วันที่ อังคาร กุมภาพันธ์ 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

.... คม เฉียบ เนียน นุ่ม !!! เมื่อ รมต. กษิต จับฮุนเซนเปลือยกาย กลางเวทีโลก ....


(ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนต)

.... คม เฉียบ เนียน นุ่ม !!! เมื่อ รมต. กษิต จับฮุนเซนเปลือยกาย กลางเวทีโลก ....

ผมได้อ่านคำแปล (อย่างไม่เป็นทางการ) ถ้อยแถลงต่อ UNSC ของรมต.กษิต ด้วยความประทับใจ ในความคม เฉียบ เนียน และ นุ่ม ที่ เราสามารถจับอันธพาลระดับโลก ไปเปลือยกายล่อนจ้อน กลางเวทีสหประชาชาติ
ผมจึงขอ สรุปประเด็น ซึ่งเป็นสาระสำคัญ เพื่อนำมาเผยแพร่ แลกเปลี่ยน โดยหวังว่า ถ้อยแถลงนี้จะช่วยในการทำลายอวิชา ที่กลุ่มแกนนำพันธมิตร พยายามเผยแพร่กันอยู่ในปัจจุบันนี้ ลงได้บ้าง


๐๐๐๐๐๐๐๐๐
รมต.กษิต เริ่มโดย กล่าวถึงสี่ประเด็นสำคัญ ที่รัฐบาลไทย ต้องการนำเสนอต่อเวทีโลก อันได้แก่
“...หนึ่ง วางเรื่องที่อยู่เฉพาะหน้าเรานี้ให้อยู่ในมุมมองที่ถูกต้องเหมาะสม 
สอง แจ้งให้คณะมนตรีความมั่นคงฯ ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่ได้เกิดขึ้นจริง ๆ ณ บริเวณหนึ่งของชายแดนไทย-กัมพูชาซึ่งมีความยาว ๘๐๐ กิโลเมตร 
สาม เปิดเผยถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 
สี่ ให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเด็นสำคัญต่าง ๆ และลบล้างนิยายเรื่องเล่าที่ทางกัมพูชาได้กระพืออยู่ และ 
สุดท้าย ชี้แจงถึงแนวทางที่ประเทศไทยและอาเซียนมุ่งมั่นที่จะดำเนินต่อไป...”

เรื่องแรก ก็คือความพยายาม ทำให้ชาวโลกเข้าในถึงสถานภาพและมุมมองของปัญหา ทั้งนี้ รมต.กษิต ได้กล่าวว่า

“...ลองนึกภาพประเทศเพื่อนบ้านสองประเทศที่มีพรมแดนร่วมกันยาวประมาณ ๘๐๐ กิโลเมตร หรือ ประมาณ ๕๐๐ ไมล์  ตลอดแนวชายแดนร่วมกันนี้ ประชาชนยังคงไปมาหาสู่ ทำมาค้าขาย และมีกิจกรรมต่าง  ๆ ร่วมกันโดยสันติเป็นประจำทุกวันตลอดทั้งปี ชาวไทยและชาวกัมพูชาเป็นเหมือนญาติพี่น้องที่มีความคล้ายคลึงกันในด้านวัฒนธรรม และวิถีชีวิต..”

พร้อมทั้งยอมรับ ว่าบางจังหวะเวลา ก็เกิดปัญหาข้ดแย้งขึ้น แต่สามารถแก้ไขลุล่วงได้ ด้วยการเจรจาทวิภาคี

“...ความสัมพันธ์ของเรามีขึ้นมีลง มีทั้งช่วงเวลาที่ดีและไม่ดี แต่เมื่อใดก็ตามที่มีปัญหาเกิดขึ้น เราก็จะแก้ไขปัญหานั้นด้วยกันผ่านการปรึกษาหารือและพูดคุยกัน แล้วเราก็เดินหน้าต่อไปด้วยกันในลักษณะที่ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย เราสามารถเอาชนะความท้าทายระดับทวิภาคีต่าง ๆ ที่ผ่านมาได้ เพราะทั้งสองประเทศตระหนักว่า ในฐานะเพื่อนบ้านและสมาชิกของประชาคมอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้น เราจะต้องอยู่เคียงข้างกัน เราไม่สามารถย้ายประเทศหนีจากกันได้..”

ประเด็นที่สอง เป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ รมต.กษิต เริ่มด้วยการกล่าวว่า

“ ..ผมขอเน้นย้ำว่า ในแต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทหารไทยไม่เคยเป็นผู้ที่ยิงก่อน เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ กองกำลังทหารกัมพูชาได้เริ่มยิงโจมตีไปยังทหารไทยซึ่งอยู่ภายในดินแดนไทย ซึ่งหลังจากนั้นก็มีการโจมตีตามไปอีกด้วยอาวุธหนักมากมาย..”
 
พร้อมทั้ง ขยายความเพิ่มเติมว่า
“....เป็นเรื่องน่าประหลาดมากที่การโจมตีของฝ่ายกัมพูชาเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังการประชุม JC ที่ประสบผลในหลายด้านและเป็นกันเอง ซึ่งผมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาเป็นประธานร่วมกันที่จังหวัดเสียมราฐ  การประชุมดังกล่าวมีข้าราชการระดับสูงฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหารของทั้งสองประเทศเข้าร่วม ..”
 
รมต.กษิต ให้ข้อเท็จจริงต่อเหตุการณ์สู้รบว่า
“...อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ เวลา ๑๘.๓๐ น. กองกำลังทหารกัมพูชาก็ได้ละเมิดข้อตกลงดังกล่าวโดยการยิงพลุส่องสว่างขึ้นไปบนท้องฟ้า ตามด้วยการยิงโจมตีด้วยอาวุธหนักไปที่ช่องโดนเอาว์และภูมะเขือในดินแดนไทย การโจมตีได้ขยายออกไปยังพื้นที่อื่น ๆ ในดินแดนไทย ได้แก่ เขาสัตตะโสม พลาญยาว ช่องตาเฒ่า พื้นที่ใกล้ปราสาทพระวิหาร และหมู่บ้านภูมิซรอลซึ่งตั้งอยู่ลึกไปในดินแดนไทยประมาณ ๕ กิโลเมตร หลังแนวที่ตั้งทางทหารของไทยเข้าไปมาก ในการโจมตีดังกล่าวนี้ กองกำลังกัมพูชาได้ใช้อาวุธหลายชนิด รวมถึงปืนอากา AK-47 จรวดอาร์พีจี และจรวดสนามหลายลำกล้องรุ่น BM-21 นอกจากนี้ ในช่วงเช้าวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ กองกำลังทหารกัมพูชาได้เริ่มยิงอีกครั้งมายังทหารไทยที่ประจำอยู่ที่ภูมะเขือและพลาญยาวในดินแดนไทย โดยใช้อาวุธต่าง ๆ อาทิ จรวดอาร์พีจี..” 

“..เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนักต่อสิ่งปลูกสร้างของพลเรือนไทยหลายหลัง และมีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคนทั้งพลเรือนและทหารไทย ทหาร ๒ นาย และพลเรือน ๒ คนซึ่งในจำนวนนี้เป็นเด็ก ๑ คน ต้องสูญเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ชาวบ้านไทยผู้บริสุทธิ์ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณชายแดนในพื้นที่ที่ถูกโจมตีกว่า ๒๐,๐๐๐ คนต้องอพยพหนี ภาพของความเสียหายเหล่านี้ได้สร้างความสะเทือนใจแก่ประชาชนชาวไทยทั้งชาติ ซึ่งไม่เคยนึกมาก่อนว่า ในชั่วชีวิตของเรานี้ คนไทยจะต้องตกอยู่สภาพเป็นผู้อพยพในประเทศของตัวเอง..”

ขณะเดียวกัน รมต.กษิต ก็ยืนยันสิทธิอันชอบธรรมของฝ่ายไทยว่า
“....ฝ่ายไทยก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการใช้สิทธิโดยชอบธรรมของเราในการปกป้องตนเอง ซึ่งในการดำเนินการดังกล่าว เราได้ใช้ความอดกลั้นอย่างที่สุด บนพื้นฐานของความจำเป็น พอเหมาะพอควร และมุ่งเป้าโดยตรงไปยังเป้าหมายทางทหารที่ฝ่ายกัมพูชาได้โจมตีออกมาเท่านั้น...”

รมต.กษิตยกประเด็นการคงกำลังทหารในปราสาทพระวิหาร และกล่าวประณามว่า
“...เป็นเรื่องที่ควรประณามที่ทหารกัมพูชาได้ใช้ปราสาทพระวิหารเพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร อันเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แม้ว่าฝ่ายกัมพูชาจะปฏิเสธเรื่องดังกล่าว แต่ผมเชื่อว่าทั้งโลกได้เห็นกับตาแล้วจากรูปภาพหลายรูปที่แสดงทหารกัมพูชาใช้ปราสาทพระวิหารเป็นค่ายทหารและฐานในการโจมตี...”

ประเด็นที่สาม คือ เบื้องหลังของการเกิดเหตุการณ์ อันเป็นเหมือนการฉีกหน้ากากของฮุนเซน ในเวทีโลก

 “...สำหรับกัมพูชาแล้ว กัมพูชาต้องการสร้างสถานการณ์บริเวณชายแดนใกล้ปราสาทพระวิหารเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับยุทธศาสตร์การเมืองที่จะเลี่ยงการเจรจาทวิภาคีที่กำลังดำเนินอยู่ และทำให้ประเด็นที่โดยสาระแล้วเป็นเรื่องทวิภาคี กลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศ ตัวอย่างหนึ่ง คือ การโจมตีของกัมพูชาเมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ซึ่งจงใจเริ่มต้นทันทีที่พระอาทิตย์ตก การใช้พลุส่องสว่างอย่างเป็นระบบเพื่อนำทางปืนใหญ่จากฝั่งกัมพูชาเป็นการเน้นย้ำอย่างปราศจากข้อสงสัยใด ๆ ว่าการโจมตีนี้ได้มีการไตร่ตรองไว้ล่วงหน้าและวางแผนเป็นอย่างดีไว้ก่อนแล้ว ความรวดเร็วของการส่งหนังสือจากนายกรัฐมนตรีกัมพูชาถึงประธานคณะมนตรีความมั่นคงฯ เรียกร้องให้มีการประชุมเร่งด่วนเพียงไม่นานหลังจากที่การโจมตีของฝ่ายกัมพูชาเริ่มต้นขึ้น ก็เป็นการยืนยันลักษณะของการไตร่ตรองไว้ล่วงหน้าของการโจมตีนี้..”

ทั้งนี้ รมต.กษิต ได้เปิดโปงให้เห็น ถึงจุดหมายการก่อสงครามนี้ว่า
“....เพื่อเลี่ยงการเจรจาทวิภาคีเกี่ยวกับเขตแดนที่กำลังดำเนินอยู่ และยืมมือสหประชาชาติเพื่อแผ้วถางทางสำหรับการที่กัมพูชาจะผลักดันให้ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งต่อไปที่ประเทศบาห์เรนในกลางปีนี้ ให้ความเห็นชอบแก่แผนบริหารจัดการสำหรับปราสาทพระวิหารของตนให้สำเร็จให้ได้แม้ว่าจะมีปัญหาอยู่อีกมากก็ตาม การเจรจาทวิภาคีกับประเทศไทยเกี่ยวกับเขตแดนบริเวณใกล้ปราสาทพระวิหารได้กลายเป็นอุปสรรคในการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายทางการเมืองในขณะนี้ของกัมพูชา ดังนั้นจึงต้องกำจัดให้พ้นทาง...”

ประเด็นที่สี่ การชี้แจง เพื่อลบล้างคำกล่าวอ้าง และนิยายของกัมพูชา
“...ข้อหนึ่ง ประเทศไทยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในกรณีปราสาทพระวิหาร เมื่อปี ๒๕๐๕ แล้วอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ..”
“...บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกร่วมไทย-กัมพูชา ปี ๒๕๔๓ เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมถึงการยอมรับของกัมพูชาว่า เขตแดนไทย-กัมพูชาตลอดแนวยังคงต้องหาข้อยุติโดยการเจรจาทวิภาคี บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ระบุไว้ชัดเจนว่า คณะกรรมการร่วมเขตแดนไทย-กัมพูชา (JBC) จะ “จัดทำแผนที่ของเขตแดนทางบกที่ได้มีการสำรวจและจัดทำหลักเขต” เป็นหนึ่งในงานของ JBC...”

“..สอง ความตึงเครียดที่มีอยู่ต่อเนื่องนี้เป็นผลโดยตรงจากความพยายามฝ่ายเดียวของกัมพูชาในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ถึงแม้ว่าตามข้อเท็จจริง พื้นที่โดยรอบยังคงต้องขึ้นกับการเจรจาทวิภาคีภายใต้ JBC ก่อนหน้านี้ ..”
“...กัมพูชาเองได้ยอมรับอย่างเป็นทางการในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งล่าสุดที่กรุงบราซิเลียเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมาว่า แผนบริหารจัดการเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารจะขึ้นอยู่กับผลสรุปของงานของ JBC ดังนี้
“รัฐภาคีกัมพูชา ได้อธิบายในรายงานว่า จะมีแผนที่ที่เสร็จสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อได้จัดทำหลักเขตแดนทางบกในพื้นที่เสร็จสิ้น โดยการตกลงร่วมกันของรัฐภาคีกัมพูชาและไทยเกี่ยวกับผลสรุปสุดท้ายของงานของ JBC”..”

“...สาม กลไกทวิภาคียังมิได้ใช้อย่างเต็มที่จนถึงที่สุด และไทยยึดมั่นกับกระบวนการนี้โดยสุจริตใจ เพราะเราเชื่อว่า ประเด็นเขตแดนระหว่างสองประเทศควรได้รับการแก้ไขโดยประเทศที่เกี่ยวข้องสองประเทศเป็นการดีที่สุด ดังเห็นได้จากกรณีข้อพิพาททางเขตแดนหลายกรณีทั่วโลก กระบวนการทวิภาคีจะต้องใช้เวลาและไม่สามารถเร่งรัดได้  การแก้ไขปัญหาเขตแดนต้องใช้ความอดทนและความสุจริตใจที่จะบรรลุซึ่งผลที่เป็นที่ยอมรับร่วมกันได้ ดังเช่นตัวอย่างของสาธารณรัฐประชาชนจีนและสหพันธรัฐรัสเซียที่สามารถตกลงกันได้ในประเด็นเขตแดนในปี ๒๕๕๑ ภายหลังจากที่ได้เจรจากันนานกว่า ๔๐ ปี...” 

ก่อนจบ รมต.กษิต ได้กล่าวข้อสรุปปิดท้ายว่า
“...เราตระหนักว่า สายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงไทยและกัมพูชาเข้าไว้ด้วยกันนั้น ยิ่งใหญ่กว่าความแตกต่างที่แบ่งแยกทั้งสองประเทศมากนัก เราไม่สามารถเคลื่อนย้ายหนีกันไปได้ เราต้องอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ การกระทำใด ๆ ที่ไม่บังควรเพียงเพื่อหวังผลทางการเมืองในระยะสั้นจะสุ่มเสี่ยงต่อการสร้างรอยแผลเป็นที่บาดลึกอีกแผลหนึ่งในความรู้สึกของประชาชนของทั้งสองประเทศ ประชาชนผู้ซึ่งจะต้องอาศัยอยู่ร่วมกันต่อไปอีกนานหลังจากการประชุมนี้เสร็จสิ้นลงไปแล้ว.."

“....ประเทศไทยยังคงยึดมั่นที่จะทำงานร่วมกับกัมพูชาอย่างใกล้ชิดและโดยสุจริตใจ ผ่านกรอบการเจรจาทวิภาคีต่าง ๆ ทั้งหมดที่มีอยู่ ประเทศไทยได้ยื่นมือออกมาแล้วและกำลังรอคอยการการแสดงเจตจำนงทางการเมืองอย่างจริงใจจากกัมพูชา เราหวังว่า เมื่อกัมพูชาได้คิดทบทวนอย่างถี่ถ้วนเกี่ยวกับอนาคตในระยะยาวของความสัมพันธ์ในภาพรวมของเรา รวมทั้งผลประโยชน์ของภูมิภาคอย่างดีแล้ว กัมพูชาจะตอบรับความปรารถนาดีและความจริงใจของเรา...”

๐๐๐๐๐๐๐๐๐

โดย ประยูร

 

กลับไปที่ www.oknation.net