วันที่ อังคาร กุมภาพันธ์ 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ผ่าเส้นทาง"ตกเขียว"ลวงสาวลาวค้ากามซ่องด่านช้าง


            นาน ๆ ครั้ง จะปรากฏเพิ่งจะได้ยินมีการทลายซ่องค้าประเวณีครั้งหนึ่ง แต่ไม่ใช่เป็นฝีมือการสืบสวนจับกุมของตำรวจท้องที่ กลับเป็นทีมงานของ “มูลนิธิปวีณา หงสกุลเพื่อเด็กและสตรี” นำทีมตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์(ปคม.)ไปช่วยเหลือหญิงลาวพ้นจากขุมนรกค้ากาม

ธุรกิจค้ากามแห่งนี้ เปิดเป็นร้านคาราโอเกะบังร้าน ชื่อร้าน “แพรว” ห่างจากสภ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ไม่ถึง 500 เมตร โดยตำรวจท้องที่ไม่ได้ขยับเข้าร่วมทำการจับกุมด้วยเลย

เหตุการณ์ครั้งนี้ เกิดมาจากหนุ่มนักเที่ยวคนหนึ่ง ชอบท่องราตรีหาความสุขกับเรื่องทำนองนี้ด้วยเช่นกัน คาราโอเกะ “แพรว” เป็นอีกแห่งหนึ่ง เป็นที่ล่ำลืออย่างหนาหูในบรรดานักเที่ยวผู้หญิงอย่างมาก

ทันทีที่หนุ่มนักเที่ยวผู้นี้เข้าไปนั่ง สั่งอาหารยังไม่ทันเสร็จ คนเชียร์แขกเร่งเร้าอารมณ์หนุ่มกลัดมันทันที

"สนใจน้องๆ นอนคุยไหม. มีสาวลาวใหม่เอ๊าะๆ ขัดหัวเทียน เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเสร็จไม่เกินพันบาท"

            เมื่อหนุ่มนักเที่ยวทำทีเป็นสนใจ “แม้เล้า”วัยกลางคน เชื้อเชิญชี้ให้ดูหญิงที่ทำหน้าที่เหมือนเด็กคล้ายเด็กเสิร์ฟปะปนอยู่กับพนักงานชายในร้านหลายคน

เพียงเห็นหน้าเท่านั้น หนุ่มนักท่องราตรี ค่อนข้างมีจริยธรรมรายนี้ถึงกับยอมรับไม่ได้ เมื่อเด็กหญิงที่ถูกเชียร์ให้ร่วมหลับนอนนั้นมีวัยเพียง 13-14 ปีเท่านั้น จึงพยายามปฏิเสธ ไม่ได้ให้ความสนใจกับการซื้อประเวณีจากยอดนักเชียร์แขกทันที

            อีกมุมหนึ่งหนุ่มตั้งใจอยากเที่ยวรายนี้คิดว่า ต้องหาทางช่วยเหลือเด็กสาวเหล่านี้ ให้พ้นจากขุมนรกให้ได้ จึงเดินทางเข้าพบกับนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณา หงสกุลเพื่อเด็กและสตรี แจ้งเบาะแสว่า “มีการค้าประเวณีเด็กลาวในร้านคาราโอเกะแพรวนั้นอยู่ใกล้กับสภ.ด่านช้างจำนวนมาก”

            นางปวีณาจึงวางแผนดำเนินการช่วยเหลือหญิงลาวเหล่านี้ทันที จนกระทั่งเมื่อวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา จึงสามารถเข้าไปช่วยเหลือเด็กหญิงชาวลาวได้ 5 คนเท่านั้น ยังมีเด็กหญิงจำนวนไม่ต่ำกว่า 25 คน ถูกแก๊งค้ากามประจำร้านนี้ พาหลบหนีวิ่งออกหลังร้าน ที่มีทางเล็ก ๆ เชื่อมต่อกับถนนใหญ่หลบหนีการช่วยเหลือและจับกุมไปได้

            ส่วนผู้ที่ถูกจับกุมนั้น นางสุรภา ปู๊ดปา เจ้าของร้านอาหารแพรว ,นางอำภา เคยเค้า แคชเชียร์ร้าน และนายอุทา นาทีทอง คนดูแล

จากการตรวจสอบพบว่า ภายในร้านมีทั้ง“สมุดบัญชี”แสดงรายการค้าประเวณีของเด็ก ๆ เหล่านี้ทุกคน ซึ่งนับได้ทั้งหมดไม่น้อยกว่า 30 คน จึงทำให้รู้ว่าร้านคาราโอเกะแห่งนี้ ค้ากามเด็กจำนวนมากถึง 30 คนด้วยกัน

            นางปวีณา ได้ประสานให้ตำรวจเร่งติดตามช่วยเหลือหญิงสาวลาวที่ถูกแก๊งค้ากามพาหลบหนีไปได้อย่างเร่งด่วน

ข้อมูลที่เด็กหญิงคนหนึ่ง ให้การปรับทุกข์เบื้องต้นกับทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิปวีณาฯ ว่าถูกหลอกมาจากประเทศลาว ซึ่งมีนายหน้าที่อยู่ฝั่งลาว เข้าไปติดต่อผ่านพ่อ-แม่ของเด็กหญิงที่มีอายุตั้งแต่ 10 ขึ้นไป เพื่อเป็นการจองตัวเอาไว้ก่อน กระทำเหมือนเป็นการ“ตกเขียว” ในบ้านเรา โดยบอกว่าจะพาไปทำงานเป็น พนักงานเสิร์ฟ หรือทำงานโรงงานเป็นหลัก พร้อมกับจ่ายเงินให้กับครอบครัวนั้น เพื่อเป็นการวางมัดจำลูกสาวเอาไว้คนละ 5,000-10,000 บาท

เมื่อพ่อ-แม่ ยอมปล่อยเด็กหญิงลาวมาแล้ว ก็จะมีนายหน้าฝั่งไทยอีกจำนวนหนึ่ง ทำหน้าที่เซ็น“สัญญาทาส”ในลักษณะการกู้ยืมเงิน แจ้งให้เด็กหญิงเหล่านี้ ต้องทำงานชดใช้หนี้ด้วยการค้าประเวณี ทั้งเสิร์ฟอาหารและร่วมหลับนอนกับแขก

“เมื่อนอนกับแขกได้ 1 คน สามารถหักเงินใช้หนี้ได้ 100 บาท”

ส่วนผลประโยชน์ที่เกิดกับเจ้าของสถานที่นั้น จะได้ประมาณ 500 บาท ส่วนที่เหลือจะเป็นของพ่อเล้า และคนเชียร์แขก ในแต่ละคืนเด็กสาวเหล่านี้จะต้องร่วมหลับนอนกับแขกนักเที่ยว 5-8 คน เมื่อร่วมหลับนอนกับแขกเสร็จแล้ว เด็กสาวจะมาลงบัญชีหักหนี้ในสมุดบันทึกของแต่ละคนเอาไว้

            “หากเด็กไม่ทำตามก็จะถูกชายฉกรรจ์รุมซ้อม ทำให้เด็กหลายๆคนต้องทนทุกข์ทรมานกับการค้าประเวณี ซึ่งเด็กสาวจำนวน 5 คนที่ได้รับการช่วยเหลือมานี้ ค้าประเวณีในสถานบริการแห่งนี้ มานาน 3-4 เดือนด้วยกัน"

            แต่ในเรื่องนี้พล..ต.วีระ บุตรโพธิ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรสุพรรณบุรี บอกว่า สถานบริการแห่งนี้มีการตรวจสอบล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พบว่าไม่ได้มีการค้าประเวณีแต่อย่างใด โดยชุดตรวจสอบนั้นไม่ได้ให้ตำรวจท้องที่ดำเนินการ ได้มอบหมายให้ฝ่ายสืบสวนของกองบังคับการตำรวจลงมาตรวจสอบเอง

            อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่า เป็นคำพูดที่ขัดกันกับคำให้การของเด็กสาวชาวลาวที่พูดกับนางปวีณาว่า ค้าประเวณีที่ร้านแห่งนี้มานาน 3-4 เดือน

            นอกจากนี้ พล..ต.วีระ ยังระบุว่า แหล่งค้ากามในลักษณะของการเปิดร้านอาหารบังหน้านั้น ในจ.สุพรรณบุรี มี 4 อำเภอที่ต้องจับตาคือ อ.ศรีประจัญ อ.สองพี่น้อง อ.ด่านช้าง และชานเมืองสุพรรณบุรี แต่ได้มีการกำชับไปให้กวดขันจับกุมสถานบริการลักษณะนี้ตลอดเวลา พร้อมกับลงโทษตามกฎหมายสูงสุด ที่ผ่านมาเจ้าของสถานบริการในเขตอ.สองพี่น้องถูกดำเนินคดีจำคุกมาแล้ว

            สำหรับข้อมูลการสืบสวนของตำรวจในพื้นที่จ.สุพรรณทราบว่า ขบวนการค้าประเวณีในจ.สุพรรณบุรี มีการทำเป็นเครือข่าย ซึ่งจะมี “แม่เล้า-พ่อเล้า” การรวบรวมสาวชาวลาว-พม่าไว้ในสังกัด โดยหญิงต่างๆ เหล่านี้ส่วนมากจะเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

ส่วนพ่อ-แม่ของหญิงสาวเหล่านี้ บางครอบครัวรู้ว่าบุตรสาวต้องมาทำงานค้าประเวณี แต่บางคนก็ถูกหลอกลวงจากนายหน้าในพื้นที่ โดยบอกว่า จะมาทำงานในร้านอาหาร หรือเป็นสาวโรงงาน

            เมื่อ “พ่อเล้า-แม้เล้า”นำเด็กสาวทั้งหมดมารวมกันได้แล้ว จะไปเจรจากับเจ้าของร้านอาหารโดยเฉพาะร้านคาราโอเกะ พร้อมเสนอผลประโยชน์ให้ หากมีเด็กนอนกับแขกรายได้ 1 ครั้ง ทางร้านจะได้รับส่วนแบ่ง 500 บาท ที่เหลือจะแบ่งให้คนที่พาเด็กมาและคนเชียร์แขก

ผู้บังคับการตำรวจภูธรสุพรรณบุรี บอกอีกว่า กลุ่มนายทุนผู้ควบคุมขบวนการค้าประเวณีเหล่านี้ถ้าประเมินแล้วว่า ร้านอาหารหรือคาราโอเกะรายได้ มีรายได้น้อย แขกใช้บริการค้าประเวณีลดลงก็จะย้ายหญิงสาวไปค้าประเวณีในร้านอาหารถิ่นอื่น ในลักษณะการหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปภายในจ.สุพรรณบุรี ซึ่งที่ผ่านมาทางตำรวจท้องที่ได้ร่วมมือกับทางมูลนิธิเพื่อนหญิง ได้ออกตรวจตราและจับกุมอยู่ตลอดเวลา

ส่วนตำรวจ สภ.ด่านช้างแห่งนี้ พล..ต.วีระ บอกว่า คงต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน แต่ในตอนนี้ต้องรอผลสอบของทาง กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (ปคม.) จึงยังไม่สามารถจะลงโทษสภ.ด่านช้างได้

เป็นที่น่าแปลกใจเหมือนกันว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบนั้น ไม่ใช่เพียงแค่เจ้าหน้าที่ตำรวจ กรมสอบสวนกองบังคับการภาค กองปราบปราม และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (ปคม.) ร่วมอยู่ด้วย แต่เป็นที่น่าสงสัยว่าร้านแพรวคาราโอเกะแห่งนี้ ให้บริการตามที่เด็กบอกนั้นมากกว่า 3 เดือน ซึ่งหน่วยงานที่กล่าวมาข้างต้นไม่ทราบได้อย่างไร  หรือเป็นเพราะว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับผลประโยชน์จากขบวนการค้ามนุษย์นี้ด้วย

++++++++++++

 

 

โดย ปรีชา

 

กลับไปที่ www.oknation.net