วันที่ เสาร์ กุมภาพันธ์ 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตำนานปลากระดี่ในพิธี “แซนซฺเริว็”


                 ปลากระดี่ ภาษาเขมรเรียก ตรัยก็อมเพลียล

วันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี ที่ปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์ ๖ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตามธรรมเนียมความเชื่อของชาวเขมรบ้านบัว วันนี้ -- จะเป็นวันของการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อหนึ่งซึ่งยึดถือกันมาแต่โบร่ำโบราณ นั่นก็คือพิธีเรียกขวัญข้าว หรือที่เรียกกันตามภาษาของชาวบ้านว่า

 “ไถงแซนซฺเริว็”

สมัยก่อนนั้น พอถึงวันนี้ทีไร “ชาวบ้านบัว” จำได้ว่า แต่ละบ้านแต่ละเรือน โดยเฉพาะบรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ จะพากันตระเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ พร้อมกับนัดแนะลูกหลานให้มาประกอบพิธีร่วมกัน ตกเย็นพอได้เวลายุ้งฉางจะถูกเปิดออก ผู้เฒ่าผู้แก่จะพากันยกถาดเครื่องเซ่นไว้ไปไว้บนกองข้าวเปลือก

จากนั้นพิธีจะเริ่มด้วยการกล่าวเรียกขวัญอันเชิญแม่โพสพ ให้กลับมาประจำยังยุ้งฉางของตนเอง ต่อมาเป็นการเซ่นไหว้ เลี้ยงข้าวปลาอาหารที่ตระเตรียมมา ในระหว่างนี้จะมีการจุดเทียนขึ้น ๑ เล่ม พร้อมกับกล่าวเชิญแม่โพสพให้มารับของเซ่นไหว้ เสร็จจากนั้นก็จะทำการรวบรวมเครื่องเซ่นไหว้ทั้งหมดใส่ลงในใบตอง  ก่อนจะเอาไปวางไว้นอกรั้วบ้าน เพื่อมอบให้กับเหล่าดวงวิญญาณสัมพเวสีที่ร่อนเร่รอนแรมอยู่ในบริเวณนั้น

 

พูดถึงเครื่องเซ่นไหว้บัตรพลี ว่าไปแล้วก็ล้วนแล้วแต่เป็นของที่หาได้ง่าย ๆ ตามละแวกบ้านโดยหลัก ๆ แล้วจะประกอบด้วย กรวยดอกไม้ธูปเทียน ๑ คู่, ข้าวสวยปักเทียนไว้ตรงกลาง ๑ เล่ม, เผือกต้ม – มันต้ม, มะพร้าวขูดคลุกน้ำตาลทราย, น้ำมะพร้าว - น้ำเปล่า แล้วที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ “ปลากระดี่ย่าง”

เกี่ยวกับปลากระดี่ย่าง “ชาวบ้านบัว” เคยนึกสงสัยอยู่เป็นนานสองนานว่า มีความเป็นมาอย่างไร? แล้ว ทำไมถึงต้องมี? 

จำได้ว่าเคยผ่านตาจากหนังสือเล่มไหนก็ไม่รู้  และจนถึงวันนี้ก็ลืมไปเรียบร้อยแล้ว (ฮา)จนกระทั่งวันก่อนนั้น  มีโอกาสพูดคุยเรื่องนี้กับลุงนิตย์ บัตรรัมย์ – คลังข้อมูลความรู้ประจำหมู่บ้านซึ่งผู้อาวุโสได้กรุณาบอกเล่าให้ผู้น้อย “ชาวบ้านบัว” คลายความสงสัยใคร่รู้ไปได้มากโข

เรื่องนี้คุณลุงนิตย์เล่าว่า

 “สมัยก่อนนั้น พอแต่พากันเก็บเกี่ยวเอาข้าวขึ้นยุ้งขึ้นฉางเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ตามความเชื่อของคนบ้านเรา พอถึงวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ เขาก็จะพากันเรียกขวัญข้าว คือทุกอย่างมีขวัญอยู่ในตัวหมดนั่นแหละ

เวลาเรียกเขาก็ว่า -- แม่โพสพเอยไปอยู่ที่ไหน อยู่ใกล้อยู่ไกลก็ให้กลับมา อยู่ในป่าอยู่ในดง  ในพงในไพร ในน้ำห้วยไหนก็ให้กลับมา ก็ตามแต่จะเรียกจะขานกันไป”

ทีนี้เรื่องปลากระดี่ จากที่เล่าต่อ ๆ กันมา ปู่ย่าตายายเขาก็ว่า มีอยู่วันหนึ่ง เมล็ดข้าวถูกลมพัดมาจากไหนก็ไม่รู้ ก็ไปติดอยู่ในซอกหินเล็ก ๆ ในสระน้ำ ทีนี้พอถึงวันที่เขาเรียกขวัญก็ปรากฏว่ากลับไปไม่ได้ก็ติดอยู่ตรงนั้น” 

เมื่ออกไม่ได้ก็ไม่รู้จะทำยังไง จนกระทั่งมีปลากระดี่ตัวหนึ่งว่ายผ่านมา ตามธรรมชาติของปลากระดี่ก็คือ ปากมันจะแหลมเล็กยื่นออกมา ปลายหางก็เรียว ต่างจากปลาอื่น ๆ ที่ปากกว้าง หางแฉก”

ข้าวเปลือก พอเห็นปลากระดี่ว่ายผ่านมา ก็รีบพูดอ้อนวอนให้ช่วยพาตนเองออกไปจากซอกหินเสียที เพราะถึงเวลาที่จะต้องกลับไปรับขวัญแล้ว  ปลากระดี่ก็รับคำด้วยดี เสร็จแล้วก็เอาหางเรียวของตัวอง พัดเมล็ดข้าวที่ติดอยู่ในซอกหินจนกระทั่งหลุดออกมา”

 

 จากนั้นก็เอาปากเรียวเล็กของมันดูดเมล็ดข้าวพาว่ายขึ้นไปบนผิวน้ำ พอพ้นน้ำขึ้นมาก็พ่นเมล็ดข้าวออกจากปากให้บินกลับไปเข้ายุ้งฉางตามที่เขาเรียกเขาสู่”

 

 เรื่องนี้พูดไปแล้วก็เหมือนกับว่า มันเป็นปลาที่ช่วยเก็บช่วยรวบรวมข้าวมาให้ชาวนาชาวไร่ ไม่ให้ตกให้หล่น ทำให้พอถึงเวลาเรียกขวัญข้าว ชาวบ้านเขาจึงต้องหาปลากระดี่มาร่วมในพิธีด้วยทุกครั้งเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์ว่ายังงั้นเถอะ  ก็เล่ากันมาแบบนี้มาเรื่อย ๆ” 

 

ครับ – ได้ฟังตำนานปลากระดี่จากลุงนิตย์แล้ว ก็ทำให้หายข้องใจไปได้เปลาะหนึ่งว่า ทำไมเครื่องเซ่นไหว้ในพิธีเรียกขวัญข้าว จึงต้องมีปลากระดี่วางเคียงมาด้วยทุกครั้ง

 

แต่ถึงยังไง ๆ “ชาวบ้านบัว” ก็ยังเชื่อว่า ในบางที่บางถิ่น ตำนานเรื่องนี้อาจจะมีการเล่าที่แตกต่างกันไปในอีกหลายแง่หลายมุม บ้านใครก็บ้านมัน! ถิ่นใครก็ถิ่นมัน! 

 

บ้านไหน -- ถิ่นใคร มีเรื่องตำนานปลากระดี่ว่าอย่างไร ? ถ้าหากพอที่จะเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นวิทยาทาน นั่นก็ดูจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง

ลากันไปก่อน  สวัสดีครับ

 

โดย ชาวบ้านบัว

 

กลับไปที่ www.oknation.net