วันที่ ศุกร์ กุมภาพันธ์ 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

In London เที่ยวมหานครลอนดอน ตอนที่ 4: Westminster หนึ่งตารางไมล์ตัวแทนภาพลอนดอนที่คุ้นตา...


จากเกรนนิช คงไม่มีทำเลกลางกรุงลอนดอนให้เทียบเวลาได้เที่ยงเท่า The Clock Tower ที่ Westminster ทุกการหมุนขยับต้องถูกเฝ้าสังเกตและแจ้งเกรนนิชทางโทรเลขวันละสองหน เพื่อจำกัดความคลาดเคลื่อนไม่ให้เกินวันละหนึ่งวินาที

 

The Clock Tower เป็นที่ตั้งของนาฬิกาที่คนทั่วโลกเรียกว่า Big Ben ตามชื่อเล่นของระฆังข้างในที่มองไม่เห็น เมื่อคุ้นปากกันแล้วก็เลยตามเลยเรียกว่า Big Ben ต่อไป ตัวจริงของชื่อบิ้กเบนไม่ปรากฏที่มาเป็นทางการ บางกระแสก็ว่าเป็น Sir Benjamin Hull, Chief Lord of Woods and Forests ที่เวสมินสเตอร์ แต่ที่น่าจะเป็นไปได้มากคือ Benjamin Caunt นักมวยแชมป์รุ่นใหญ่ที่มีสมญาว่า Big Ben อยู่แล้ว

 

ทุกวันนี้ นอกจากการบอกเวลาปกติแล้ว  Big Ben คือจุดรวมความสนใจเป็นพิเศษในคืนสิ้นปี เมื่อคนจดจ่อรอนับเสียงระฆังสัญญาณเข้าศักราชใหม่

 

 

หาก The Clock Tower นี้มีจิตวิญญาณ คงได้ร่วมสังเกตการณ์กับรัฐบุรุษของโลกอย่าง Sir Winston Churchill และ Sir David Lloyd George ที่ยืนคู่กาลเวลาและเหตุการณ์ผันเปลี่ยนที่ Parliament Square ฝั่งตรงข้าม บริเวณที่เรียกว่าลานแห่งผู้นำโลกได้อย่างไม่ขัดเขิน เพราะนอกจาก Churchill กับ Lloyd George แล้วยังมีอีก 5 นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา Abraham Lincoln และสองผู้นำต่างพื้นเพของ South Africa คือนายกรัฐมนตรี Jan Smuts และประธานาธิบดี Nelson Mandela

 

 

£ £

£ £

£ £

 

Parliament Square ถูกโอบล้อมไปด้วยพื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งการปกครองของอังกฤษและเกรทบริเทน คือ Palace of Westminster และ Westminster Abbey and St Margaret’s Church รวมกันเป็นพื้นที่มรดกโลกอีกแห่งของมหานครลอนดอน

 

£ £

£ £

ที่ตรงนี้ เป็นตัวแทนสะท้อนให้เห็นองค์ประกอบของรากแก้วแข็งแรงสำหรับความเติบโตในชาติ คือการปกครองและศาสนา  ซึ่งมีที่มาอันยาวนานในประวัติศาสตร์แล้วยังคงบทบาทสำคัญถึงวันนี้ จึงดึงดูดความสนใจของผู้คนให้มา ‘เห็น’ มากกว่าเพียงความสวยงามของสถาปัตยกรรม

Westminster Abbey สร้างขึ้นราวศตวรรษที่ 11 มีการต่อเติมและบูรณะผ่านกาลเวลามาตลอด ตามธรรมเนียมใช้เป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีราชาภิเศกตั้งแต่สมัยเป็นเพียงอังกฤษจนมาถึงเกรทบริเทน มี Coronation Chair หน้าตาเรียบง่ายซึ่งคิงและควีนทุกพระองค์ที่ขึ้นครองราชย์ต้องประทับในพิธีเป็นจุดดึงดูดความสนใจของคน

 

 

 เวสมินสเตอร์แอบบีกำเนิดมาเป็นคาทอลิค พูดให้ชัดคือเป็นเบเนดิคทีนแอบบี (Benedictine Abbey) เมื่อเป็น ‘แอบบี’ ก็ต้องมีที่ให้พระอยู่ ส่วนเบเนดิคทีนเป็นนิกายที่มี ‘พระ’ และ ‘กิจวัตร’ ให้พระปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

 

เมื่อเวสมินเตอร์แอบบีตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นชุมชนแล้ว ผู้คนที่เข้ามาร่วมพิธีการ (Mass) ก็มากจนรบกวนกิจของสงฆ์ จึงเกิดความคิดที่จะสร้างวิหารขนาดเล็กแยกออกไปเพื่อตัดการรบกวนพระ กลายเป็นที่มาของ St Margaret’s Church ที่ภายหลังกลายเป็นเชิร์ชของเวสมินสเตอร์พาเลซด้วย

 

ช่วงที่อังกฤษเปลี่ยนจากคาทอลิคมาเป็น Church of England นั้น Henry VIII ได้เปลี่ยนสถานะของ Westminster จาก Abbey ไปเป็น Cathedral ซึ่งแตกต่างตรงที่ต้องตัดส่วนที่อยู่ของพระออกไป ช่วยให้มหาวิหารนี้รอดจากการถูกทำลายในกระบวนการเปลี่ยนแปลง (Dissolution of the Monasteries) เหมือนแอบบีอื่นตามบัญชาของตนเอง

 

เวสมินสเตอร์แอบบียังมีอีกหลายอย่างที่น่าสนใจ ทั้งเป็นที่ฝังพระบรมศพของคิงและควีน สมาชิกราชวงศ์ บุคคลสำคัญระดับสูงและนักปราชญ์ รวมถึงนักประพันธ์และคีตกวีที่ไปรวมกันในมุม Poet’s Corner ให้คนจากทั่วโลกมีโอกาสสัมผัสร่องรอย

 

ปัจจุบันเวสมินสเตอร์แอบบีมีสถานะเป็น Royal peculiar ขึ้นตรงกับวัง/ราชวงศ์ และยังใช้เป็นที่ประกอบพิธีแต่งงานหลวงของสมาชิกราชวงศ์ รวมทั้งงานใหญ่ของพริ้นซ์วิลเลียม เวลสส์และแคธริน มิดเดิลทั่น ในเดือนเมษายน พ.ศ.2554 (คราวพระบิดานั้นประกอบพิธีที่ St Paul’s Cathedral)

 

ข้ามถนนมาที่ Palace of Westminster

 

£ £

พระราชวังดั้งเดิมนี้สร้างมาร่วมพันปีแล้ว พื้นที่ส่วนใหญ่หมดไปกับไฟไหม้เมื่อ พ.ศ.2377 ที่หลงเหลือจุดเดียวจากผลลัพธ์ของแรงคนดับเพลิงและลมที่เปลี่ยนทิศทาง คือ Westminster Hall ใกล้กับบิ้กเบน เมื่อทั้งสองรัฐสภามอดสิ้นจึงต้องคิดขยับขยายจากทางเลือกที่มี เช่น Buckingham Palace ที่สร้างเกือบจะแล้วเสร็จแต่ William IV ไม่ค่อยจะโปรดจึงตั้งท่าจะยกให้ หรือ Charing Cross และ St James Park

 

ทุกทางเลือกถูกตัดทิ้งสิ้น ด้วยเหตุผลเดียวว่า ประวัติศาสตร์ของการปกครองและการเมืองของประเทศมีรากเหง้าอยู่ตรงนี้  รัฐบาลจึงตัดสินใจเริ่มต้นใหม่ ณ จุดเดิม

 

ปัญหาตามมาคือเรื่องของแบบ มีทั้งอยากให้ปรับหน้าตาเป็น neo-Classical style แบบทำเนียบ White House ของอเมริกาที่กำลังเข้าสมัย แต่ท้ายที่สุด ก็เห็นพ้องกันว่า ต้องอยู่ภายใต้กรอบของเอลิซบีธันหรือกอธธิคถึงจะสะท้อนบุคลิกของชาติได้ดีที่สุด รัฐบาลใช้เวลาสองปีพิจารณา 97 แบบแปลน ได้ข้อสรุปเป็น Gothic-style ของสถาปนิกชาร์ลส แบร์รี่ อย่างที่เห็นกันเดี๋ยวนี้

 

บทเรียนจากเพลิงเผาผลาญทำให้เกิดข้อกำหนดให้มีส่วนนิรภัยที่กันไฟในหมู่ตึกที่สร้างใหม่เพื่อเก็บเอกสาร สาเหตุของเพลิงคราวที่แล้วเกิดจากความร้อนสูงเกินขนาดจากการเผาทำลาย Tally stick แท่ง ‘แทลลี่’ ไม้ที่ท้องพระคลังใช้บันทึกข้อมูลตัวเลขหรือจำนวนเลข (สมัยโบราณทำจากกระดูก) คำเดียวกับที่นักวิจัยพูดกันบ่อยว่า ‘Tally up ข้อมูล’ 

 

สิ่งที่ได้มาคือหอทรงเหลี่ยมสูง 323 ฟุต สูงที่สุดในโลกตอนนั้น ผลจากการที่ Sir Charles Barry ต่อเติมไปเรื่อยจากต้นแบบ 200 ฟุต ตัวทาวเวอร์เป็นทางเสด็จของคิงหรือควีนในการเปิดสภา (Sovereign's Entrance) และใช้เป็นที่เก็บเอกสารสามล้านชิ้น รวมถึงต้นฉบับโบราณของกฎหมาย (Act of Parliament) ภายในมีความงดงามถึงที่สุดแห่งยุค ภายนอกดูสง่างามและอลังการ ได้รับการขนานนามว่า Victoria Tower สอดคล้องกับเวลาต้นรัชสมัยของควีนวิคทอเรีย

 

£ £

£ £

 

Westminster Palace หรือ House of Parliament นี้ รอดปลอดภัยจากการทิ้งระเบิดโจมตีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกถึง 14 ครั้ง ครั้งหนึ่งระเบิดรุนแรงถึงขั้นถอดฐานยึดรูปปั้น Richard I ที่รู้จักกันในนาม Richard the Lionheart หลุดล้ม จนดาบบิดงอ ...  ภาพนั้นกลายเป็นสัญลักษณ์แทนความแข็งแกร่งของระบบประชาธิปไตยในชาติว่า ‘อาจจะงอเมื่อถูกบุกรุก แต่ไม่หัก …would bend but not break under attack.’

 

ทั้งสองสภา คือ House of Lords และ House of Commons แบ่งเขตกันชัดเจนตรงกลางโถงสูง The Central Spire ที่เรียกกันว่า Central Lobby ให้ใครๆ สามารถมา ‘lobby’ หรือเจอผู้แทนของตนได้ เหมือนกับคำที่ใช้กันเดี๋ยวนี้ว่า ‘ล้อบบี้ – วิ่งเต้น’  

 

การอภิปรายกวนอารมณ์ในสภาผู้แทนคงมีมาแต่โบราณ จึงมีเส้นแดงขีดแบ่งสองฝั่งที่นั่ง เป็นระยะห่างเท่ากับความยาวสุดปลายของสองดาบ ห้ามผู้แทนแต่ละข้างจรดปลายเท้าล้ำเส้นมาประทะดาบ ทิ้งสำนวน ‘toe the line’ เอาไว้ให้ ‘ระวังความประพฤติ’ กัน  

 

จาก Westminster เดินขึ้นเหนือสู่ Whitehall ระยะเพียงครึ่งไมล์ของถนนที่ไปบรรจบกับ Trafalgar Square นี้ รวมที่ทำการรัฐบาลและสถานที่ราชการสำคัญ - เปรียบเป็นอีกแกนหลักของการปกครองบริเทน

 เมื่อพูดคำว่า Westminster จึงเป็นที่รู้กันว่าคือ ‘รัฐสภา’ และ Whitehall คือ ‘รัฐบาล’ 

 

 

ตลอดทางเลียบขนานกับแม่น้ำเทมส์นี้ มีร่องรอยประวัติศาสตร์และการเมืองให้ตามดูอีกมาก รวมทั้ง Cabinet War Rooms กองบัญชาการรบในสงครามโลกครั้งที่สอง

หนึ่งปีก่อนหน้า ไอกรุ่นของสงครามเริ่มก่อตัวชัด รัฐบาลเตรียมย้ายที่ทำการสำคัญออกไปชานกรุงลอนดอน ที่ไม่สำคัญมากก็ย้ายขึ้นไปถึง Midlands และทางตะวันตกเฉียงเหนือ แล้วเตรียมหาพื้นที่ปลอดภัยตรงไวท์ฮอลล์เอาไว้เป็นกองบัญชาการ เมื่อได้ทำเลเหมาะตรงใต้ถุนตึกที่เป็น HM Treasury ตอนนี้ ก็ระดมการติดตั้งอุปกรณ์หลบภัย การสื่อสารและการกระจายทั้งภาพและเสียง เสร็จสิ้นเอาไม่กี่วันก่อนที่โปแลนด์จะถูกบุก

 

ต่อมาเมื่อเชอร์ชิลล์เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ได้มาสำรวจ Cabinet Room นี้ พอใจถึงขั้นสรุปสั้นๆ ว่า ‘This is the room from which I will direct the war.’

 

กว่าสงครามจะจบสิ้น มีการต่อเติมเพิ่มจนถึงขั้นมีเครื่องมือออกอากาศของ BBC

ในปัจจุบันห้องต่างๆ ได้รับการบูรณะอย่างดีและเปิดเป็นพิพิธภัฑณ์ Churchill War Rooms      

 

อีกหนึ่งความทรงจำของ World War คือ The Cenotaph อนุสาวรีย์ที่ระลึกถึงผู้เสียชีวิตประมาณ 20 ล้านคนสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ที่ทุกวันที่ 11 พฤศจิกายน เวลา 11.00 นาฬิกา เสียงระฆังบิ้กเบนจะดังกังวานผ่านการถ่ายทอดไปทั่วเพื่อย้อนระลึกถึงเวลาที่ปิดฉากสงครามเมื่อ พ.ศ. 2461 พอช่วงสงครามโลกครั้งที่สองต้องย้ายพิธีการไปวันอาทิตย์ที่ใกล้วันที่ 11 ที่สุดแทนเพื่อลดความยุ่งยาก

 

£ £

£ £

ในภายหลังกำหนดให้เป็นที่ประกอบพิธีระลึกถึงผู้เสียชีวิตจากสงครามโลกทั้งสองครั้ง ที่ควีนและสมาชิกราชวงศ์ และผู้นำการเมืองการทหารจะมาวางพวงมาลา ในวันอาทิตย์ที่สองของเดือนพฤศจิกายนทุกปี

 

ผู้ที่มีบทบาทสำคัญระหว่างสงครามอีกกลุ่ม คือ ผู้หญิง

National Monument to the Women of World War II จึงเกิดขึ้นเพื่อระลึกถึงผู้หญิงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องแบบ 17 ชุดที่แขวนไว้ แทนสัญลักษณ์งานหลากประเภทที่สตรีแบกไว้แทนผู้ชายที่ไปแนวหน้า

 

£ £

£ £

£ £

 

 อีกจุดสนใจของโลกปัจจุบัน คือ No. 10 Downing Street ที่พำนักทางการของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ประตูนิดเดียวที่ปรากฏต่อชาวโลกนี้มีอีกถึง 160 ห้องข้างใน กับอีกทางลับใต้ดินทะลุไปถึง Buck House

 

£ £

£ £

£ £

£ £

 

ตลอดสองข้างถนนไวท์ฮอลล์เปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ที่เต็มไปด้วยอนุสรณ์สถานจำนวนมากที่สุดของชาติ ในหลากหลายรูปแบบและยุคสมัย แบบหนึ่งที่มีมากคือปฏิมากรรมบนหลังม้า ... มากพอที่จะเกิดเป็นเรื่องพูดกันว่า ขาม้าคือตัวบอกใบ้สาเหตุการเสียชีวิตของผู้ขี่

 

£ £

£ £

 

สองขายกที่ขึ้น คือเสียชีวิตในสมรภูมิ ขาเดียวคือบาดเจ็บจากการศึกแล้วอาจจะเสียชีวิตในภายหลัง ส่วนม้าที่ยืนสงบคือผู้ขี่หมดอายุขัยตามธรรมชาติ

ตำนานนี้เป็นอเมริกัน ที่บังเอิญไม่ทันประวัติศาสตร์ที่นี่ จึงไม่เข้าข่ายกับรูปปั้นไหนเลย

แต่ถ้าได้มาทันเทียบเวลาถึงลอนดอนแล้ว มองผ่านทะลุภาพที่เคยคุ้นตาไป จะได้พบประวัติศาสตร์ที่มีบทบาทต่อโลกอีกมาก...

 

£ £ £ £

 

ข้อมูลเพิ่ม:

เที่ยว Parliament

Westminster Abbey

ใครอยู่ที่ Westminster Abbey บ้าง 

ภาพ: Queen Elizabeth II in her Coronation robes, Cecil Beaton (1904-80): V&A Postcard

 

 

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net