วันที่ อาทิตย์ มกราคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เมื่อ ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต....พูดถึงคุณ อภิสิทธิ์


ได้อ่านบทความของผศ.ดร. พิชาย  รัตนดิลก ณ ภูเก็ต  แล้วรู้สึกเห็นด้วยเพราะเมื่อครั้งที่ได้คุณอภิสิทธิ์ออกมาชี้แจงเรื่องที่ 7 คนไทยที่ถูกจับ บุคคลิกของท่านดูเปลี่ยนไปเหมือนไม่มั่นใจในสิ่งที่ท่านพูด โดยเฉพาะกับคำกล่าวที่ท่านบอกว่าถ้ายกเลิก MOU43 แล้วจะเกิดสงครามนั้นเราไม่เห็นด้วยเลย....

(เนื่องจากบทความค่อนข้างยาวจึงขอคัดมาบางส่วน) .......

       ……….เมื่อมนุษย์ทำตัวให้อยู่ห่างหรือบิดเบือนจากโลกแห่งความเป็นจริง   เขาก็ตกอยู่ในวังวนของจินตนาการและความเชื่อที่งมงาย แต่นั่นอาจเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเขาเพราะจินตนาการทำให้เขาลดทอนความเจ็บปวดและความขมขื่นจากการรังเกียจตนเอง เพราะครั้งหนึ่งเขาอาจเคยเป็นผู้ที่บูชาความเป็นจริง แต่เมื่อสภาวะเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้เขาต้องละทิ้งความเป็นจริง ด้วยสำนึกดั้งเดิมที่เขามีอยู่เขาจึงรู้สึกเจ็บปวด และเพื่อลดทอนความเจ็บปวดนั้นเขาก็เริ่มต้นสร้างจินตนาการและความเชื่อที่จอมปลอมขึ้นมาห่อหุ้มตนเอง       

       เมื่อเขานำเสนอบางสิ่งที่โดยลึกๆเองเขาก็รู้ว่ามันขัดแย้งกับความเป็นจริง เขาก็ไม่สามารถเสนออย่างสงบนิ่งและมั่นใจได้ อากัปกิริยาของเขาดูลุกลี้ลุกลน และเคร่งเครียด ผิดไปจากบุคลิกเดิมที่เคยปรากฏต่อสาธารณะ       
       เขาอาจปิดบังความจริงบางประการอยู่ แต่เขาปรารถนาที่จะให้สาธารณะเชื่อในสิ่งที่เขานำเสนอ เขาจึงใช้ตรรกะที่น่าพิศวงงงงวยต่อวิญญูชนจำนวนมาก บางคนถึงกับอุทานออกมาอย่างตกใจว่า “เป็นไปได้อย่างไรที่คนมีปัญญาเช่นเขาถึงกับใช้ตรรกะแบบทารกไปได้”       
       แรงปรารถนาในการรักษาอำนาจอาจเป็นพลังที่กระตุ้นอย่างสำคัญให้แก่เขาในการเปล่งวาจาร้อยเรียงออกมาเช่นนั้น โดยคาดหวังว่าจะทำให้ผู้วิจารณ์เขาอับจนเหตุผลที่จะมาโต้แย้งเขาภายหลัง       
       เขาตั้งคำถามว่า “หากไม่ใช้ MOU 2543 แล้วจะใช้อะไร” หรือ “ยกเลิก MOU 2543 แล้วยังไงต่อ” การตั้งคำถามเช่นนี้ หากผู้ตั้งเป็นเด็กๆ ผู้คนก็คงเข้าใจได้ในความไร้เดียงสา และความจำกัดของปัญญาที่จะใช้ในการวิเคราะห์เพื่อแสวงหาเลือกที่เหมาะสมมาทดแทนได้ ทว่าเขาเป็นถึงผู้นำของประเทศกำหนดชะตากรรมของผู้คนจำนวนหลายล้านคน การตั้งคำถามเช่นนี้จึงเป็นการสะท้อนและเปิดเผยตัวตนที่ว่างเปล่าของเขาออกมา …….      

……….เราลองมาดูประโยคตรรกที่เขาใช้ในการอธิบายต่อประชาชน “หากยกเลิก MOU 2543 จะทำให้ประเทศไทยจะมีโอกาสในการที่จะเสียหาย หรือเสียดินแดน อาจจะต้องเข้าสู่สภาวะการสู้รบ” นัยของประโยคที่เขาอ้างหมายความว่า หากประเทศไทยไม่มี MOU 2543 จะทำให้ประเทศไทยต้องเสียดินแดนแก่ประเทศกัมพูชา หรืออาจต้องทำสงครามกับประเทศกัมพูชา
       
       ข้อเท็จจริงคือ MOU 2543 รับรองการดำรงอยู่ของแผนที่ 1: 200,000 ซึ่งเป็นแผนที่ที่ทำให้ประเทศกัมพูชาได้ดินแดนของประเทศไทย ส่วนประเทศไทยเขายืนยันว่า เขาใช้หลักสันปันน้ำ แต่ในทางปฏิบัติจริงกัมพูชาได้ใช้แผนที่ 1:200,000 เป็นแนวทางดำเนินงานทางการเมือง การทหาร และการพัฒนาในพื้นที่ชายแดนอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการให้ชาวบ้านไปตั้งชุมชน การปลูกสร้างอาคาร และวัด ในอาณาบริเวณที่แผนที่ดังกล่าวครอบคลุม
       แต่เขาและรัฐบาลของเขา แม้จะพูดว่าใช้หลักสันปันน้ำ แต่ไม่มีร่องรอยการปฏิบัติการทั้งทางทหาร การทูต และการพัฒนาใด ที่สอดคล้องกับคำที่เขาประกาศเอาไว้เลย ในทางกลับกัน การปฏิบัติกลับดูเหมือนว่าเป็นการยอมรับข้อกล่าวอ้างของกัมพูชาอย่างกลายๆ เช่น การถอนกำลังทหารออกจากวัดบริเวณเขาพระวิหาร หรือ ปล่อยให้กัมพูชาเขียนป้ายประนามทหารและประเทศไทย เป็นเวลาหลายวัน จนกระทั่งประชาชนผู้รักชาติหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาเสนอต่อสาธารณะ เขาจึงยอมลงมือกระทำอะไรบางอย่างลงไป
       
........เขาบอกว่า การไม่มี MOU จะทำให้เกิดสงคราม การกล่าวเช่นนี้เป็นการข่มขู่ประชาชนที่ขาดข้อมูลข่าวสารและมีการรับรู้ที่จำกัดเกิดความกลัว และยอมรับในสิ่งที่เขากล่าว แต่คนที่ติดตามข้อมูลข่าวสารย่อมคิดได้ว่าการเกิดขึ้นของสงครามระหว่างประเทศนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีหรือไม่มี MOU แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆหลายประการ เช่น ความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ของชาติ ความเข้มแข็งหรือความอ่อนแอของผู้นำ และ แสนยานุภาพของกองทัพ เป็นต้น
       การปะทะกันระหว่างชายแดนไทยกับกัมพูชา มีเกิดขึ้นอย่างประปรายหลายครั้ง ไม่ว่าจะมีหรือไม่มี MOU แต่การมี MOU นั้นจะทำให้ประเทศที่ผู้นำต้องการรักษาหน้าและภาพลักษณ์ในเวทีระหว่างประเทศเสียเปรียบเป็นอย่างไพศาล เพราะว่า ใน MOU มีข้อกำหนดไม่ให้ใช้กำลังทหาร และกำหนดให้รักษาสภาพแวดล้อมเดิมก่อนที่จะมี MOU
       
       เขาเป็นผู้นำประเทศที่รักหน้าและภาพลักษณ์ของตนเองเป็นอย่างยิ่ง เขาจึงยึด MOU ประดุจคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งกว่าผู้คลั่งไคล้ศาสนาที่ยึดมั่นในคัมภีร์ของศาสดาตนเอง หรือแท้จริงแล้วเป็นเพราะว่าศาสดาของเขาเป็นผู้ประกาศใช้ MOU เขาในฐานะที่เป็นสาวกอันซื่อสัตย์จึงได้ยึด MOU ไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจอย่างแน่นหนาและเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของ MOU อย่างลึกซึ้ง
       ขณะที่ผู้นำอีกประเทศหนึ่งหาได้ยึดติดกับ MOU ประดุจคัมภีร์ทางศาสนาแต่อย่างใด และไม่สนใจรักษาหน้าและภาพลักษณ์ของตนเองในเวทีระหว่างประเทศเท่าใดนัก สิ่งที่ผู้นำของกัมพูชาสนใจคือผลประโยชน์ของตัวเขาเองและประเทศของเขา เขาจึงใช้ MOU เป็นเครื่องมือในการที่ทำให้ตนเองได้เปรียบประเทศไทย ขอย้ำ ผู้นำเขมรมอง MOU เป็นเครื่องมือ แต่ผู้นำของไทยมอง MOU เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์
       ผู้นำกัมพูชาจึงใช้เงื่อนไขใน MOU บุกคืบ บุกรุก แผ่นดินของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และใช้ MOU เป็นเครื่องมือในการพันธนาการกองทัพอันทรงแสนยานุภาพของไทยเอาไว้ และพื้นใดที่เขาได้เปรียบอยู่แล้วก็ใช้ MOU ตรึงเอาไว้ ดังที่เกิดขึ้นในพื้นที่บ้านหนองจาน และอีกหลายพื้นที่บริเวณชายแดน
       ………..
       เมื่อนักข่าวถามว่า “ก่อนมี MOU 43 กัมพูชาทำอะไรไทยไม่ได้” ท่านผู้นำเห็นทีได้โอกาสก็รีบสวนกลับทันทีเลยว่า “ใครบอกหละครับ อย่างชุมชนตรงนี้อยู่กันมา 30 ปี ส่วนเอ็มโอยูเพิ่งเกิดมา 11 ปี อะไรเกิดก่อนหลังหละครับ” อนิจจา เขาลืมคิดไปว่า MOU เกิดมา 11 ปี แล้ว แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาข้อพิพาทเหล่านี้ได้แม้แต่น้อย และไม่สามารถทำให้ประเทศไทยได้ดินแดนตรงนี้คืนมาได้ การพูดของเขา ยิ่งสะท้อนให้เห็นความไร้น้ำยาของ MOU 43 และยิ่งพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่า MOU 43 หาใช่เครื่องมือวิเศษหรือคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้ประเทศไทยได้ดินแดนที่ถูกกัมพูชาครอบครองแต่อย่างใด
      หากท่านผู้นำของเรารู้จักคิดและวิเคราะห์ตามสภาพปัญญาดั้งเดิมของท่าน โดยถอยห่างจากอคติ อวิชาสักนิด ท่านคงคิดได้ และต้องแสวงหาเครื่องมือใหม่ที่มีประสิทธิภาพมาใช้แทน MOU 2543 แล้ว แต่สิ่งนี้ดูเหมือนจะเลือนรางออกไปทุกที
     ผู้นำไทย ยึด MOU 43 ดุจคัมภีร์ทางศาสนา ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดมิไยว่าจะทำให้ประเทศและประชาชนเสียประโยชน์และเดือดร้อนเพียงใด ก็หาได้ตระหนักรู้ไม่ ขณะที่ผู้นำกัมพูชาใช้ MOU 43 เป็นอาวุธอันทรงพลานุภาพสำหรับพันธนาการรัฐบาลไทย กองทัพไทย รวมทั้งบุกรุกยึดพื้นที่ประเทศไทยและใช้อำนาจอธิปไตยของศาลเหนือแผ่นดินไทยอย่างมีประสิทธิภาพ
       แล้วอย่างนี้คนไทยผู้มีปัญญาและรักชาติ จะเอา MOU 43 ไว้ทำอะไร........

ขอขอบพระคุณท่านผู้เขียนบทความ ผศ.ดร.พิชาย  รัตนดิลก ณ ภูเก็ต   มา ณ ที่นี้

โดย ม้าน้ำ

 

กลับไปที่ www.oknation.net