วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บทเพลงที่ถ่ายทอดความรู้สึกเจ็บช้ำอันเนื่องมาจากการเสีย เขาพระวิหาร ของราชาเพลงลูกทุ่ง


ฝุ่นควันจากลูกกระสุนปืนใหญ่, ปืนใหญ่รถถัง, เครื่องยิงลูกระเบิด, เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง, ปืนกล และปืนเล็กยาว อันเนื่องมาจากการปะทะกันบริเวณรอบ ๆ พื้นที่เขาพระวิหารระหว่างทหารไทย-กัมพูชา  อาจจะจางลงไปแล้ว

ผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงได้ยากของการใช้อาวุธเข้าต่อสู้กันก็เกิดขึ้นเป็นธรรมดา นั่นก็คือ การสูญเสียของทหารชั้นผู้น้อย และความเดือดร้อนของประชาชนทั้งสองฝ่ายที่ไม่ได้รู้เรื่องหรือเกี่ยวข้องอันใดด้วย 

ผมกำลังติดตามและรับข่าวสารจากประเทศซึ่งเคยเป็นเจ้าอาณานิคมของกัมพูชา

มีความรู้สึกนึกคิดมากมายเกี่ยวกับประเทศนี้ รวมทั้งประเทศอดีตใต้อาณานิคมอย่างกัมพูชา โดยเฉพาะการตัดสินใจของผู้นำที่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและความเป็นความตายของประชาชนในประเทศ  แต่จะไม่ขอพูดในที่นี้

มนุษย์เราเกิดมามีกรรม  ประเทศก็คงคล้าย ๆ กัน  แต่ประเทศคงเป็นกรรมหมู่ หรือเป็นผลมาจากการร่วมหัวจมท้ายของคนส่วนใหญ่ (บางครั้งก็ส่วนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง) ในประเทศ

ผลพวงหรือมรดกตกทอดให้ประชาชนหรือลูกหลานในประเทศจะเป็นอย่างไร  ส่วนสำคัญก็มาจากผู้นำประเทศในแต่ละยุค แต่ละสมัยด้วย

ผมเกิดไม่ทันตอนที่ศาลโลกตัดสินเรื่องเขาพระวิหาร  แต่มีโอกาสได้รับรู้ความเจ็บช้ำน้ำใจของคนไทยในยุคนั้นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจากหลาย ๆ ช่องทาง

ทางหนึ่ง  ซึ่งผมคิดว่าน่าสนใจและคงหาฟังกันไม่ได้ง่ายนักในยุคปัจจุบัน คือ  บทเพลงที่สะท้อนอารมณ์ ความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศผ่านศิลปินหรือนักร้องในยุคนั้น

ในเครื่องผมมีอยู่ ๒ เพลง คือ  เขาพระวิหาร  โดยราชาเพลงลูกทุ่ง ครูสุรพล สมบัติเจริญ
และอีก ๑ เพลง คือ เขาพระวิหารที่รัก  โดยศิลปินแห่งชาติ คุณชาย เมืองสิงห์

ในเบื้องต้น  ขอเอาเพลงของครูสุรพลฯ  มาฝากก่อนครับ

ครูสุรพลฯ แต่ง โดยยกตัวอย่างเปรียบเทียบ ทำให้เห็นภาพที่ค่อนข้างชัดเจน 

เวลาผ่านไปเกือบ ๕๐ ปีแล้ว  เรามาลองดูกันว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง และมากน้อยเพียงใด

“ใช้อุปเท่ห์เล่ห์กล  เป็นโจรเบอร์หนึ่งของโลก”
ครูคงหมายถึงประเทศ ...

“อย่าอวดสำแดงแผลงฤทธิ์  แรงน้อยเพียงนิดอย่ายวน
เจ้าเป็นผู้นำเรรวน  ชักชวนเขมรแตกไทย”

ผู้นำกัมพูชาตอนนั้นกับตอนนี้เปลี่ยนคนแล้ว ... แต่ลักษณะนิสัยติดตัว (สันดาน) ของผู้นำเขมร เขาเปลี่ยนไหม อันนี้น่าคิด 

รวมไปถึงลักษณะการออกมาพูดจาและให้สัมภาษณ์ของบรรดารัฐมนตรีผ่านสื่อต่าง ๆ ของเขมรด้วย

และท่อนสุดท้ายของเพลง
“เราไม่รุกแต่เตรียมรับ  ถ้าใครขยับ 
ตาย
ซึ่งน่าจะโดนใจคนไทยผู้มีเลือดรักชาติรักแผ่นดินทั้งหลาย

ลองฟังกันดูครับ

เขาพระวิหาร

สุรพล  สมบัติเจริญ

เขาพระวิหารโบราณวัตถุของไทย
เคยครองอธิปไตยเพราะเป็นของไทยมาตั้งนมนาน
ถึงใครโกงไปคงครองไว้ได้ไม่นาน
วิญญาณเขาพระวิหารของเราโบราณคงอยู่กับไทย

มันน่าเจ็บใจร้าวราน  เขาพระวิหารของเรา
ด้วยเป็นของไทยครั้งเก่า  ถูกโจรปล้นเอาไปได้
ทั้งเด็กเล็กแดงก็รู้  เป็นเขาคู่เมืองไทยมา
บันไดขึ้นเขาก็หันหน้า  สร้างทางขึ้นมาทางไทย
ถูกเข้าคนโกงขี้ตู่  ร้องกู่ว่าเป็นของเขา
ใช้เหลี่ยมเล่ห์กลโกงเรา  มันเจ็บเข้าในหัวใจ
ถ้าหากว่าเป็นของเจ้า  จะต้องขึ้นเขาทางหน้าผา
เจ้าไม่อายชาวประชา  ดูหรือไม่น่าเป็นไปได้
ใช้อุปเท่ห์เล่ห์กล  เป็นโจรเบอร์หนึ่งของโลก
มีนโยบายสกปรก  ฟ้องกล่าวศาลโลกแก้ไข
ชาวไทยเราแสนจะช้ำ  ศาลโลกอธรรมไม่เที่ยง
พิจารณาลำเอียง  ไม่ฟังเสียงข้างคนไทย
เรายอมแพ้เพราะถือเป็นพระ  หลีกทางชนะให้มาร
ไม่ช้าหรอกธรรมจะผลาญ  ไม่นานหรอกเจ้าจะบรรลัย
เจ้าอย่าโอ้อวดผยอง  ลำพองว่าเจ้าชนะ
สักวันหนึ่งเถิดธรรมะ  ย่อมต้องชนะอธรรมได้
เราเก็บความช้ำเชยอยู่  ไม่อยากร้องกู่ต่อกร
ถึงเลือดภายในเราจะร้อน  สู้เอาธรรมผ่อนข่มใจ
อย่าอวดสำแดงแผลงฤทธิ์  แรงน้อยเพียงนิดอย่ายวน
เจ้าเป็นผู้นำเรรวน  ชักชวนเขมรแตกไทย
เมืองไทยเป็นเมืองแห่งบุญ  ควรนึกถึงคุณสังวรณ์
เมื่อคราวที่เจ้าเดือดร้อน  เคยมาพักผ่อนหนีภัย
เจ้าลืมบุญคุณคุ้มครอง  ลืมเมืองพี่น้องที่ใจดี
กลับคิดจะมาย่ำยี  ไหงเป็นเช่นนี้ไปได้
เจ้าสร้างแผลใจให้เรา  ยังเฝ้าก่อกวนกล่าวหา
วันนี้เราหลั่งน้ำตา  วันหน้าเถิดเจ้าจะร้องไห้
เราไม่รุกแต่เตรียมรับ  ถ้าใครขยับ 
“ตาย”

โดย patijjachon

 

กลับไปที่ www.oknation.net