วันที่ อาทิตย์ กุมภาพันธ์ 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อย่าได้แคร์ ก็แค่ยุโรป Day 18 น้ำตาแห่งรักที่ลักเซมเบิร์ก


DAY 18

เช้าวันนี้ สาวอาร์เจนติน่า ตื่นขึ้นมาในระหว่างที่ฉันกำลังเตรียมตัวออกไปข้างนอก

เมื่อได้เห็นหน้าเธออย่างชัดเจนแล้ว ฉันถึงกับตะลึง...ไม่ใช่เพราะเรื่องหน้าตาสวยหรือขี้เหร่ แต่ทว่าดวงตาข้างซ้ายของเธอนั้น บวมปูดประหนึ่งเธอเป็นกระสอบทรายให้สามีขี้เมาซ้อมมาเลยทีเดียว เธอชื่อว่า “นาตาลี” ไม่ได้ชื่อบังอร อย่างที่ฉันคิด

เธอว่า ตาของเธออักเสบ แต่มันกำลังเริ่มแย่ลงไปทุก ๆ วัน ฉันควานหาอุปกรณ์ปฐมพยาบาลที่มีอยู่ในเป้แล้วมอบให้เธอเก็บไว้ใช้ โดยไม่ลืมที่จะแนะนำให้เธอปิดดวงตาเพื่อรักษาความสะอาดเอาไว้

นาตาลี เล่าว่า การเดินทางของเธอสมบุกสมบัน เธอเป็นคนสายตาสั้น แต่ดันทำแว่นตาตกแตกที่อัมสเตอร์ดัม แถมมิหนำซ้ำ ตอนนี้ยังมามีอาการตาอักเสบเข้าไปอีก ดวงตาข้างขวาที่ยังใช้ได้จึงทำงานหนักกว่าปกติ เธอจึงเพลียจนกลายเป็นบังอรเอาแต่นอน เมื่อวานนี้

นาตาลี รู้สึกซาบซึ้งใจ สำหรับฉัน..มันไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงแต่อย่างใด เพราะนี่คือน้ำใจไมตรีที่เราสมควรหยิบยื่นให้ในเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว

“ฉันไปก่อนนะ แล้วอย่าลืม ดูแลตาข้างขวาที่เหลืออยู่ของเธอให้ดีล่ะ” เราหัวเราะให้กัน ก่อนฉันเดินออกมาจากห้องพัก

++++++++++++++++++++

ภาพบน : ทางเดินขึ้นลงจากถนนลงไปโฮสเทลของฉันในทุก ๆ วัน

ฉันจองตั๋วรถโดยสารรับส่งจากโฮสเทลไปสถานีรถไฟในช่วงเวลา 11.45 น.

ราคาค่าบริการของที่นี่ สูงกว่าราคารถประจำทางเป็นเท่าตัว แต่อย่างไร ก็ยังคุ้มค่ากว่าการที่ฉันจะต้องแบกกระเป๋าเป้ขึ้นเนินเขานั้นกลับไป ซึ่งยังไม่นับรวมกระเป๋าลูกนกกระจิบทั้งหลายที่พ่วงเพิ่มติดมาอีก แถมฉันยังซื้อเสบียงอาหารกักตุนเอาไว้เสียจนเพียบแปล้ โดยกะว่า จะไม่แตะต้องอะไรอีกแล้วจนกว่าจะถึงบ้านอีริคในประเทศฝรั่งเศส วันพรุ่งนี้

++++++++++++++++++++

หลังจากจัดการธุระต่าง ๆ ที่โฮสเทลเรียบร้อยแล้ว ฉันจึงรีบออกเดินตระเวณเที่ยวเป็นรอบสุดท้าย คล้ายการบอกลาลักเซมเบิร์กอย่างเป็นทางการ ฉันถือโอกาสออกกำลังกายโดยการวิ่งขึ้นเขา ค่าที่ยังอยู่ในภูมิประเทศที่เป็นเนินสูงชันของเมืองนี้ ด้วยหวังว่าจะช่วยสลัดไขมันออกไปจากร่างกายได้บ้าง

ฉันยังไม่ยอมหยุดคิดกับเรื่องกินที่ผ่าน ๆ มา ไม่ว่าจะเป็นชีส เนย ขนมปังและเฟร้นฟรายด์ ก็ของจำพวกนี้มันมีราคาถูกที่สุดสำหรับมนุษย์แบกเป้ อย่างเราแล้วนี่...แม้ฉันอยากจะกินข้าว ก็หาไมโครเวฟไม่ได้...เมื่ออยากจะกินผักปลา ก็ต้องออกไปหาซื้อมาทำกินเอง เพราะร้านอาหารไทย มีราคาอาหารจานละเกือบพันบาทเลยทีเดียว

ภาพบน : ทางที่เห็น...คือทางที่ต้องเดินและเดินค่ะ

ภาพบน : ทางชันดีแท้...

ภาพบน : เมื่อยนักก็หยุดเที่ยวโบสถ์ไปเรื่อยเปื่อยได้ค่ะ

ภาพบน : เที่ยวไม่ต้องกลัวหลง...มีคนบอกทางเพียบ

++++++++++++++++++++

ฉันพบตัวเองมานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อรอเวลาให้พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของลักเซมเบิร์ก เปิดในเวลา 10.00 น. เมื่อได้เข้าไปด้านใน ฉันพยายามทำหน้า “แอ๊บแบ๊ว” ใส่เจ้าหน้าที่ มันคงจะได้ผลดีเพราะเขาตีตั๋วให้ในราคา “นักศึกษา”

ฉันรับตั๋วมา แล้วรีบวิ่งไปหัวเราะคิกคักตามลำพังตรงมุมตึก จนตีนกาเริ่มแตกรอย....

ภาพบน : ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์

การเดินเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์...ไม่ใคร่เป็นเรื่องที่ฉันจะถนัดนัก เพราะขาดความอดทนกับการไล่อ่านประวัติและรายละเอียดต่าง ๆ ในแต่ละภาพการแสดง แต่ที่นี่...นับเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ฉันถูกใจมากที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาเกือบครึ่งทางของทริปนี้ ก็ด้วยเพราะภูมิศาสตร์ที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ในแถบเมืองเก่าที่ทำด้วยก้อนหินล้วน ๆ แต่นำมาดัดแปลงให้ดูทันสมัยได้อย่างกลมกลืน ที่ดีไปกว่านั้นคือมีภาษาอังกฤษเขียนอธิบายควบคู่ไปกับภาษาฝรั่งเศสของบ้านเมืองเขาด้วย...นี่ถ้าหากฉันได้พกดิกชันนารีฉบับอังกฤษ-ไทยมาด้วย..คงจะได้เข้าใจกระจ่างแจ้งแดงแจ๋มากกว่านี้อีก

ภายในพิพิธภัณฑ์ฯ มีระบบมัลติมีเดียมากมาย แถมจัดไฟและภาพต่าง ๆ ได้อย่างน่าสนใจเป็นที่สุด ฉันเดินชมจน “เวลา”ที่จัดสรรเอาไว้ เริ่มไม่เพียงพอ

ภาพบน : ภาพราชวงศ์ฯ จากอินเตอร์เน็ต

ห้องจัดแสดงที่ฉันประทับใจมากที่สุด คือห้องการเมืองและสถาบันพระมหากษัตริย์ ฉันรู้สึกได้ถึงความรักของคนลักเซมเบิร์กที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเห็นได้ชัดจากโปสการ์ดภาพถ่ายของราชวงศ์ ที่มีขายกันอยู่ตามร้านขายของที่ระลึกทั่วเมืองนี้เลยทีเดียว

ตรงมุมหนึ่งของห้องนี้ มีการจัดแสดงวีดีโอบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของราชวงศ์นี้..ภาพที่ปรากฎอยู่นั้น..มันเป็นเรื่องราวของการรับเสด็จและมีประชาชนแห่แหนไปต้อนรับกันอย่างมากมาย

ระหว่างที่ฉันกำลังยืนชื่นชมวีดีโอชุดนี้อยู่นั้น ฉันก็พลันได้เห็นภาพบุคคลที่ฉันเคยเห็นมาตั้งแต่เกิด รวมอยู่ในวีดีโอที่กำลังแสดงอยู่นี้ด้วย....พระองค์คือ “ในหลวง”ของฉัน พร้อมทั้งมีพระราชินีก็ทรงประทับยืนอยู่เคียงข้าง

ถึงแม้ว่าฉันจะเห็นทั้งสองพระองค์เพียงแค่ 2 วินาทีในภาพนั้น แต่ฉันมั่นใจว่าจำไม่ผิดอย่างแน่นอน กับชายหนุ่มวัยประมาณ 20 ต้น ๆ สวมแว่นตา มีพระพักตร์และกิริยาอันงดงาม นั่นคือบุคคลที่ฉันรักสุดหัวใจ

ภายในห้องแสดงแห่งนั้น..มีฉันซึ่งเป็นผู้มาเยือนคนแรกและยังเป็นฉัน เพียงคนเดียวในพิพิธภัณฑ์

ความเงียบสงบ..ทำให้ฉันยืนจับจ้องอยู่กับจอภาพอย่างไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหน มันคือความตื้นตันใจจนรู้สึกขนลุกซ่านไปทั้งตัว

ฉันยืนรอให้หนังฉายซ้ำ เพื่อที่จะได้เห็นภาพในหลวงและพระราชินีของฉันอีกครั้ง...คราวนี้ เมื่อแน่ใจว่าถูกต้องแล้ว...ฉันถึงกับน้ำตารื้นขึ้นมาทันที

“นี่ในหลวงและพระราชินี ทรงเสด็จมาไกลถึงประเทศลักเซมเบิร์ก เลยเชียวหรือ” ฉันรู้ดีว่า...ระยะทางกว่าจะมาถึงประเทศนี้นั้น..มันช่างไกลเสียเหลือเกิน เพียงแค่ฉันคิดว่าพระองค์คงจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าพระวรกาย..ฉันก็อดไม่ได้ที่จะต้องเสียน้ำตา...มันคือน้ำตาของความรัก อาทร และปลาบปลื้มในพระมหากษัตริย์ไทยที่เราได้เกิดมาอยู่ใต้ร่มพระโพธิสมภารของพระองค์ในชาตินี้

ภาพบน : good bye luxembourg

ภาพบน : I love you, luxembourg

ฉันเดินปาดน้ำตาออกมาจากพิพิธภัณฑ์ด้วยหัวใจที่เป็นสุข แล้วรีบวิ่งกลับที่พักให้ทันเวลารถออก

ระหว่างทางที่ฉันก้าวเท้าไป..ใจก็คิดว่า ไม่มีใครในพิพิธภัณฑ์นั้นเข้าใจหรอกว่า ทำไมผู้หญิงไทยคนนี้ จึงยืนร้องไห้อยู่หน้าจอวีดีโอเพียงลำพัง

“ถ้าเขามาลองเดินทางคนเดียวอย่างฉัน แล้วได้มาเห็นภาพในหลวงอย่างฉัน ได้เป็นคนไทยที่มีหัวใจรักในพระมหากษัตริย์อย่างฉัน...เขาอาจจะเข้าใจโดยปราศจากคำถามใด ๆ เลยก็ได้ ว่าน้ำตาหยดนั้น ฉันรู้สึกเช่นไร”

+++++++++++++++++++++++++++++++++

Paris, France

มาถึงแล้ว..ปารีส..เมืองหลวงที่หลาย ๆ คนใฝ่ฝันอยากมาเชยชม

เมืองหลวง ที่ฉันขยาดกลัวมากที่สุดตลอดทริปนี้ อาจเป็นเพราะฉันอ่านหนังสือเตรียมตัวเดินทางมาที่นี่มากเกินไปหรือเปล่าก็หารู้ไม่ ฉันจึงพบเจอแต่คำเตือนจากนักเดินทางด้วยกันว่า ต้องระวังตัวให้มาก ๆ มิหนำซ้ำ ยังไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้อีกด้วย

แต่ในเมื่อเป็นเช่นนั้น..ฉันจึงสนุกสนานกับการได้เล่นภาษาใบ้มันเสียเลย

ณ สถานีรถไฟ ฉันเดินพุ่งไปยังห้องประชาสัมพันธ์เป็นแห่งแรก

รู้สึกโล่งใจไปอีก 1 เฮือก เมื่อได้รับแผนที่และรู้วิธีที่จะต้องเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางต่อไป

“ฉันต้องซื้อตั๋วก่อนขึ้นรถไฟ หรือว่าฉันต้องจ่ายเงินบนรถไฟได้เลยคะ” นั่นคือคำถามสุดท้ายก่อนออกจากห้องประชาสัมพันธ์

“คุณก็ต้องซื้อตั๋วสิ ขอโทษด้วยนะ ไม่มีรถโดยสารที่ไหนที่คุณจะได้ขึ้นฟรีในปารีสหรอก” เขาตอบแบบมั่นใจว่าฟังคำถามของฉันรู้เรื่อง แต่เขาเข้าใจผิด

ฉันเหวี่ยงเป้ขึ้นหลังแล้วเดินออกมา นึกขันกับคำพูดและความคิดของเขา

“ใครที่ไหนจะไปบ้าคิดว่า ค่ารถโดยสารที่นี่จะฟรีล่ะ อีตาบ้า...ฉันรู้น่า ว่าที่นี่ปารีส ไม่ใช่รถสองแถวที่บ้านนอกของฉัน แค่บอกว่าไม่มีสตางค์ ขี้คร้านคนขับอาจเลี้ยงข้าวฉันฟรีอีกต่างหาก”

แค่เริ่มต้น..ฉันก็ได้เจอคนอย่างนี้แล้วหรือนี่...ฉันน้อมรับสิ่งใหม่ ประเทศใหม่ บนโลกใบใหญ่นี้อย่างอารมณ์ “เกือบ”ขุ่นมัว

ในขณะที่ซื้อตั๋วรถไฟ ฉันดูเงอะงะกว่าที่คาด สุดท้ายก็ต้องไปต่อแถวซื้อที่เคาน์เตอร์ขายตั๋ว กว่าจะหาวิธีสอดบัตรเพื่อให้ประตูเปิดได้นั้น...ฉันยืนดูชาวบ้านไปพักใหญ่ สุดท้ายก็รอดมาได้จนถึงสถานีรถไฟ Gare D’Austerlitz สถานีรถไฟที่ล่องลงไปแต่เพียงภาคใต้ของฝรั่งเศสเท่านั้น

ฉันมีเวลาเหลือก่อนรถไฟเที่ยวต่อไปจะออก ถึงเกือบ 6 ชั่วโมง จึงตัดสินใจเอากระเป๋าสัมภาระไปฝากในตู้หยอดเหรียญ แล้วค่อยเดินสำรวจเที่ยวในแถบนี้

ราคาค่าฝากกระเป๋านั้นมีหลายราคา ตั้งแต่ขนาดกระเป๋าเล็ก (small size) 4 ยูโร, ขนาดกลาง (Medium) 7 ยูโร และขนาดใหญ่ (Large) 9.5 ยูโร ..ราคาต่าง ๆ เหล่านี้ มีอายุถึง 3 วัน แต่สำหรับฉัน..กับการที่จะต้องอยู่เฉย ๆ ถึง 6 ชั่วโมงและต้องนั่งเฝ้ากระเป๋าเหมือนแม่ลูกอ่อนเลี้ยงลูกแล้วละก็..ฉันขอยอมเสีย 7 ยูโรจะดีกว่า

++++++++++++++++++++

บริเวณฝั่งตรงข้ามกับสถานีรถไฟ มีสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์ National D’History Naturelle ฉันเลือกที่จะเข้าไปเดินเล่นเพื่อฆ่าเวลาในสวนนี้ ซึ่งมีทั้งสวนสัตว์ สวนไม้ดอก ไม้ประดับจากเมืองร้อนชื้น (tropical)

ที่นั่น..ฉันไม่ตื่นเต้นเหมือนกับนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ที่เฝ้าไปถ่ายภาพต้นหงอนไก่ ดอกดาวเรือง ดอกดาวกระจายหรือแม้กระทั่งต้นกล้วย ที่ฉันเห็นจนชินตามาตั้งแต่เกิด

ภาพบน : คุณป้า ๆ กำลังชื่นชมสวนเขตร้อน

ภาพบน : สวนสวย

ภาพบน : ดอกไม้งาม

สิ่งที่ฉันไม่ชินตา น่าจะเป็นวิถีชีวิตของคนรักชาวฝรั่งเศสเสียมากกว่า ก็พี่แก..เล่นยืนจูบขวางทางเดินกันเสียดื้อ ๆ พ่อเจ้าพระคุณไม่ได้จูบเปล่า แถมมีลูกไซ้ซอกคอต่อยาวไปถึงลูกกระเดือกกันอีกต่างหาก..จูบแล้วก็เดินต่อ..ประคองกันไปได้แค่ 10 เมตร ก็หยุดจูบกันต่ออีก เป็นแบบนี้ไปตลอดทาง จนฉันปล่อยหัวเราะออกมาเสียอย่างห้ามไม่อยู่

ภาพบน : แรกรัก...น้ำต้มผักก็ว่าหวาน

ไม่ว่าสิ่งที่ประจักษ์ตรงหน้า จะเป็น “วัฒนธรรม” หรือเพียงแค่ “พฤติกรรม”ของคนเมืองนี้ แต่นี่คือสิ่งที่ฉันกลับมองว่ามันเป็นเรื่องน่าตลกมากกว่าที่จะเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ไปเสียได้

ภาพบน : เล่นม้าหมุนสนุกกว่าเยอะนะ

นี่แหละหนา..ที่ใคร ๆ เขาว่า “รักกันปานจะแหกตูดดม” มันคงจะหอมหวลรัญจวนใจ สำหรับเขาทั้งสองเสียเหลือเกิน

บริเวณใกล้สถานีรถไฟนั้น ก็ช่างเป็นใจให้คู่รัก ก็ที่นั่นมีตู้ขายถุงยางอนามัยในราคา 2 ยูโรอีกต่างหาก

ตู้นั้น..ติดตั้งอยู่โต้ง ๆ ในที่โล่งแจ้งที่ทุกคนในสถานีรถไฟสามารถร่วมเป็นสักขีพยานและให้กำลังใจในการกดซื้อได้อย่างท่วมท้น เอาเป็นว่า..ถ้าเห็นใครกำลังหยอดเหรีญตู้นี้อยู่ คงเป็นที่รู้กันว่าเขาคนนั้นจะต้องมีโปรแกรมชีวิตอะไรต่อไป

ไม่แน่...ไอ้คู่รักที่ฉันเห็นอยู่ในสวนเมื่อครู่ ป่านนี้เขาอาจจะพากันประคองมากดสักไปสัก 4 ยูโรแล้วก็เป็นได้

ภาพบน : อ่านหนังสือในสวน รัญจวนกว่าเยอะนะ

++++++++++++++++++++

ค่ำนี้ อากาศหนาวเย็นยะเยือก แถมหอบเอาฝนมาฝากอย่างไม่ถามไถ่ผู้รับ ฉันแบกเป้เคลื่อนย้ายขึ้นรถไฟตู้ชั้น 1 ที่พิเศษสุดของฉัน...แต่ดูมุมไหน ๆ ก็พิเศษสู้การรถไฟสายเหนือที่ฉันนั่งจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ไม่ได้อยู่ดี

ภาพบน : ทางเดินภายในรถไฟอันคับแคบ

ภาพบน : ตู้รถไฟอันคับแคบ

ภายในห้องพักของรถไฟตู้นั้น..มีคุณลุงแก่ ๆ คนหนึ่ง นอนกรนกรอกหูเสียงดังคำรามทั่วห้อง ส่วนป้าแก่ ๆ ก็ปีนขึ้นไปนอนอยู่บนเพดานของรถไฟด้านบน...หลานอย่างฉัน จึงต้องคว้าถุง “เดินทาง”ที่ได้รับแจกจากเจ้าหน้าที่รถไฟ ในถุงนั้นมีผ้าปิดตาและเครื่องอุดหูด้วย...ตามสบายเลยนะคุณลุงคุณป้า...เจอกันในตอนเช้าพร้อมภาษาใบ้ ภาษามือของฉันละกันค่ะ

“ราตรีสวัสดิ์...บองนุย..ค่ะ”

โดย tanthainium

 

กลับไปที่ www.oknation.net