วันที่ ศุกร์ กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เศรษฐกิจโตเร็วแบบกลวงๆ ทำเอาคนไทยเป็นหนี้ท่วมหัวกันทั่วหน้า


หนึ่งในปัจจัยหลักที่เป็นตัวบ่งชี้ถึงการพัฒนาของประเทศหนึ่งๆ ก็คือ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ  เมื่ออดีตนายกฯ ได้เข้ามารับตำแหน่งในสมันนั้น ก็ไม่น่าแปลกใจว่า จุดมุ่งหมายหลักของเขาคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจไทย เพื่อทำให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยสูงขึ้น   

วิธีที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยโตได้นั้น มีไม่กี่วิธีค่ะ ตามหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน ก็คือ Y = C+I+G+(X-M)  โดย C คือ การใช้จ่ายของผู้บริโภค / I คือการลงทุน / G คือการใช้จ่ายของรัฐบาล / X คือ การส่งออก และ M คือการนำเข้า  ซึ่งอดีตนายกฯ ได้วางแผนการทำงาน โดยได้กระตุ้นเศรษฐกิจหมดทุกด้าน  ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนสินค้าส่งออกของไทยให้มีขีดความสามารถสูงขึ้น เพื่อจะได้แข่งขันกับประเทศอื่นในตลาดโลก  การอัดฉีดเงินงบประมาณแผ่นดิน เช่น กองทุนหมู่บ้าน / การจัดงบประมาณ อบจ. อบต. / 1 อำเภอ 1 ทุน / โครงการบ้านเอื้ออาทร เป็นต้น  การส่งเสริมให้คนมาลงทุนมากขึ้น และการกระตุ้นให้คนใช้จ่ายมากขึ้น  ซึ่ง 2 ประเด็นหลังนั้น ทำผ่าน "การปล่อยกู้" ซึ่งเป็นวิธีที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็วที่สุด

แต่สิ่งหนึ่งที่เราอาจลืมไป ก็คือ การเติบโตแบบนี้เป็นการเติบโตแบบยั่งยืนหรือไม่  คงจำบทเรียนฟองสบู่ที่แตกได้  ผลกระทบที่เกิดขึ้นขณะนี้ก็เหมือนกัน  เมื่อครั้งที่มีการโปรโมทเงินกู้ยืมต่างๆ ไม่ว่ากองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา  โครงการเงินกู้ของ ธกส.  โครงการสินเชื่อบ้านของ ธอส.  การส่งเสริมผู้ผลิตรายย่อย พวก SME เป็นต้น  และถ้าสังเกต จะเห็นว่ามีโปรโมชั่นการสมัครบัตรเครดิตเต็มไปหมด  คนมีเงินเดือน 7,000-10,000 บาทก็สมัครได้แล้ว  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้คนไทยต่างก็หันมากู้ยืมเงินเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองทั้งนั้น  และแน่นอน เศรษฐกิจไทยก็เติบโตมากขึ้นไปด้วย เพราะเงินคนกู้ยืมเงินจากธนาคารไป ก็นำไปใช้จ่าย  เงินก็หมุนเวียนเข้ามาในระบบเศรษฐกิจเช่นเคย

สิ่งที่ได้มาง่ายๆ มักจะถูกลืม  เงินกู้ที่ได้มาง่ายๆ ทำให้เราใช้จ่ายอย่างลืมตัว  หนี้สินบุคคลจากบัตรเครดิตก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ  โดยเฉลี่ย คนๆ หนึ่งมีบัตรเครดิตประมาณ 2-3 ใบ  ผลัดกันหมุนไปเรื่อยๆ  หนี้ก็พอกพูนขึ้นทุกวัน  ส่วนคนที่กู้ยืมเงินไปลงทุน ไม่ว่าจะเป็น ธกส. หรือ SME บางทีกิจการที่กู้เงินไปทำก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก  ไม่มีเงินจ่ายคืน  แถมเงินกู้ต่างๆ ก็ได้มาง่ายๆ กู้ซื้อบ้าน กู้ซื้อรถ กู้เงินให้ลูกเรียนหนังสือที่ดีๆ  กู้บัตรเครดิต ทำให้หลายๆ คน มีเงินกู้มากกว่าความสามารถที่ตนเองจะจ่ายคืนได้

เห็นได้จากผลประกอบการของธนาคารเพื่อรัฐวิสาหกิจที่มี NPL กว่า 47% เลยทีเดียว  คนที่ไม่มีปัญญาจ่ายคือกองทุนเพื่อการศึกษาอีก  35% ของผู้กู้ทั้งหมดกว่า 2.5 ล้านคน  ไม่รู้ว่าที่เป็นเช่นนี้ เป็นเพราะคนปล่อยกู้มีการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอกู้ดีแล้ว แต่โครงการงินกู้ที่มีในระบบตอนนั้นมันเยอะและเย้ายวนจนทำให้มีหนี้สินมากมายที่ต้องรับผิดชอบจนทำไม่ไหว 

หรือจริงๆ มีการปล่อยกู้ที่ง่าย  ไม่รัดกุม ไม่เคร่งครัด  ขอให้ปล่อยกู้ไปได้ตามเป้าที่วางไว้ โดยไม่ตรวจสอบถึงโครงการที่ผู้ขอกู้มาขอกู้ว่าการดำเนินธุรกิจนี้รอดหรือไม่  หรือ คนที่มาขอกู้เพื่อเรียนต่อมีความสามารถในการจ่ายขนาดไหน  แถมเดี๋ยวนี้ มหาวิทยาลัยเกิดขึ้นมากมายเหมือนดอกเห็ด แต่คุณภาพของนักศึกษาที่จบมานั้นไม่รู้ว่าเหมาะสมกับตลาดแรงงานหรือไม่  ทำให้ปัญหาของคนว่างงาน หรือทำงานต่ำกว่าวุฒิมีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ

การกระตุ้นเศรษฐกิจในลักษณะนี้มีข้อดี คือ คุณภาพชีวิต (อย่างน้อยในระยะสั้น) ดีขึ้น มีเงินเข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ  คนก็มีคุณภาพมากขึ้น  แต่ ข้อเสียมันก็มีอย่างที่เห็นกันนี่ล่ะค่ะ หากรัฐบาลไม่มีการวางแผนงานเพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีศักยภาพเพียงพอในการบริหารเงินและธุรกิจหรือกิจกรรมของตนเองให้ดี  มีความสามารถในการควบคุมการใช้จ่ายของตน  รู้จักการประมาณตน 

สิ่งเหล่านี้ คงต้องไม่ทำสุดโต่ง ด้านใดด้านหนึ่ง  "เดินทางสายกลาง" นี่ล่ะค่ะ ดีที่สุด  เงินกู้ไม่ใช่ไม่ดี  แต่อย่าให้มีมากจนเกินไป และในขณะเดียวกัน ต้องมีการส่งเสริมอย่างจริงจังที่จะยกระดับความรู้ของคนไทยให้มีขีดความสามารถมากขึ้น  สามารถพัฒนาธุรกิจเล็กๆ ของเขาให้อยู่รอดได้  เกษตรกรรู้ว่าจะนำเงินที่กู้ยืมมาใช้ประโยชน์กับผืนนาผืนไร่ของเขาให้มีมูลค่าเพิ่มได้  นักเรียนนักศึกษาที่กู้ยืมมามีตลาดแรงงานที่รองรับตามคุณสมบัติที่เหมาะสมเพื่อจะมีเงินมาใช้คืนเงินกู้ที่ยืมมา  และที่สำคัญ "ความเป็นอยู่แบบพอเพียง"  ถึงแม้จะยากเพราะในยุคของโลกไร้พรมแดนที่มีสิ่งมายั่วยุตลอดเวลาก็ตาม  แต่ "อยู่อย่างประมาณตน" จะทำให้เรามีความสุขอย่างยั่งยืนที่แท้จริงค่ะ 

 

โดย Gorbua

 

กลับไปที่ www.oknation.net