วันที่ ศุกร์ กุมภาพันธ์ 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มหัศจรรย์ธรรมชาติ..พรุ และ พุ ที่นาน้อย....มหัศจรรย์ของป่าชุ่มน้ำที่ทุ่งใหญ่ตะวันออก


มหัศจรรย์ธรรมชาติ

คมฉาน  ตะวันฉาย...เรื่อง/ภาพ

kokkram@hotmail.com

                                   

คุณรังสิมา  ตัณฑเลขา และคุณพลอยพรรณ  จันทร์เรือง ทั้งสองท่านเรียบเรียงความหมายของคำว่า

 “พุ” และ “พรุ” จากข้อมูลของ ศ.ดร.ทวีศักดิ์ บุญเกิด  ผศ.ดร.รสริน  พลวัฒน์ และ อ.ปริยญานุช กลิ่นรัตน์

ไว้ในหนังสือ BRT ถึงความแตกต่างของ “ป่าพุ” และ “ป่าพรุ” ไว้แตกต่างกันคือ

.

พุ  นั้นเป็นอาการของน้ำ หรือแก๊ส ที่ผุดขึ้นมาจากใต้ดิน ( spring water area )  เมื่อไปเกิดขึ้นในป่าที่มีตาน้ำผุดขึ้นมา  ทำให้เกิดมีน้ำขังในระดับตื้น ๆ 

จนเกิดสภาพแวดล้อมที่พืช และสัตว์บางชนิดสามารถปรับตัวในระบบนิเวศแบบนี้ได้ กลายเป็นลักษณะของ ป่าพุ ขึ้นมา 

น้ำในป่าพุจะใสแจ๋ว  

.

ส่วนป่าพรุ  หรือ  Peat Swamp Forest นั้น จะเป็นลักษณะของระบบนิเวศของพื้นที่ลุ่มต่ำ ชื้นแฉะ

มีการสะสม ถมทับของซากพืช มีน้ำท่วมขังอยู่เกือบตลอดเวลาโดยที่ไม่มีตาน้ำมาเพิ่มจำนวน น้ำคล้ายสีน้ำชา            

คุณค่าของป่าทั้งสองแบบนั้น ในแง่ของชีวภาพ  ป่าทั้งสองแบบจะมีเอกลักษณ์และลักษณะพิเศษที่ค่อนข้างแปลกจากป่าทั่วไป 

ที่ครูบาอาจารย์ด้านนี้เห็นแล้วรู้ถึงคุณค่าของมัน แต่สำหรับ เราๆ ท่านๆ คงได้แต่เก็บลักษณะทางกายภาพเท่าที่มองเห็นมาบอกเล่า

.

.               

ในชีวิตการท่องไพร ผมเคยเห็นลักษณะของป่าพุและพรุมาหลายที่  บางที่เป็นป่าพุน้ำร้อน

คือ แทนที่น้ำที่พุออกมาจะเป็นน้ำใสไหลเย็นกลับเป็นน้ำร้อนที่พุผุดขึ้นมาจากใต้ดิน แต่ไม่ถึงกับพุ่งแบบที่ฝางหรือโป่งเดือด  

มีน้ำอุ่นๆท่วมขังเจิ่งนองชั่วนาตาปีเป็นเนื้อที่กว้างอยู่   พืชก็แปลกไปอีก (ที่อุทยานฯคลองวังเจ้า )  หรือลักษณะของน้ำพุที่ผุดขึ้นมาจากใต้ดิน

แล้วทำให้พื้นที่รายรอบกลายเป็นบ่อดินดูด ชนิดที่ไปยืนเฉยๆ เราก็จะจมลงไปในดินไม่ยาก 

เล่นเอาใจหายใจคว่ำ   (ป่าในสุราษฎร์ธานี)

.

.               

แต่สำหรับป่าพรุที่หน่วยพิทักษ์ป่านาน้อย ของ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ตะวันออกที่มีเนื้อที่การเป็นพรุถึง 3,000 ไร่  

แม้ไม่กว้างนับล้านไร่แบบพรุโต๊ะแดงที่สุไหงโกลก

ที่เป็นพรุกึ่งกร่อย กึ่งจืด แต่สำหรับที่นาน้อยน่าจะเป็นป่าพรุน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดที่ผมรู้จัก 

การดั้นด้นไปดูพรุนาน้อยจึงเกิดขึ้นกลางเดือนเมษายน ปี 2553 ในขณะที่กรุงเทพมีอูณหภูมิ 43 องศาเซลเซียส 

แต่อูณหภูมิในป่าทุ่งใหญ่ตะวันออกที่ผมไปสัมผัสมาหนาวจนนอนไม่หลับ ชนิดที่ต้องออกมานั่งผิงไฟตั้งแต่ตีห้า    

สามคืนในป่าเล่นเอาปากแตกร่อนเพราะความหนาวเย็น  เป็นความหนาวกลางหน้าร้อนที่เหลือเชื่อ

.

.

               

พื้นที่นับล้านไร่ของทุ่งใหญ่ตะวันออก มีพื้นที่ที่เป็นป่าพรุเพียง 0.3 % 

ที่หน่วยนาน้อย ซึ่งในอดีต เคยเป็นชุมชนของชาวเขาเผ่าม้งที่เข้ามาหักร้างถางพงทำไร่ในป่า

พอประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์จึงมีการอพยพชาวเขาลงไปอยู่ที่พบพระ

การอพยพใช้เวลายาวนาน ตั้งแต่ปี 2532-2537  

พื้นที่ป่าที่ถูกถางทำไร่ ผ่านมา 20 ปี เพิ่งฟื้นได้เพียงหญ้าคาและลูกไม้เล็กๆที่เริ่มตั้งลำต้นกันประปรายในทุ่ง

อาจต้องใช้เวลาอีกเป็นร้อยปีกว่าจะฟื้นสภาพป่าให้คืนมา 

.

.               

ป่าพรุนาน้อย 3,000 ไร่ อยู่ในหุบแอ่งที่มีภูเขาสูงขนาบทั้งสองข้าง

กลางป่าพรุมีลำห้วยบี้ไหลผ่าน และปลายทางก็ไปสมทบกับห้วยแม่กลองเฉกเช่นลำห้วยอื่นๆย่านนี้ 

ป่าพรุนาน้อยอยู่ห่างจากหน่วยพิทักษ์ป่าราว 2 กม. เดินผ่านป่าดิบแล้งแล้วลงสู่หุบเขา พอเข้าสู่อาณาจักรของป่าพรุ

ก็เห็นพูพอนของต้นไคร้น้ำ ชมพู่น้ำ  เตยหนาม ทองหลาง ผักหนาม ไม้ยืนต้นแทบทุกชนิด มีรากพูพอนใหญ่โตและเหยียดยาว

บนลำต้นมีไม้เกาะอาศัยทั้งกล้วยไม้ชนิดต่างๆ  เตยใหญ่มีรากค้ำยันที่ดูแปลกตา

แอ่งน้ำนิ่งที่อยู่เบื้องล่างตื้นเขินแต่เต็มไปด้วยเศษซากใบไม้ ที่เผลอย่ำลงไปก็จะจมหายไปครึ่งค่อนแข้ง 

น้ำสีชา ในส่วนนี้น่าจะเป็นส่วนที่เรียกว่าเป็นป่าพรุ รอยเท้าของสัตว์ป่าโดยเฉพาะพวกกวาง  ช้าง จะปรากฏรอบๆ

ไม่ได้ย่ำลงไปในกลางแอ่งน้ำที่อาจจะจมลึกไปเพียงใดก็ได้ ในป่าพรุแบบนี้มีสัตว์มากินพืชอาหารบางอย่างเหมือนกัน

.

.               

พื้นที่ป่าพรุนาน้อย วกวนเต็มไปด้วยพูพอนใหญ่น้อย เวลาเดินไปในป่าพรุนี้ต้องไปตามลำต้นไม้หรือกิ่งไม้ที่หักหล่น

อย่าได้เผลอลงไปย่ำบนดินโดยตรงอาจจะจมลงไปไม่รู้ตัว เส้นทางลัดเลาะไปจนเจอลำห้วยบี้

ลำน้ำสายใหญ่ มีน้ำสีคราม ใสแจ๋ว กระทั่งเห็นกิ่งไม้ที่จมไปใต้น้ำ  ไหลผ่านป่าพุ แห่งนาน้อย 

สองฝั่งธารน้ำแทบไม่ต่างจากป่า พรุ ที่ยังคงมีใบไม้ทับถม เศษซากใบไม้ที่ซ้อนทับ   ลองกำขึ้นมาแล้วบีบคั้นจะเห็นน้ำหยดไหลออกมาจนชุ่มมือ

พื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนาน้อย จึงมีทั้งป่าพรุ  และป่าพุ  ในพื้นที่ที่เชื่อมต่อกัน  ป่าทุ่งใหญ่นอกจากใต้ดินจะมีความชื้นจากต้นไม้ที่ปกคลุม

ดักจับน้ำค้างและป้องแสงแดด ทำให้ดินชื้นอยู่ตลอดเวลาแล้ว ยังมีฟองน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่กว้างถึง 3,000 ไร่ 

คอยซับน้ำไว้เป็นด่านแรก แล้วทยอยปล่อยออกมาเมื่อฝนไม่ตก

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมในป่าที่นี่จึงยังมีน้ำในลำธารมาก  ในขณะที่มีข่าวว่ามีหลายพื้นที่ประสบภัยแห้งแล้ง

               

คุณค่าทางระบบนิเวศการเป็นแหล่งทรัพยากรชีวภาพที่สำคัญนั่น

ก็ให้ครูบาอาจารย์นักวิจัยทั้งหลายว่ากันไป

แต่สำหรับเรา แค่เป็นฟองน้ำธรรมชาตินี่ก็มีคุณค่าเหลือคณานับแล้ว

.

.

               

แล้วนี่ผู้คนยังไม่ประจักษ์อีกหรือว่าป่านั้นมีประโยชน์มากมายเพียงใด 

เรามีป่า รับรองไม่อดน้ำแม้จะเป็นหน้าแล้ง   เรามีป่าก็จะได้ใส่เสื้อกันหนาวตลอดทั้งปี

ไม่ต้องไปซื้อเครื่องปรับอากาศ เปลืองค่าไฟฟ้า

ป่ามีคุณอนันต์มากมายเกินคณานับ ต้องให้พร่ำบอกกันกี่ครั้งจึงจะเข้าใจและช่วยกันรักษาป่ากันจริงจัง 

และถ้าไม่เอาคนออกจากป่าตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ป่านนี้ที่นี่จะเป็นอย่างไรยังนึกภาพไม่ออก

.

               

พรุ หรือ พุ ที่นาน้อย ไม่ได้เป็นพื้นที่สวยงามถ้าจะให้เป็นที่ท่องเที่ยว  

แต่พื้นที่ที่เละ แฉะๆน้ำแห่งนี้มีคุณค่ามากมายกับการเป็นแหล่งให้น้ำ ให้ชีวิต  

หรือต้องให้ฆ่ากันเพื่อแย่งน้ำดื่มกิน ถึงจะรู้จักคุณค่าของป่า

               

ถามจริงๆ ว่าอยากให้มีวันนั้นหรือ...

                                                                .............................................................................

                                                   * จาก นสพ.กรุงเทพธุรกิจ (เสาร์สวัสดี) 8 พ.ค.2553*

โดย คมฉาน_ตะวันฉาย

 

กลับไปที่ www.oknation.net