วันที่ เสาร์ กุมภาพันธ์ 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตอบโจทย์….ช่วยตอบคำถามการชุมนุมของพันธมิตรทำให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงที่ชายแดนไทย – กัมพูชา จริงหรือ ????


22.30 น. วานนี้ (4 ก.พ.) รายการตอบโจทย์ทางสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย ซึ่งดำเนินรายการโดยนายภิญโญ  ไตยสุริยธรรมา  ได้เชิญนายสุรพงษ์ ชัยนาม อดีตเอกอัครราชทูตไทยหลายประเทศ และนายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ บรรณาธิการข่าวการเมืองและความมั่นคง สถานีโทรทัศน์ทีวีไทยมาให้ทัศนะต่อเหตุการณ์การปะทะกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในเขต อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จนทำให้มีทหารและชาวบ้านเสียชิวิต ทั้งได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ขณะที่บ้านเรือนประชาชนก็ได้รับความเสียหายและเกิดการอพยพออกจากพื้นที่

ผู้ดำเนินรายการถามว่า   การกระทำของกัมพูชาเป็นการตบหน้านายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางไปประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-กัมพูชาหรือเจซี ครั้งที่ 7 ที่ จ. เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา หรือไม่

 นายสุรพงษ์ กล่าวว่า โดยธรรมเนียมทางการทูตแล้วเหตุการณ์เช่นนี้ไม่น่าเกิดขึ้น แต่ตนเห็นว่ากัมพูชากำลังพยายามจะทดสอบความเข้มแข็งของรัฐบาลไทย และทดสอบความเป็นเอกภาพของไทย    นายสุรพงษ์กล่าวต่อด้วยว่า ในช่วง 8-10 เดือนที่ผ่านมารัฐบาลไทยยังมีท่าทีที่คลุมเครือต่อปัญหาความขัดแย้งไม่ว่าจะเป็นเรื่องมรดกโลกหรือปัญหาด้านเขตแดน นอกจากนี้ยังสร้างความสับสนให้กับคนในชาติด้วย ยกตัวอย่างเช่น กรณีล่าสุดที่ทางกัมพูชาจับ 7 คนไทย โดยท่าทีต่างๆ ของรัฐบาลไทยต่อกรณีดังกล่าวสร้างความงุนงงไม่เฉพาะให้กับคนไทย แต่ในสายตาต่างชาติด้วย

 ด้านนายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ บก.ทีวีไทย กล่าวว่าเหตุการณ์ดำเนินมาถึงขั้นนี้เพราะ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาทางฝ่ายกัมพูชาไม่เคยสนใจ บันทึกความเข้าใจระหว่างไทยและกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ.2543 (เอ็มโอยู 43) ที่ทางรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อ้างมาตลอดอยู่แล้ว เพราะในเอ็มโอยู 43 ระบุชัดเจนถึงเรื่องการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี แต่วันนี้กลับมีการใช้กำลังกันเกิดขึ้น พร้อมกล่าวด้วยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเชื่อว่า สมเด็จฯ ฮุนเซน ผู้นำกัมพูชาน่าจะรู้เรื่องด้วยอย่างแน่นอน
       “
ฝ่ายไทยเราถือแนวสันปันน้ำ ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาถือพื้นที่ 1 : 200,000 มันก็จะมีพื้นที่ที่เหลื่อมกัน 4.6 ตารางกิโลเมตร โดยก่อนหน้านี้ พล.อ.เตีย บัญ ก็เคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ซินหัวของจีนบอกว่ามีการรุกล้ำอธิปไตย เราจะเห็นเลยครับว่าทางฝ่ายกัมพูชาถือว่าพื้นที่ 4.6 ตร.กม. เป็นของกัมพูชาโดยตลอด และเป็นเหตุผลที่กัมพูชาชักธงเหนือวัด (วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ) ซึ่งอยู่ในพื้นที่ 4.6 ตร.กม. ทางตะวันตกของตัวปราสาทพระวิหารสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงจุดยืนของกัมพูชาได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ตนเห็นว่าทางคณะกรรมการมรดกโลกต้องพิจารณาเรื่องนี้ว่าจะให้พื้นที่ 4.6 ตร.กม. ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของกัมพูชาในการประชุมเดือนมิถุนายน 2554 นี้หรือไม่ เพราะยังมีความขัดแย้งและการสู้รบกันอยู่”
       
       
เมื่อถามว่า มีการกล่าวหาว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ในกรุงเทพเป็นต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง จนทำให้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องออกมาปฏิเสธ 

 นายเสริมสุขตอบว่า ตนเห็นว่าไม่เกี่ยวข้องกันเพราะในพื้นที่มีปัญหาอยู่แล้วคือเรื่องการสร้างถนน และว่าเดิมทีทางฮุนเซนต้องการให้มีประเทศที่สาม หรือ ยูเอ็นเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องเขาพระวิหารทั้งยังท้าทายให้ประเทศไทยนำเรื่องนี้ไปตัดสินในศาลโลก แต่กรณีนี้จะขึ้นศาลโลกไม่ได้ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเช่นวันนี้ ซึ่งก็ต้องจับตาต่อไป
         “
ทางผู้นำกองทัพก็พูดตลอดว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน วันนี้ท่านกษิตก็เพิ่งไปกัมพูชา 2 วันก่อนหน้าแม่ทัพภาคที่ 2 ก็เพิ่งพูดว่าทหารไทยกับกัมพูชานั้นก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน” บก.ทีวีไทยตั้งข้อสังเกต และว่าความขัดแย้งในนโยบายของนายกฯ อภิสิทธิ์ กับกองทัพทั้ง รมต.กลาโหม และ มทภ.2 เกี่ยวกับกรณีธงกัมพูชาหน้าวัดแก้วฯ ก็เป็นเรื่องที่น่าสงสัย

ต่อข้อถามที่ว่าการที่กลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งข้อสังเกตว่า ความคลุมเครือของการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากคนในรัฐบาลไทย กับ รัฐบาลกัมพูชามีผลประโยชน์ร่วมกัน นายสุรพงษ์และนายเสริมสุขมีความเห็นว่าอย่างไร 

นายสุรพงษ์ตอบว่า แม้ตนจะไม่มีหลักฐาน แต่พฤติกรรมของคนบางคนในรัฐบาลก็มิอาจทำให้เข้าใจเป็นอย่างได้
       
บก.อาวุโสทีวีไทย กล่าวเสริมว่า ไม่เพียงแต่นักการเมืองที่ถูกมองเช่นนั้น แต่ฝ่ายความมั่นคงไทยก็ถูกมองเช่นเดียวกันว่ามีผลประโยชน์ ยกตัวอย่างได้จากความไร้เอกภาพระหว่างรัฐบาลกับกองทัพจากกรณีเอาธงหน้าวัดแก้วฯ ลง ซึ่ง นายกฯ สั่งให้เอาธงกัมพูชาลงเพราะกระทบกับอธิปไตย แต่ รมว.กลาโหม กับกองทัพ (มทภ.2) กลับบอกว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ
      

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่าประชาชนจะทำเช่นไรในเมื่อรัฐบาลพยายามทำ “เรื่องใหญ่” ให้เป็น “เรื่องเล็ก” 

นายสุรพงษ์ตอบว่า ในระบอบประชาธิปไตยการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนอย่างเช่นการชุมนุมของพันธมิตรฯ ก็ถือว่าสมเหตุสมผล
          “
เขาก็เคลื่อนไหวตามสิทธิของเขา เหตุผลของเขา และส่วนหนึ่งที่เขาเคลื่อนไหวได้ และมีคนไปชุมนุมมากขึ้นก็เพราะว่าท่าทีของรัฐบาลไม่มีความชัดเจน ... ทุกวันนี้สิ่งที่เขาเรียกร้อง เราจะไปบอกว่าไม่ถูกต้องก็ไม่ได้ มันอยู่ที่ว่ารัฐบาลยังไม่สามารถชี้แจงให้มันชัดเจนว่าสิ่งที่เขาเรียกร้องหรือเขาอ้างว่ารัฐบาลทำผิดหรือไม่ถูกต้องเป็นอย่างไร หักล้างได้อย่างไร แต่ทุกวันนี้คำชี้แจงของรัฐบาลก็ยังคลุมเครือมาก ยังกำกวมมาก  “การออกแถลงการณ์ครั้งสุดท้าย (ของกระทรวงต่างประเทศไทย) ซึ่งทางฝ่ายกัมพูชาก็ตอบโต้มาหมดก็มีลักษณะเริ่มที่จะมีความชัดเจน แต่ก็ยังกำกวมอีก ถ้าไม่มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผมไม่มั่นใจว่าแถลงการณ์นี้จะออกมา เพราะฉะนั้นในด้านประชาชนเขาก็ทำตามสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองที่ดีที่เขาต้องทำ และผมคิดว่ารัฐบาลก็ไม่ควรไปมองว่าเขาส่งเสริมให้เกิดสงครามอะไร ไม่ ผมไม่คิดเลยว่าเขาจะส่งเสริมให้เกิดสงคราม ตรงกันข้าม วิธีการอย่างนี้เป็นวิธีการที่จะช่วยป้องกันไม่ให้บุคคลในรัฐบาลหรือนักการเมืองใดคิดฉวยโอกาสจากเรื่องนี้นำไปสู่สงครามได้” นายสุรพงษ์กล่าว และย้ำว่าท่าทีของรัฐบาลแก้ไขความคลุมเครือและความไม่ชัดเจนต่างๆ โดยต้องชี้แจงให้ได้และต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนชี้แจงของรัฐบาลก็ยังคลุมเครือมาก ยังกำกวมมาก

 ด้านนายเสริมสุขกล่าวในตอนท้ายว่า กรณีพื้นที่ 4.6 ตร.กม. ทำให้คำพูดของพันธมิตรฯ มีน้ำหนักขึ้นมาก ขณะที่ข้อเรียกร้องของพันธมิตรฯ ในการให้ผลักดันคนเขมรออกไปก็มิได้หมายความถึงการให้ผลักดันคนงานเขมรที่ทำงานในเมืองไทยออกไป แต่คือการเรียกร้องให้มีการผลักดันคนเขมรที่ล้ำเขตแดนในพื้นที่ 4.6 ตร.กม. ออกไป ซึ่งเอกภาพในฝ่ายบริหารที่นายสุรพงษ์กล่าวทำให้ตนเกิดข้อสงสัยว่า แท้จริงแล้วระหว่างรัฐบาลกับทหารใครนำใครกันแน่ อย่างไรก็ตามตนเห็นว่าถ้าถึงจุดหนึ่งที่ต้องเผชิญหน้าเพื่อปกป้องแผ่นดิน กองทัพไทยก็ต้องเดินหน้า.......

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและชมคลิปรายการได้ทาง

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000015717

ขอบคุณข้อมูลจาก www.manage.co.th

 

 

โดย ม้าน้ำ

 

กลับไปที่ www.oknation.net