วันที่ อาทิตย์ มกราคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คำถามถึงคุณมาร์ค...."ศักดิ์ศรีของไทยจะคงอยู่ได้อย่างไร",,,


เมื่อวันที่ ๒๘ ม.ค.ไปร่วมเสวนาเวทีภาคประชาชน ที่ห้องประชมุอาคารรัฐสภา ๒ 

เรื่อง “ศักดิ์ศรีของไทยจะคงอยู่อย่างไร : กรณี ๗ คนไทยถูกทหารเขมรจับในแผ่นดินไทย” 

ซึ่งจัดโดย คณะกรรมมาธิการศึกษาตรวจสอบทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา

 

    

 

ในวงเสวนา มีชาวบ้านเคยมีทีดินทำกินในแนวหลักเขตแดนที่ ๔๖ - ๔๘  ซึ่งได้รับผลกระทบจากการที่รัฐให้ความร่วมมือด้านมนุษยธรรมกับกาชาดสากล อนุญาตให้ใช้แผ่นดินไทยตามแนวตะเข็บชายแดน ตั้งค่ายอพยพเพื่อช่วยเหลือชาวกัมพูชาที่หนีภัยสงครามทะลักเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นต้นมา

 

ชาวบ้านได้เล่าให้ฟังถึงที่ไป  ที่มา ของการสูญเสียแผ่นดินทำกินที่มีมาตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย... ความพยายามเรียกร้องต่อสู้เพื่อให้ได้มีโอกาสกลับเข้าไปทำกินในที่ดินเดิมของตนซึ่งถูกชาวกัมพูชายึดครองหลังจากสงครามในเขมรสงบ  แล้วไม่ยอมย้ายกลับไปกัมพูชา แต่ก็ไม่ได้รับการสนองตอบจากผู้บริหารประเทศไม่ว่าจากรัฐบาลยุคไหน ๆ เลย

เมื่อถามว่าได้ดูท่านนายกอภิสิทธิ์ออกมาชี้แจงเรื่อง ๗ คนไทยถูกจับหรือไม่ ชาวบ้านบอกได้ดู และยืนยันว่าเส้นเขตแดนที่ลากจากหลัก ๔๖ - ๔๗ ที่นายกเรียกว่าเส้น ปฎิบัติการนั้นไม่ถูกต้อง  เพราะแนวเขตแดนเดิมจากหลัก ๔๗  จะต้องอยู่เลยจากบ่อน้ำที่ UN ขุดไว้

( เส้นสีชมพูแนวเขตที่ชาวบ้านยืนยัน สระน้ำ UN อยู่ในเขตไทย )  

นายธิติพัทธ์  เสมาทอง  นายกอบต.บ้านใหม่หนองไทร จ.สระแก้ว  บอกว่า เคยบอกท่านนายกเมื่อครั้งที่ได้ไปพบกับท่านที่ทำเนียบฯ ว่าคนไทยทั้ง ๗  ถูกจับในแผ่นดินไทย  เพราะพวกเขารู้จักพื้นที่แถบนั้นดี เกิดและเติมโตมากับที่ดินแถวนั้น หน้าทำนาเวลาเกี่ยวข้าวก็จะร่วมกันเอาแรง (ร่วมกันเกี่ยวข้าว) ตั้งแต่ที่นาแนวเขตหลัก ๔๖ ไล่มาที่ละแปลง จนถึง หลัก ๔๗ ยืนยันว่าคนไทยถูกจับในแผ่นดินไทย บอกนายกฯ ไปแล้วแต่ท่านขอให้เงียบไว้ก่อน  ไม่ต้องให้ข่าวกับหนังสือพิมพ์ แล้วจะช่วยเรื่องที่ดินให้  แต่ภายหลังเมื่อกลับไปที่สระแก้ว  ผู้ว่าสระแก้วออกมาพูดโจมตีเรื่องหลักฐาน นส.๓ ,  สค.๑ ที่ตนนำมาให้นายกฯ ดูนั้นว่าเป็นหลักฐานปลอม และคุณศิริโชคก็มาบอกว่าสระน้ำ UN อยู่ในกัมพูชาอีก ถ้าเป็นอย่างนี้ที่ดินแถวนั้นคงต้องตกเป็นของกัมพูชาแน่ จึงต้องมาชี้แจงให้คณะกรรมมาธิการฯ วุฒิสภาทราบและตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

 

( เส้นสีชมพูเส้นปฎิบัติการที่ท่านนายกอภิสิทธิ์อ้าง สระน้ำ UN อยู่ในเขตกัมพูชา แต่กัมพูชายึดแนวเส้นสีเหลืองซึ่งเดิมเป็นแนวรั้วลวดหนามที่ทหารไทยขึ้งไว้ไม่ให้คนกัมพูชาในค่ายอพยพออกมาปะปนกับคนไทย ปัจจุบันถูกสมอ้างว่าเป็นแนวเขตแดน)

จสอ.ฤทธี  เคยประสิทธิ์  บอกว่าบิดาซึ่งเป็นครูเป็นผู้นำชาวบ้านไปหักร้างถางพงแถวแนวเขต ๔๗ - ๔๘ และทำนาอยู่บริเวณนั้นหลายปี จนสามารถขอออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกิน แต่หลังจากกัมพูชาอพยพมา ก็ไมสามารถทำกินได้อีก ถ้าใครเข้าไปเลยแนวรั้วลวดหนาม ทหารกัมพูชาจะถือปืนมาขู่ ให้ถอยกลับเข้าไป บางคนยอมจ่ายเงินให้ชาวกัมพูชาจึงจะเข้าไปปลูกข้าวได้ ตนเคยไปร้องเรียนและขอตรวจสอบเอกสารที่ดินปรากฎว่าต้นขั้วที่จังหวัดหายไป ๓ เล่มเป็นต้นขั้วที่ดินตามแนวเขต ๔๖ – ๔๙  เจ้าหน้าที่ออกเอกสาร น.ส. ๒  เมื่อปี ๒๕๐๕  ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้วแต่เจ้าหน้าที่ที่ออกไปทำรังวัดยังมีชีวิตอยู่เป็นพยานยืนยันได้

นายเทพมนตรี  ลิปปพยอม ผู้ร่วมเสวนา ได้ชี้แจงและแสดงหลักฐานการทำสัญญา ระหว่าง UNSCR กับรัฐบาลไทย(ในสมัยนั้น) เพื่อขุดบ่อน้ำ  ล้อมรั้วลวดหนาม  และสร้างห้องส้วม ให้แก่ค่ายผู้อพยพหนองจาน ทำให้เห็นชัดเจนว่าบ่อน้ำอยู่ในเขตประเทศไทยไม่ใช่อยู่ในกัมพูชาอย่างที่คุณศิริโชค  โสภา บอก

หลังจากสิ้นสุดการเสวนาเราสรุปในใจได้ว่า

๑. ท่านนายกอภิสิทธิ์ไม่เชื่อข้อมูลจากปากคำชาวบ้าน ไม่เชื่อผู้ที่เคยปฎิบัติงานในพื้นที่ค่ายอพยพ แม้จะมีพยานหลักฐานมายืนยันมากแค่ไหนว่าคนไทยถูกจับในแผ่นดินไทย   แต่ท่านเลือกเชื่อคุณศิริโชค คุณกษิต คุณประวิทย์และคุณสุเทพ  ที่ออกมาดาหน้ายืนยันว่าที่ตรงนั้นเป็นของกัมพูชา จนทำให้การตัดสินใจแก้ไขปัญหาผิดพลาด เมื่อคุณพนิชกลับมานายกฯ จึงได้ออกมาชี้แจงอ้อม ๆ แอ้ม ๆ ว่าถูกจับเลยเขตปฎิบัติการทางทหารและไม่ยอมบอกว่าเป็นพื้นที่ที่เคยเป็นค่ายอพยพของชาวกัมพูชาที่หนีความเดือดร้อนจากภัยสงครามภายในประเทศกัมพูชา มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในแผ่นดินไทย
๒. หลักเขตประเทศไทยเดินได้ สืบเนื่องมาจากผลประโยชน์ มหาศาลตามแนวชายแดน ทั้งสินค้าหนีภาษี  อาวุธเถือน  บ่อนเถือน ยาเสพติด ฯลฯ ทำให้ข้าราชการที่มีหน้าที่ไม่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ปล่อยปละละเลยไม่สนใจชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน                       ๓.
MOU ๔๓ ทำให้ทหารไม่สามารถผลักดันชาวกัมพูชาออกไปได้ เพราะใน MOU ๔๓ ข้อ ๘ระบุว่าห้ามใช้กำลังทหาร ให้ใช้การเจรจา ทหารจึงได้แต่รายงานเหตุการณ์ให้คณะกรรมการ JBC ทราบเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีทำให้ปัญหายิ่งซับซ้อนขึ้น                               

การที่ท่านนายกอภิสิทธิ์ออกมาชี้แจงทางโทรทัศน์เมื่อคืนวันที่ ๒๓ มกราคม ที่ผ่านมา จึงเหมือนเป็นการสารภาพถึงความล้มเหลวในการดำเนินการบริหารประเทศของรัฐบาล ที่ยอมให้กัมพูชานำคนไทยไปขึ้นศาลที่พนมเปญ   ทั้ง ๆ ที่มีหลักฐานว่าคนไทยยังอยู่ในดินแดนประเทศไทย   แม้จะมีคนไทย ๕ ท่านได้รับการปล่อยกลับมาแล้ว แต่ยังมีอีก ๒ ท่านที่ยังยืนยันต่อสู้ด้วยความกล้าหาญ  เด็ดเดี่ยวเพื่อพิสูจน์ว่าดินแดนตรงนั้นเป็นแผ่นดินไทย เขาไม่ได้ทำความผิด และศาลกัมพูชาไม่มีอำนาจมาตัดสินความผิดของเขา  ซึ่งตรงกันข้ามกับการกระทำของรัฐบาลที่ยอมอ่อนข้อให้กัมพูชา ไม่พยายามรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศ   

ประชาชนจึงมีสิทธ์ที่จะตั้งคำถามกับรัฐบาลว่า.....”ศักดิ์ศรีของไทยจะคงอยู่ได้อย่างไร “

 

โดย ม้าน้ำ

 

กลับไปที่ www.oknation.net