วันที่ อังคาร กุมภาพันธ์ 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เมืองผีดิบ ๒


.

เวลาประมาณตี ๒  บรรยากาศของตลาดทิวสนดูน่ากลัว   ร้านรวงทุกร้านปิดไฟ  เพราะแต่ละคนกำลังอยู่ในนิทรารมย์อันแสนสุข   ปรกติบนเสาไฟข้างถนนทุกๆ เสา  ในเขตเทศบาลจะมีหลอดฟลูออเรสเซ็นขนาด ๒๐ วัตต์ติดไว้  ทว่าหลอดไฟหลายหลอดชำรุด  บางหลอดมีเพียงแสงเรืองๆ  บางหลอดก็กระพริบวิบๆ วับๆ  ทำให้ยิ่งน่ากลัวไปอย่างไม่จงใจ

ที่อาคารตลาดสดข้างที่ว่าการอำเภอ  มีหลอดฟลูออเรสเซ็น ๒๐ วัตต์หลอดหนึ่ง  ที่ส่องแสงซีด ๆ พอให้ได้มองเห็นอะไรต่อมิอะไรในบริเวณใกล้ ๆ 

คนยามหนุ่มนั่งพิงเสาอยู่บนแท่นที่แม่ค้าใช้วางของขาย  เขารู้สึกว่าอากาศคืนนี้หนาวเย็นกว่าปรกติ  ทำให้ต้องรูดซิปเสื้อแจ๊กเก๊ตขึ้นถึงคอ  และเกิดความง่วงจนอยากจะหลับ  แต่อยู่ ๆ หมาก็หอนขึ้น  แรก ๆ มันหอนอยู่แถวหน้าโรงเรียนอันอยู่ตรงข้ามกับโรงพัก แล้วมาหน้าที่ว่าการอำเภอ  สุดท้ายก็มาถึงหน้าตลาดสด 

คนยามหนุ่มรำคาญจึงลุกขึ้นจะหาก้อนอิฐ หิน หรืออะไรสักอย่างขว้างไล่หมา  ทว่าพลันได้ยินเสียง

ผึบ - ผั่บ !  แซ้ก - ซ้าก ! 

เสียงคล้ายคนหลายคนเดินมา !

 พร้อมกับกลิ่นเหม็นอับๆ สางๆ   คนยามหนุ่มชันกายขึ้นนั่งตัวตรง  ตาจ้องเขม็งไปยังถนนที่ได้ยินเสียง  กระทั่งเจ้าของเสียงพากันเดินมาถึงสามแยกที่จะไปสถานีรถไฟ  แต่มันกลับเลี้ยวซ้ายมายังถนนซึ่งอยู่ระหว่างรั้วที่ว่าการอำเภอกับตลาดสด  แล้วเขาก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อนับจำนวนเงาร่างนั้นได้ ๑๒ ร่าง  เดินตามหลังเรียงเดี่ยวกันมาเหมือนแถวทหาร

เขารีบก้มหัวลงบังกล่องลังและแผงวางของ  ใจเต้นโครมครามเพราะคิดว่าเป็นพวกงัดแงะที่ออกมาหากินในยามดึก  และที่ๆ มันจะมางัดแงะก็ไม่น่าจะเป็นที่อื่น  นอกจากแผงเก็บสินค้าของพวกพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดซึ่งเขารับจ้างเป็นคนเฝ้าอยู่

ทว่า  มันไม่ได้เข้ามาในตลาดสดแต่พากันเดินตรงไปทางหน้าโรงพยาบาล  แล้วหายไปในเงามืดของสวนมะพร้าวอันอยู่ทางปลายถนนนั้น  

ªªªªª

เวลาประมาณ ๗ นาฬิกา ในศาลาตั้งศพวัดภูเขา  ขี้เมา ๑ ใน ๔  ตื่นขึ้นจึงเดินผ่านที่ตั้งโลงศพทั้ง ๑๒ ใบ จะไปล้างหน้าที่ก๊อกน้ำด้านหลังศาลา   แต่ยังไม่ทันจะไปถึงก๊อกน้ำ  นายขี้เมาเห็นฝาโลงทุกใบเปิดอยู่ก็ตกใจ  รีบวิ่งไปปลุกเพื่อนขี้เมาอีก ๔ คนให้ลุกขึ้นมาดู

“เฮ้ยๆ  ตื่นๆๆ  สงสัยศพหนีไปหมดแล้วว่ะ”

“บ้า! ศพพ่อมึงนะซีหนี  คนกำลังนอนหลับสายๆ  มาปลุกทำไม”   ไอ้ขี้เมาคนหนึ่งพูด  ส่วนอีก ๓ คนยังหลับตาและบ่นด่าอู้อี้

“แม่ง…เมาแต่เมื่อคืนยังไม่สร่างอีกหรือไง

“กูไม่ได้เมา  ไม่เชื่อมึงลุกขึ้นไปดูซี  กูว่าศพหนีหมดแล้ว ฝาโลงเปิด”  นายคนแรกพูด อีก ๓ ยังหลับตาแต่นายเรืองสับปะเหร่อรีบลุกขึ้นและรีบไปชะโงกหน้าดูโลงศพทุกใบ

            “ศพหายไปจริงๆ ว่ะ  หายไปหมดเลยทุกโลง”   นายเรืองร้องเป็นผลให้เพื่อนอีก ๓ ตื่นและรีบมาดู

“เสือมาคาบเอาไปกินมั้ง”  นายคนหนึ่งออกความเห็น

“บ้า!  เสือในตลาดมีที่ไหนกัน”   สัปเหร่อเรืองพูด

“ก็มันอาจจะลงมาจากภูเขาหรือถ้ำไหนสักแห่ง  บนเขาแมวเขาว่ามีเสือ  มึงไม่เคยได้ยินหรือ  

“แต่กูว่าศพลุกหนีไปเองแน่ๆ”   

“งั้นรีบไปบอกหลวงพ่อ” สับปะเหร่อเรืองพูดอีก 

ขี้เมาทั้ง ๕ คนจึงรีบไปบอกท่านพระครู ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสที่สั่งให้ปิดไฟให้เหลือน้อยดวง  อ้างว่าเพื่อประหยัดกระแสไฟฟ้า

“ศพไม่มีญาติ ใครที่ไหนมันจะมาเอาไปทำอะไรล่ะโยม

หลวงพ่อไม่ได้ทำให้ความกระจ่าง  แถมวางเฉยไม่รับรู้  สับปะเหร่อเรือง  จึงตัดสินใจใหม่

“งั้น ต้องรีบไปบอกให้นายอำเภอทราบ”

ªªªªª

ที่ศาลาประชาคมข้างที่ว่าการอำเภอทิวสน 

...พรหมพงศ์  อิทธิเดช  สารวัตรใหญ่  ข้าราชการตำรวจ ปลัดอำเภอ หมอสาธารณสุขอำเภอ  กำนันและผู้ใหญ่บ้านอีกหลายตำบล  ถูกนายอำเภอเกียรติศักดิ์  รักเกียรติภูมิ  เชิญมาประชุมเพื่อปรึกษาเรื่องศพหาย...

“ผมอยากได้ความเห็น ว่ากำนันคิดอย่างไรนายอำเภอเจาะจงถาม กำนันแผน  พงษ์ฤทธิ์  เพราะ ๑๒ ศพหายไปในเขตตำบลทิวสน  ซึ่งเป็นเขตรับผิดชอบของกำนันแผน  และ ๔ ศพที่หายก็เป็นคนที่อยู่ในเขตปกครองของกำนันแผนเช่นกัน

“ผมว่ามีคนสร้างสถานการณ์  ขโมยศพเพื่อให้สอดรับกับข่าวลือ”   กำนันแผนตอบ

“พี่กำนันพร้อมล่ะ”  นายอำเภอหันมาที่ กำนันพร้อม  รักไทย  เพราะ ๘ ศพมาจากตำบลทะเลสาบ  เขตรับผิดชอบของกำนันพร้อม  และด้วยความที่สนิทสนมกัน นายอำเภอจึงเรียกกำนันว่าพี่

“ผมไม่คิดว่า  จะมีใครสร้างสถานการณ์  แต่เชื่อว่า สิบสองศพลุกออกไปจากโลงด้วยตัวของมันเอง”   กำนันพร้อมตอบ

การตอบของกำนันพร้อมทำให้กำนันแผน  หันไปมองหน้ากำนันพร้อมอย่างขำขัน  แต่ไม่ทันจะหัวเราะ  นายอำเภอก็ถามกำนันพร้อมขึ้นก่อน ว่า

“ทำไมพี่พร้อมมั่นใจอย่างนั้น  

“ผมเชื่อว่า  ข่าวลือเรื่องผีดิบเป็นเรื่องจริง… ผมเชื่อว่าทั้งสิบสองศพนั่นถูกกระทำให้มีฤทธิ์อำนาจ  โดยใครสักคนที่มีความรู้ทางด้านไสยศาสตร์”

“ฟังดูราวกับในละครโทรทัศน์”  

นายอำเภอพยักหน้าแต่ไม่หัวเราะ  และคนที่หัวเราะ คือกำนันแผนที่ปล่อยเสียดังลั่นแบบงอหงาย  หวังจะให้คนอื่นๆ ในที่นั้นพลอยหัวเราะด้วย  แต่เมื่อนายอำเภอและสารวัตรใหญ่  ต่างทำหน้าขรึม  ทุกคนจึงได้แต่ยิ้ม ๆ  กำนันแผนจึงเปลี่ยนท่าทีเป็นพูดว่า

“เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะมาเที่ยวตั้งสมมุติกันเล่น ๆ มันต้องมีเหตุผลที่เป็นวิทยาศาสตร์”  

“ผมไม่ได้ตั้งสมมติฐาน  แต่ผมมีหลักฐาน”   กำนันพร้อมพูดอย่างใจเย็น

“หลักฐานอะไร   กำนันแผนยิ้มเยาะ

“คนที่เจอมัน”   กำนันพร้อมตอบ

“ใคร  กำนันแผนถามพลางถลึงตาใส่กำนันคู่ปรับ  เพราะนายอำเภอและสารวัตรใหญ่ แสดงท่าทีให้ความนับถือและยกย่อง  กำนันพร้อมและผู้ใหญ่เพชรมากกว่าตน

“คนแรกคือผมนี่ไง  ผมพบผีดิบตนหนึ่งมาแล้วด้วยตนเอง  ก่อนที่ทั้งสิบสองศพจะถูกฆ่า  เรื่องนี้ผมเล่าให้ท่านนายอำเภอและท่านสารวัตรใหญ่ฟังแล้ว  ส่วนคนที่พบเห็นมันคนที่สอง…”

“ผมกำลังให้ปลัดไปพาคนนั้นมาที่นี่แล้ว”   นายอำเภอเกียรติศักดิ์พูดเสียเอง

และแล้ว  คนที่ถูกพาตัวมาคือ  นายอ่อน  ดวงแก้ว  ยามเฝ้าตลาดสด

“อ่อนช่วยเล่าเหตุการณ์  ที่เธอเห็นสิบสองศพผ่านตลาดให้เราฟังอย่างละเอียดทีซิ  ไม่ต้องกลัวว่าใครจะหาว่าเธอบ้า หรือพูดจาเรื่องเหลวไหล  เพราะฉันและสารวัตรใหญ่พร้อมที่จะรับฟัง”  นายอำเภอพูด

 นายอ่อนจึงเล่าตั้งแต่ที่เห็น ๑๒ ศพเดินผ่านตลาดสด แต่พอเล่าจบกำนันแผนทำหน้าดุ  แล้วพูดว่า

“แกดูทีวีมากไปมั้งไอ้อ่อน”

“ผมเป็นยาม ไม่เคยมีเวลาดูทีวี  ที่บ้านผมก็ไม่มีทีวี”  นายอ่อนพูดซื่อๆ

“พวกมันพากันหายไปทางไหน  ...พรหมพงศ์  สารวัตรใหญ่ถาม  ความจริงเรื่องทั้งหมดกำนันพร้อมและผู้ใหญ่เพชร  ได้พานายอ่อนไปหาและเล่าให้ฟังหมดแล้ว  สารวัตรใหญ่จึงอยากให้มายันในที่ประชุม

“มันหายไปทางสวนมะพร้าวของตาแสง”   นายอ่อนตอบ

“แกอย่าเที่ยวพูดอะไรส่งเดช คุณแสงเป็นคนดี  เป็นบุคคลที่ทำประโยชน์อย่างมากที่สุด  ให้กับอำเภอทิวสน” กำนันแผนพูดเสียงดัง  แสดงความไม่พอใจ

“อ่อนเขายังไม่ทันได้ว่าอะไรคุณแสงสักหน่อย  ทำไมกำนันจึงร้อนตัว อ่อนเขาพูดไปตามที่เขาเห็น”   นายอำเภอปรามแล้วว่า  “จะอย่างไรก็ตาม ในฐานะที่กำนันเป็นเจ้าของท้องที่ตำบลทิวสน  กำนันจะต้องสืบมาให้ได้ว่าศพหายไปไหน”   

“แต่... ศพในท้องที่ของผมมีเพียง ๔ ศพเท่านั้นนะครับ   อีก ๘ เป็นคนในท้องที่ของกำนันพร้อม   ต้องให้กำนันพร้อม รับผิดชอบด้วย” 

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง  พี่กำนันพร้อมกับพี่ผู้ใหญ่เพชร ออกสืบอย่างเต็มที่อยู่แล้ว  และทั้งสองคนนี่แหละที่พยายามสืบจนรู้ว่านายอ่อนเห็นเหตุการณ์ในคืนที่ศพหาย”  นายอำเภอพูดทำให้กำนันแผนมีสีหน้าเจื่อน 

ªªªªª

“ไม่ทราบว่า  พี่กำนันและพี่ผู้ใหญ่  เชื่อข่าวลือเรื่องให้ปลูกพืชสมุนไพรนั่นหรือเปล่า”  นายอำเภอถามกำนันพร้อมหลังจากเสร็จสิ้นการประชุม   

“ผมไม่ได้คิดว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ  แต่เห็นว่าข่าวลือแบบนี้มีประโยชน์  จึงชวนให้ชาวบ้านปลูกพืชผักและพืชสมุนไพร  เพราะทุกวันนี้ผู้คนไม่ค่อยสนใจการปลูกพืชผักสวนครัว  หลายคนอยู่บ้านป่ามีที่ดินกว้างขวาง แต่ใช้ชีวิตแบบคนในตลาด”

“พี่กำนันหมายความว่ายังไง   นายอำเภอถาม

“ก็  แม้แต่ใบกะเพรา สะระแหน่ ตะไคร้  พริก  มะเขือ ชาวบ้านในตำบลทะเลสาบยังเข้ามาซื้อไปจากในตลาด  ไม่เคยปลูกกินเอง  แล้วมาบ่นว่ายากจนหาได้ไม่พอใช้”   กำนันพร้อมตอบ

“แต่ผมปลูกเพราะไม่อยากไปกินผักที่เคลือบด้วยยาฆ่าแมลง”   ผู้ใหญ่เพชรพูดบ้าง  หัวเราะน้อย ๆ

“งั้น อาจเป็นไปได้ว่า  ที่ไอ้ผีดิบไม่กล้าเข้าไปในเขตบ้านพี่ผู้ใหญ่ในคืนนั้น  เพราะพี่ผู้ใหญ่ปลูกพืชสมุนไพรไว้มาก”   นายอำเภอเสริมแล้วหัวเราะ  แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นพูดจริงจังว่า

            “เห็นทีผมกับท่านสารวัตรใหญ่  พี่กำนันและพี่ผู้ใหญ่คงจะต้องเหนื่อยกันแล้วล่ะ  ผมกลัวว่าจะมีคนตายเกิดขึ้นอีกมากกว่านี้   ผมจะสั่งให้ทุกๆ หมู่บ้านตำบลปลูกพืชผักสวนครัว  และเลิกออกเที่ยวกลางคืน”  

“ผมจะให้ตำรวจสายตรวจออกตรวจทุกคืน  แต่ผมต้องขอให้อ่อนช่วยสักหน่อย” สารวัตรใหญ่พูดแล้วหันมาที่นายอ่อน  คนยาม

“คืนนี้ถ้ามีพวกผีดิบชักโขยงมาเดินพาเหรดอีก  อ่อนช่วยตีระฆังเป็นสัญญาณให้พี่รู้  พี่จะนั่งรออยู่ในห้องหน้ามุขที่ว่าการอำเภอ  อ่อนรัวระฆังทันทีไม่ต้องไปคำนึงว่า  ตอนนั้นกี่ทุ่มกี่ยาม”  

“ได้ครับ”  นายอ่อน รับคำ

ªªªªª

คืนนั้นท้องฟ้ามืดมิดมองไม่เห็นแม้แต่ดาวสักดวง   อากาศร้อนอบอ้าวเหมือนฝนจะตก  บนที่ว่าการอำเภอทิวสน  ในห้องทำงานนายอำเภอ  สองหนุ่มใหญ่วัย ๔๐ เศษ  ตกลงกันว่าจะมารอฟังเสียงระฆังจากนายอ่อน  ส่วนด้านโรงพักมอบให้ร้อยเวรคอยรับฟังรายงานจากตำรวจสายตรวจ  เพราะต้องการที่จะสืบเรื่องนี้เป็นการภายใน

ตี ๒ ตรงยังไม่มีรายงานจากตำรวจและด้านตลาดสดของนายอ่อนก็ยังเงียบ  ตอนหนึ่ง พ...พรหมพงศ์ พูดขึ้น

            “ถ้าสิ่งที่นายอ่อนเห็นไม่ใช่ผี แต่เป็นชาวบ้านที่ไปหาปลา อย่างที่กำนันแผนพูด พวกนั้นเอาเราไปยำเละแน่”    สารวัตรใหญ่พูด

            “แต่ผมสงสัยว่าบ้านนายแสง  น่าจะมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลซุกซ่อนอยู่สักอย่าง  เพราะผมสังเกตมานานแล้ว”  นายอำเภอพูด         

“นายแสงเขาสนิทสนมกับ สวป.วิเวก  เขาคอยช่วยเหลือกิจการของโรงพักมาโดยตลอด  ถังเก็บน้ำฝนหลังโรงพักนายแสงก็สร้างให้  รถเครื่องที่พวกตำรวจใช้อยู่นายแสงก็เป็นคนซื้อให้  ผมจะทำอะไรไปก็เกรงๆ ใจ”  ...พรหมพงศ์สารภาพความในใจ

“แต่ถ้าปล่อยให้ สวป.วิเวกทำอะไรได้ตามใจ  อีกหน่อยทั้งผมและคุณก็จะพลอยเน่า ก่อนผมจะย้ายมาข้าราชการบนอำเภอ  เคยเรียกค่าน้ำร้อนน้ำชาจากชาวบ้าน  มาตอนนี้ไม่มีใครกล้า  อำเภอนี้เป็นบ้านเกิดของผม ผมอยากมาทำอำเภอนี้ให้สะอาด  คุณต้องร่วมมือกับผม…”  นายอำเภอพูดไม่ทันจะจบความดี  เสียงรัวระฆังก็ดังมาจากตลาดสด

แก๊งๆๆๆๆๆ!

สองหนุ่มใหญ่ในชุดทะมัดทะแมงกระโจนผลุงออกจากห้อง  วิ่งลงบันไดที่ว่าการอำเภอ มาหยุดอยู่ตรงช่องประตูกำแพงคอนกรีต  ด้านที่ออกมาสู่ถนนข้างตลาดสด

“โน่น  สัญญาณไฟฉายแว้บๆ อยู่ทางโน้น”  นายอำเภอชี้มือไปทางซ้าย

ถนนด้านนั้นตัดมาจากสามแยกมุมรั้วที่ว่าการอำเภอ  ผ่านหน้าตลาดสดไปผ่านหน้าโรงพยาบาล  พอเลยรั้วโรงพยาบาลตรงไปเป็นถนนดินลูกรัง  สู่สวนมะพร้าวของนายแสง  โศกี  

สองหนุ่มใหญ่วิ่งมาหยุดอยู่ตรงกลางสวนมะพร้าว  ด้านขวามือมีบ้านไม้หลังใหญ่และมีรั้วสังกะสีกั้น เป็นบริเวณกว้างรายรอบ คือบ้านของ นายแสงคหบดีชื่อดังแห่งอำเภอทิวสน  แต่ไม่เห็นนายอ่อน

นายอำเภอใช้ไฟฉายส่องกราดไปทั่วแนวรั้วสังกะสี

หลังบ้านนายแสง  ด้านนอกรั้วเป็นดงกล้วยตานีรกทึบ  นายอำเภอทำท่าจะเดินเข้าไปสำรวจ  ก็พอดีมีเสียงตวาดดังมาจากบนบ้านพร้อมกับไฟสปอร์ตไลท์  ส่องมาจับอยู่ที่คนทั้งสอง

“นั่นใคร 

 “เราเป็นเจ้าหน้าที่กำลังตามจับคนร้าย  คนร้ายหนีมาทางนี้...”   นายอำเภอพูดพร้อมชูมือ

“ผมพันตำรวจโทพรหมพงศ์ อิทธิเดช  สารวัตรใหญ่มากับท่านนายอำเภอเกียรติศักดิ์  รักเกียรติภูมิ “  สารวัตรใหญ่รายงานแบบเต็มยศ

ทำให้แสงไฟจากสปอร์ตไลท์ดับลง  แต่มีแสงจากหลอด ฟลูออเรสเซ็นสว่างขึ้นที่ชั้นบนของบ้านแทน เป็นบ้านไม้หลังใหญ่มีใต้ถุนสูง  แต่ชั้นล่างสังกะสีรั้วบังอยู่

“ท่านสารวัตรใหญ่กับท่านนายอำเภอเองหรอกหรือครับ  ผมต้องขอโทษด้วย นึกว่าพวกขโมย”  นายแสงแค่นหัวเราะแล้วพูดด้วยสำเนียงสุภาพ

“ต้องขอโทษคุณแสงที่ทำให้ตกอกตกใจ  คือเราตามคนร้ายมาแล้วมันก็มาหายไปตรงนี้”  ...พรหมพงศ์พูดซ้ำอีก

“งั้น เชิญท่านทั้งสองเข้ามาตรวจดูดีไหมครับ ผมจะได้ให้เด็กเปิดประตูให้”

“ขอบคุณครับ  แต่คงไม่ต้องดีกว่าครับ ใกล้สว่างแล้วคุณแสงจะได้พักผ่อนเดี๋ยวเราจะไปที่อื่นต่อ”  นายอำเภอรีบเปลี่ยนแผนแล้วถามว่า  “ว่าแต่คุณแสงยังไม่นอนอีกหรือครับ”   

“โอ๊ย ผมหลับแต่หัวค่ำครับ  แล้วพอดีตื่นขึ้นเข้าห้องน้ำ  พอเห็นแสงไฟฉายแว้บๆ ก็เรียกถามดู นี่ผมก็อยู่กับพวกคนงานสี่ห้าคน  ถ้าใครเข้ามาพวกมันต้องจับตัวไว้แล้ว”

 “งั้นผมไม่ต้องเข้าไปดีกว่านะครับ  คือถ้าคุณแสงมั่นใจว่าไม่มีขโมยเข้าไป เราก็คงต้องลาแล้วละครับ”  ...พรหมพงศ์ พูด

แต่หลังจากพากันเดินห่างบ้านนายแสงมาพอสมควร นายอำเภอพูดขึ้นว่า

“นายแสงติดไฟสปอร์ตไลท์ไว้รอบบ้าน  แสดงว่ามีอะไรที่น่าจะไม่ชอบมาพากล  แต่เรายังไม่มีหลักฐาน แล้วเรื่องนายอ่อน  นายอ่อนหายไปเราจะทำอย่างไรดี   นายอำเภอถาม

 “ผมว่า เราย้อนกลับไปดูที่ตลาดสดอีกครั้งดีกว่า  เผื่อนายอ่อนกลับไปแล้วก็ได้”  สารวัตรใหญ่ตอบ

ทว่าที่ตลาดสดตรงที่ ๆ นายอ่อนเคยนั่งเฝ้ายามไม่มีนายอ่อน  นายอำเภอถอนใจใหญ่

¶¶¶¶¶

 

 

 

 

 

 

โดย พรเมืองใต้

 

กลับไปที่ www.oknation.net