วันที่ เสาร์ กุมภาพันธ์ 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ท่องเที่ยวไป ...เขียนความในใจ...(ที่วัดผาลาด)...สกิทาคามีวนาราม


ความคิดคือ เคลื่อนไหว ในจิตนี้

จิตเคลื่อนที่ คลี่คลาย ในหมายนั่น

จิตคือนาย กายคือบ่าว คลุกเคล้ากัน

ทุกคืนวัน หวั่นหวาด มิอาจเป็น

...

วิญญาณฉัน เข้าครอง ครรลองหวัง

ฝันประดัง ปรวนแปร จึงแลเห็น

สัจจะธรรม นำทาง อย่างยากเย็น

สิ่งนั่นเช่น นั่นเอง เพลงอนิจจัง

...

มีรักใคร กับเขา เรารักร่วม

จึงสำรวม บมเพาะ ก่อความหวัง

ประคองรัก บรรเทา เศร้าลำพัง

จิตติดตั้ง ตัวตน บนหนทาง

...

 

 

 

 

 

วัดเล็กๆ แต่เก่าแก่โบราณ ที่อายุของวัด ก็สร้างในรุ่นที่พระเดชพระคุณ

ครูบาศรีวิชัยท่านดำหริ สร้างวัดแห่งนี้ขึ้น เป็นทางผ่านที่คราวกลับมาเมืองไทย

ต้นปีที่แล้วนี้ กุมภาพันธุ์ ๒๕๕๓  

 

 

 เงียบสงบดีมาก บริเวณใกล้ๆ มีสายน้ำไหลได้ยินเสียง หนักๆ เบาๆ เย็นใจดีจัง

 

 

 ภายในพระอุโบสถ ที่น่าเลื่อมใสมี พระปฏิมากร พระพุทธเจ้า

ภัทรกัลป์ (พระเจ้า ๕ พระองค์) ตั้งเด่นอยู่ภายใน

พร้อมพระประธาน ที่น่าจะเป็นองค์เดิม เสียงที่คุณพี่อบาสกท่าน

ที่ข้าพเจ้าได้ยินสวดบทอิติปิโส สรรเสริญพุทธคุณ ดังก้องกังวาล

ใสเย็นนุ่มนวลดัง แปลกหูเพราะภายในพระอุโบสถ เป็นทรงสูง

หลังคาภายในทำให้เสียงผู้สวดแม้เบาๆ แต่ดังกังวาลไปไกลเหลือเกิน

 

 

 

 

 

 อ่านตำนานพระเจ้า ๕ พระองค์ ได้ที่นี่ ค่ะเพื่อนๆ

http://board.palungjit.com/f13/%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2-%E0%B9%95-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C-%E0%B8%99%E0%B8%B0-%E0%B9%82%E0%B8%A1-%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97-%E0%B8%98%E0%B8%B2-%E0%B8%A2%E0%B8%B0-188113.html

 

 

 

 

 

 องค์ที่ ๑ มีพระนามว่า พระกกุสันโธ เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นไก่

องค์ที่ ๒ มีพระนามว่า พระโกนาคมโน เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นนาค

องค์ที่ ๓ มีพระนามว่า พระกัสสโป เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นเต่า

องค์ที่ ๔ มีพระนามว่า พระโคตโม เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นโค

องค์ที่ ๕ มีพระนามว่า พระศรีอาริยเมตไตรโย เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นราชสีห์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ภาพเล่าเรื่องทางธรรมทางวัตถุที่สัมพันธุ์ทางใจ

เรามีอดีตที่ก็คือปัจจุบันขณะนี้ ต่อไปก็เป็นอดีตอย่างนี้อยู่ดี

 

 

 

ภาพที่มองออกไปในธรรมชาติ ที่ไม่ปรุงแต่ง จะสงบร่มเย็นแผ่ซ่าน

ถึงจิตใจอย่างนี้ หยุดให้เวลากับจิต ให้อาหารจิต บ้างจิตจะได้อิ่มในความพอดี

 

 

 

 

 

 มองลงไปในลำห้วยที่ได้ยินเสียงน้ำไหลลงจากภูผาที่ร่มครึ้ม บน

ดอยสุเทพลงมา ช่างไพเราะเหลือเกิน

 

 

 

 

 

 

 ผ่านมาก็แวะมาสักการะ อดีตและปัจจุบันธรรม ให้เบิกบานใจ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อเดินทางกลับมาเมืองไทยครั้งก่อนๆ ข้าพเจ้าตระเวณ เที่ยวชม

บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง ที่ได้เกิดมาเป็นคนสัญชาติ เชื้อชาติไทย

พบเห็นสิ่งงดงามที่ฝังจิตฝังใจแล้วก็ไปๆ กลับๆ อยู่อย่างนี้ ปีละครั้ง

ดูเหมือนค่าโดยสาร พาหนะจะหมดไปกับการมาบ้านเราเสียมากกว่า

แต่นั่นก็เป็นความรู้สึกว่าการออกไปผจญชีวิตภายนอกที่ยาวนาน ตลอดเวลา

ที่เติบโตมามีประสพการณ์ อยู่แผ่นดินอื่นมากกว่าอยู่เมืองไทย และดูจะชำนาญ

คุ้นเคยกว่าบ้านเมืองตนเอง หรือเพราะบุพกรรมที่เคยทำมาก่อนก็ไม่ทราบ

ที่ยามเกิดอยู่อีกแผ่นดินหนึ่ง ยามเติบโตต้องไปอยู่อีกแผ่นดินหนึ่งเพื่อการ

ดำเนินชีวิต แต่กว่าจะสรุปให้ตัวเองมีความทะยานในความมุ่งหวังน้อยลง

กว่าก่อนๆ ก็ทำให้ข้าพเจ้าต้องทำงานหนัก และหาเวลาทบทวนเรื่อง

ราวชีวิตอนิจจัง ของตนเองว่าทางโลกเราก็ไม่น้อยหน้าไปกว่าอีกหลายๆ

คนเลยทำไมไม่หันมามองดูจิตใจที่แห้งผากของเราบ้าง การที่เรามั่งมี

ศรีสุขทางโลกที่เราขวนขวาย เราก็ได้รู้จักและเข้าใจในระดับหนึ่ง

อย่างน่าพอใจแล้ว ลำบากในทุกข์ที่ตระกายข้ามความทุกข์ มาจนรู้จัก

ว่าความอดทนคือรางวัลที่เรา รู้จัก และกำลังพิจารณา ว่าเรายังไม่ได้มี

ความสุขที่สุดจริงๆ จากทุกสิ่งภายนอกเลย ตอนยังไม่มีก็อดทนหามาให้ได้

พอได้แล้วก็พิจารณาต่อว่าเราทำได้ และก็เท่านั้นจริงๆ ใช้สิ่งที่หามาได้ไป

ตามการเวลา แต่จิตใจที่ไม่สงบ ไม่พอ ในความอยากได้ทำให้ข้าพเจ้า

เบื่อความอยากได้ ของตัวเองที่ไม่สิ้นสุด

วันหนึ่งข้าพเจ้าเสียความรัก ไปเพราะมัวแต่ทำงาน ทำงาน และมี

เหตุการณ์ ที่ไม่อาจให้ข้าพเจ้าหันย้อนกลับไปได้อีก ด้วยความจำเป็นมาก

จึงพรากจากความรักด้วยความจริง ที่เกิดได้จึงเสื่อมได้ การลงโทษว่าเราเอง

ที่ไม่ถนอมรักไม่ถนอมจิตใจดีดี ให้ความรัก อนิจจัง พาให้ข้าพเจ้าจำยอม

พลัดพรากอย่างขมขื่นที่สุด กว่าจะเยียวยาจิตใจให้รับรู้ความพลัดพรากได้

ก็ทำให้ข้าพเจ้า เสียน้ำตาอยู่นาน ทานข้าวกับน้ำตาตัวเอง คนเดียวอยู่นาน

ทำงานไปไหนๆ ก็มีน้ำตาเป็นเพื่อนยามระลึกถึง อาลัยหา ความรักที่พลัดพรากนั้น

แต่ข้าพเจ้าก็อดทนพิจารณา สัจจธรรมแห่งความเปลี่ยนแปลงจน ถึงเวลานี้

เรามัวหลงทางทั้งชีวิต ไม่ได้หยุดมองทางเดินของจิต วิญญาณ

เลยสักน้อย ว่าทางเดินทางใจนั้นมีทางสว่างให้เดินอย่างสงบนิ่งรึเปล่า

ทุกข์ที่เรารังเกียจ คือสะพาน พาไปถึงความถึงพร้อมในสุขหากเรารู้จัก

พิจารณาทุกข์ให้เข้าใจ คลุกคลีในทุกข์ให้มากไม่วิ่งหนีความลำบากทางกาย

และทางใจ ไม่ยกออกจากจิตใจเราไป ภายนอก

วันนี้เขียนความในใจ แบ่งปันเพื่อนๆ อ่านด้วย เหตุการณ์ ภายนอกทำให้

ตึงเครียดทั้งศึกในประเทศ ศึกนอกประเทศ แต่ชนะศึกใด ก็ไม่ยิ่งใหญ่

เท่าชนะใจตนเอง

..........

ขอบคุณภาพพระพุทธเจ้า ห้าพระองค์ และหอไตร

ภายในพระอุโบสถ

และบริเวณรอบๆ

 ที่วัดผาลาด ที่ท่านพระเดช พระคุณครูบาศรีวิชัยร่วมบูรณะ

ในสมัยต่อมาอีกหลายๆ สมัย

ข้างดอยสุเทพ

เพื่อนๆ อ่านตามลิงค์นี้คือประวัติ ของวัด สร้างสมัยพระเจ้ากือนา

ลานนา แผ่นดินก่อน แต่ก็เห็นในปัจจุบัน ที่ใจเรา

.

http://www.lannatalkkhongdee.com/templeDetail.php?id=Temp0800011

....
ซันญ่า

๕ กุมภาพันธุ์ ๒๕๕๔

โดย ซันญ่า

 

กลับไปที่ www.oknation.net