเวียงจันทน์ บรรยากาศอาจจะแตกต่างไป จาก ๘-๙ เดือนก่อนที่ผมเดินทางผ่านมาคนเดียว แต่เที่ยวนี้เรากลับมาเป็นหมู่คณะ จำได้ว่าวันนั้นเราแยกกับคณะที่จะเดินทางต่อไปสวีเดน และแยกกับครอบครัวคุณทองปักษ์ เพียงเกษ ที่นั่น

          จึงเหลือแต่ผมกับคุณสมบูรณ์ สุพรรณฝ่าย หรือ “สหายบัญชา” และสหายแปลกหน้าที่ผมไม่รู้จักชื่ออีกจำนวนหนึ่ง

          จากเวียงจันทน์ พวกเราถูกส่งไปรอข้ามฟากที่เมืองท่าแขก!

          แต่ไม่ใช่สำนักต้อนรับแขกสากลที่ผมผ่านมาเมื่อ ๘-๙ เดือนก่อน แต่เป็นเรือนไม้ ๒ ชั้นเหมือนบ้านเรือนประชาชนทั่วไป แต่มีทหาร สปป.ลาวจำนวนหนึ่งประจำการอยู่ ในทำนองว่าเป็นกองกำลังคุ้มครองป้องกันภัยให้แก่พวกเรา

          ข่าวคราวสถานการณ์ช่วงนี้แว่วมาเข้าหูพวกเราว่า พคท.กับพรรคประชาชนปฏิวัติลาวไม่ค่อยลงรอยกันในเรื่องแนวทางการเมือง เนื่องจาก พคท.เดินแนวทางเหมาเจอตง ขณะที่ลาวมีสัมพันธ์อันดีกับเวียดนามและสหภาพโซเวียต ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกลัทธิแก้ในสายตาของพวกเหมาอิสม์

          ด้วยเหตุนี้กระมัง พวกผมจึงตกค้างอยู่ท่าแขกกว่า ๒ เดือน ทำให้ผม “อิ่มไก่” มาจนถึงบัดนี้!

          อิ่มในที่นี้ สำนวนบ้านผมแปลว่า “เบื่อหน่าย” คือกินแต่ไก่อย่างต่อเนื่องเดือนหนึ่งก็แล้ว เดือนที่สองก็ทั้งเดือน... ถามสหายอ้ายน้องลาวว่าทำไมต้องกินไก่ทุกมื้อและทุกวันอย่างนั้น?

          “ขั้นเทิง (องค์การจัดตั้งชั้นบน) ให้ดูแลสหายอย่างดี”

          ดูแลอย่างดีคือต้องกินต้มไก่ทุกมื้อว่างั้นเถอะ!

          หนักเข้าผมถึงกับกลืนเนื้อไก่ไม่ลง ถึงจะเป็นไก่บ้านก็ตาม มันเหมือนกับพยายามกลืนกิน “ขี้ขอนดอก” ก็ไม่ปาน

          ขี้ขอนดอก คือขอนไม้ผุๆ และเปื่อยยุ่ยไปตามกาลเวลา

          พวกเราสองคน คือผมกับสหายบัญชาพอมีเงินตกค้างอยู่ในกระเป๋าอยู่บ้าง เพราะที่ผ่านมาไม่เคยได้ใช้เงิน ไม่รู้จะเอาเงินไปซื้ออะไรที่ไหน มันไม่มีที่ซื้อที่ขาย วันๆ จึงเมียงมองออกไปนอกรั้วบ้านพัก เผื่อชาวบ้านจะมีอะไรที่กินได้เดินผ่านหน้าบ้านพักของเรา เพราะถนนสายนี้เป็นเส้นทางผ่านไปตลาดสดพอดี

          บางวันจึงได้กบได้เขียด ได้ปูได้ปลามาทำกินแทนไก่บ้าง

          วันหนึ่งพวกเราอยากกินลาบเลือดหมู สอบถามสหายอ้ายน้องได้ความว่าข้างบ้านเรามีคนจะขายหมูกี้ตัวหนึ่ง สนนราคาไม่สูงนัก

          หมูกี้คือหมูพันธุ์พื้นเมือง คล้ายหมูป่า แต่ขนาดเล็กกว่า ไม่มีมันเปลวเหมือนอย่างหมูพันธุ์ที่เลี้ยงด้วยหัวอาหาร เนื้อหมูกี้จึงมีรสชาติดีในทรรศนะของนักกินลาบเลือดหมูอย่างพวกเรา

          เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ไหนๆ พูดเรื่องลาบเลือดหมู ผมก็มีสูตรเด็ดของผมจะเล่าให้ฟัง เพราะดูแล้ววัฒนธรรมการกินลาบเลือดเหมือนจะคลุมพื้นที่ทั่วลุ่มแม่น้ำโขง ผมยืนยันได้เนื่องจากไปเห็นมาด้วยตา แม้แต่ชาวไตลื้อที่สิบสองปันนา มณฑลยูนนานของจีน แถบลุ่มแม่น้ำโขงตอนต้นก็ยังนิยมกินลาบเลือดอยู่เลย

โต๊ะอาหารของชาวไตลื้อที่เมืองเชียงรุ่ง แขวงสิบสองปันนา มณฑลยูนนานของจีน เชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยร่วมโต๊ะอาหารบนบ้านของเขา หนึ่งในเมนูอาหารบนโต๊ะคือลาบเลือดควาย และจอกเล็กๆ ในมือคุณประสาท ตงศิริ นั่นคือเหล้าขาวรสชาติดีของที่นั่น กระปุกหนึ่งขนาดบรรจุ ๗๕๐ ซีซี ราคา ๗ หยวน (ราว ๓๕ บาท) ภาพนี้ถ่ายช่วงสงกรานต์ ๒๕๔๘ ภาพโดยภรรยาคุณประสาท ตงศิริ

          สูตรลาบเลือดหมู ของผมจะเริ่มจากเลือกเนื้อสันในที่ไม่มีมันหมูปน สับให้แหลกดีแล้วพักไว้

          หนังหมู ตับหมู ไส้อ่อน ใส่หม้อน้ำเดือดพอสุก ตักขึ้นพักไว้ นำเนื้อหมูที่สับลงหม้ออีกใบ อย่าให้เนื้อหมู จับกันเป็นก้อน เสร็จแล้วลวกเนื้อหมูด้วยการเทน้ำร้อนที่กำลังเดือดลงไปพอท่วม อย่าลวกนานเพราะจะทำให้ เนื้อสุกเกินไป เนื้อจะแข็งรสชาติจะเสียไป

          รินน้ำที่ลวกเนื้อกลับคืนหม้อต้มเครื่องใน บีบน้ำจากเนื้อหมูให้หมาด แล้วรอการปรุง หม้อน้ำต้มจะปรุงเป็นน้ำซุบสำหรับซดล่องคอ เติมเกลือ น้ำปลา มะขามเปียก ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด

          หนังหมูต้มสุกซอยเป็นเส้นบางๆ ตับ ไส้อ่อน หั่นซอยขนาดพอเหมาะ แบ่งส่วนหนึ่งลงหม้อต้ม ถ้ามีม้าม กระดูกซี่โครงอ่อน จะใส่ลงหม้อต้มก็ยิ่งดี

          เคล็ดลับอีกอันหนึ่งคือข้าวคั่วและพริกป่นต้องสดใหม่ คือคั่วเดี๋ยวนั้นเพื่อใช้ในการปรุงลาบหนนี้เท่านั้น

          จะเห็นว่าส่วนประกอบทั้งหมดจะทำให้สุกเสียก่อน ยกเว้นเลือดหมู (บางสูตรเลือดก็ทำให้สุกด้วย) ผมจะนำก้อนเลือดใส่ชามแล้วขยำด้วยใบตะไคร้ จากเลือดก้อนจะกลายเป็นน้ำเลือดสีแดงสด

          ผักหอมที่เหมาะกับลาบหมูคือต้นหอมกับใบสระแหน่ หัวข่าซอยละเอียด ซอยต้นหอม เด็ดใบสระแหน่เตรียมไว้

          ขั้นตอนการปรุงลาบ เริ่มจากบีบมะนาวลงคลุกเคล้ากับเนื้อหมูที่ลวกไว้ ตามด้วยน้ำปลาดี โรยเกลือป่นเล็กน้อย ตามด้วยเครื่องหอมที่ซอยไว้ โรยด้วยพริกป่น ข้าวคั่ว อย่าเพิ่งให้เผ็ดเกินไป ใช้ทัพพีคนเครื่องปรุงให้เข้ากัน ชิมรสจนพอใจ แล้วแบ่งส่วนหนึ่งให้คนที่ไม่ชอบกินเลือดดิบ

          ถึงตรงนี้จะมีกลิ่นหอมหวนยวนยั่วน้ำลาย รินเหล้าขาวสักเป๊กหนึ่งกระตุ้นต่อมน้ำย่อย

          ถ้าจะทำลาบเลือด นำน้ำเลือดที่ตีด้วยใบตะไคร้แล้วนั้นเทลง มากน้อยแล้วแต่ชอบ บางคนอาจเพียงแค่ย้อมให้ได้สีสันเลือดเล็กน้อย แต่หลายคนจะชอบลอยเลือด สามารถซดได้คล่องคอ โรยหน้าด้วยหัวตะไคร้ซอยเป็นแว่นบางๆ เด็ดใบสระแหน่โรยลงไป

          เป็นอันแล้วเสร็จขั้นตอนลาบเลือดหมู เสริฟพร้อมถ้วยน้ำต้ม บุบพริกขี้หนูสวน ถ้าไม่เปรี้ยวพอก็ตามด้วยน้ำมะนาวด้วยก็ได้

          ผักแกล้มถ้าให้ดีต้องออกรสเปรี้ยว อย่างผักติ้ว ยอดมะกอก นอกนั้นก็เป็นผักสดใดๆ ก็ได้ มะเขือเปราะ หน่อข่า หัวขมิ้นขาว แตงกวา ถั่วฝักยาวฯ ถ้าใครชอบรสเผ็ดจี๊ดจ๊าดก็ต้องมีพริกขี้หนูสวน แกล้มคำละเม็ดโดยที่ไม่ต้องเด็กขั้วพริกออก เนื่องจากเนื้อพริกจะเป็นตัวช่วยย่อย มันจะย่อยกระเพาะเราด้วย ส่วนขั้วพริกจะเป็นยาสมานแผล ช่วยไม่ให้แสบท้อง

          ลาบเลือดหมูกี้เที่ยวนั้นมีเรื่องขลุกขลักอยู่เล็กน้อย เนื่องจากพวกเราไปตลาดเองไม่ได้ เกรงจะเสียลับ เลยต้องไหว้วานสหายอ้ายน้องลาวไปหาซื้อผักซื้อหญ้าให้

          เหตุเกิดจากการสื่อสารล้มเหลว สหายไปตลาดตั้งหลายรอบก็ยังไม่ได้ผักสระแหน่ มาปรุงลาบ ต้องอธิบายกันหลายยก

          “ผักหอมใบมนนั่นน้า...” สหายอ้ายน้องไทยร้องบอกด้วยสำเนียงลาวภูไท

          “บ่มีดอก...” สหายอ้ายน้องลาวส่ายศีรษะเมื่อไปตลาดกลับมาเป็นหนที่สาม “มีแต่ผักอีเสริมนี่ มันแม่นผักสระแหน่ของพวกเจ้าบ่

          สหายบัญชา หรืออาจารย์สมบูรณ์ (เตี้ย) สุพรรณฝ่าย เกาหัวแกรกๆ

          “นี่ล่ะตูข้อยเอิ้นผักสระแหน่...”

          “โฮ้ย... ผักอีเฉิมกะบ่ว่า...” สหายอ้ายน้องลาวก็บ่นอุบเหมือนกัน

          ที่เรือนพักแห่งนั้น ผมใช้เวลา ๒ เดือน นั่งหันหน้าเข้าฝาเรือน หมดดินสอดำ ๒ บี. ไป ๒ แท่ง กับสมุดจีนอีกสองสามเล่ม เขียนนิยายได้เรื่องหนึ่ง

          เมื่อถึงเทือกเขาภูพาน ต้นฉบับนวนิยายเรื่องนี้ใช้ชื่อว่า “ก้าวหน้าไปใต้ร่มธงแดง” ตีพิมพ์ด้วยตัวอักษรพิมพ์ดีด จากเครื่องกระเป๋าหิ้ว ในรูปเล่ม A๕ คือขนาด A๔ ตัดครึ่ง ใช้กระดาษก๊อบปี้ เพื่อให้ได้สำเนาอีก ๒ ชุด เย็บเล่มติดปก ส่งเวียนอ่านสู่กันฟังในฐานที่มั่นกลางป่าลึก จากทับหนึ่งสู่ทับหนึ่งจนเล่มหนังสือเปื่อยยุ่ย

          หลังจากนั้นอีก ๒ ปี คือประมาณเดือนเมษายน ๒๕๒๒ ต้นฉบับนวนิยายเรื่องนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “ลาก่อนนาวังเหล็ก” ส่งเข้ากรุงเทพฯ และตีพิมพ์เผยแพร่อย่างเปิดเผย

          จากนั้นอีกราว ๓ ปี นวนิยายเรื่องเดียวกันนี้มีการปรับปรุงอีกรอบหนึ่ง เปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น “ไอ้พลอย” ตามชื่อตัวละครเอกของเรื่องและตีพิมพ์ซ้ำอีกครั้งหนึ่งเมื่อปี ๒๕๒๕ ในนามสำนักพิมพ์กอไผ่ กรุงเทพมหานคร

          ในช่วงที่หลบลี้อยู่ในเขตป่าเขาถึง ๔-๕ ปี นอกจาก “ลาก่อนนาวังเหล็ก” เล่มนี้ แล้ว “สมคิด สิงสง” ยังมีต้นฉบับรวมเรื่องสั้นอีกเล่มหนึ่ง ชื่อ “ตำนานแห่งหมู่บ้าน” และนวนิยายเรื่อง “ข้าวเขียว”

          เมื่อปี ๒๕๒๔ สำนักพิมพ์นกฮูกเป็นผู้ตีพิมพ์ “ตำนานแห่งหมู่บ้าน” และปีเดียวกันนั้น บริษัทสำนักพิมพ์อาทิตย์จำกัด เป็นผู้ตีพิมพ์นวนิยายเรื่อง “ข้าวเขียว” เรื่องหลังนี้สำนักพิมพ์ดอกหญ้านำมาตีพิมพ์อีกครั้งในวาระ รำลึก ๒๐ ปี ๑๔ ตุลาคมเมื่อปี ๒๕๓๖

          ต้นฉบับ ๒ เล่มนี้ เกิดขึ้นในท่ามกลางสมรภูมิสู้รบในแนวหน้า ถึงแม้ว่าจะไม่มีหน้าที่ถือปืนสู้รบใน สมรภูมิ แต่ก็ต้องป้องกันตนเองและหอบหิ้วเครื่องพิมพ์ดีด กระดาษ ดินสอ เสมือนอาวุธประจำกายชิ้นสำคัญ!

โดย สมคิด_สิงสง

 

กลับไปที่ www.oknation.net