วันที่ พุธ กุมภาพันธ์ 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ฝ่ายค้านขึงพืดรัฐบาล ส่งเรื่องแก้รัฐธรรมนูญให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย


     สื่อมวลชนไทยรายงานข่าวเช้าวันนี้ตรงกันว่า นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ได้ส่งเรื่องที่ ส.ส. ฝ่ายค้าน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลไม่ชอบ ไปยังศาลรัฐธรรมนูญแล้ว มีผลเท่ากับเป็นการขึงพืดรัฐบาล ทำให้รัฐบาลไม่สามารถนำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยได้ 

     ส.ส.ฝ่ายค้าน ได้เข้าชื่อกันร้องต่อประธานรัฐสภาว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลที่ผ่านมานั้นผิดขั้นตอนและผิดข้อบังคับ จึงใช้ไม่ได้ และมีความไม่ชอบด้วยกฎหมายอีกหลายประการ จึงขอให้นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยตอนแรกมีรายงานข่าวว่าอาจจะไม่มีการส่ง แต่ในที่สุดหลังจากพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาลทักท้วงในเรื่องการยุบสภาว่ายังไม่มีเหตุผลที่จะยุบสภา ก็ปรากฏว่ามีการส่งเรื่องนี้ไปยังศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ซึ่งมีผลตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลจะนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยไม่ได้ 

     ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว นายไพศาล พืชมงคล อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เคยเขียนข้อความลงเฟสบุ๊คว่าวาระซ่อนเร้นในการแก้ไขครั้งนี้อยู่ที่มาตรา 190 ที่ให้รัฐสภาเซ้งอำนาจกำกับ ตรวจสอบ และควบคุมรัฐบาล ในการทำสนธิสัญญาให้แก่รัฐบาล ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปการปกครองของประเทศ โดยเปรียบเทียบว่ามาตรา 190 เป็นชนักติดหลังรัฐบาลอยู่ ถ้ายังแก้มาตรานี้ไม่ได้รัฐบาลโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ยังมีความเสี่ยงอันตรายมาก โดยเปรียบเทียบว่าเหมือนกับเกเต๋งในยุคสามก๊ก โดยระบุว่าในยุคสามก๊กกองทัพฉู่กรีฑาทัพ 54 หมื่น รุกลึกเข้าไปยังแคว้นเว่ย มีแนวโน้มว่าจะตีเข้าถึงเมืองหลวงได้ แคว้นเว่ยตั้งสุมาอี้เป็นแม่ทัพรับศึกครั้งนี้ สุมาอี้ใช้กองทัพเล็กรบพลาง ถอยพลาง แต่ใช้กองทัพใหญ่วกอ้อมไปตีตำบลเกเต๋ง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเดินทัพ ในการถอยทัพ ในการส่งกำลังบำรุงของกองทัพเว่ย เมื่อขงเบ้งทราบข่าวนี้ก็ตกใจ เพราะถ้าเสียเกเต๋งกองทัพก็จะพ่ายแพ้ เพราะรุกต่อไปก็ไม่ได้ ถอยกลับมาก็ไม่ได้ จึงต้องหยุดการรุก และส่งกองทัพมารักษาเกเต๋ง แต่ในที่สุดก็เสียเกเต๋ง ขงเบ้งก็ต้องแพ้ศึกครั้งสำคัญนี้และเกือบเอาชีวิตไม่รอด จนต้องใช้อุบายเมืองร้าง ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 190 ไม่ได้ นักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์จำนวนมากมีความเสี่ยงที่จะต้องรับผิดฐานกบฎในราชอาณาจักร และจะทำให้แผนการในการยกแผ่นดินให้เขมรและการตกลงผลประโยชน์ด้านพลังงานในอ่าวไทยกับเขมรประสบปัญหา เพราะขณะนี้ MOU 2543 ยังเป็น MOU เถื่อน โดยศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย MOU ที่ทำหลังจากนั้นในลักษณะเดียวกันเป็นบรรทัดฐานไว้แล้วว่าเป็นโมฆะเพราะไม่ได้ให้รัฐสภารับรอง ซึ่งนับถึงวันนี้ MOU 2543 ยังไม่เคยผ่านการรับรองของรัฐสภาเลย แต่รัฐบาลกลับยึดถือเป็นสรณะ และยืนยันปฏิบัติโดยไม่ฟังเสียงผู้ใด จึงอาจเป็นความผิดฐานกบฏในราชอาณาจักร และอาจต้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ด้วย 

     ในเรื่องนี้ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ ได้เคยแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่าเป็นหน้าที่ของคนไทยทั้งประเทศที่ต้องหาทางหยุดการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 190 ในส่วนของเครือข่ายจะไม่ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อองค์กรอิสระใด ๆ อีก เพราะเคยยื่นกี่เรื่องก็ไม่เคยทำงานให้เป็นผล ดังนั้นจึงเหลือที่พึ่งเดียวคือทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา เพราะการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 190 ครั้งนี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปการปกครอง เป็นการแก้เพื่อยกดินแดนของราชวงศ์จักรีให้เขมร เป็นการแก้เพื่อฟอกข้อหากบฏให้กับนักการเมือง และเป็นการแก้เพื่อเซ้งอำนาจกำกับตรวจสอบของรัฐสภาให้กับรัฐบาล ซึ่งประเทศไทยจะไม่มีความเป็นประชาธิปไตยอีกต่อไป ซึ่งนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ได้แถลงเมื่อวานนี้ว่าเมื่อพรรคฝ่ายค้านยื่นเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ทางเครือข่ายก็จะรอผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน จากนั้นก็จะทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเพื่อทรงยับยั้งการแก้รัฐธรรมนูญดังกล่าวต่อไป.

โดย paisal

 

กลับไปที่ www.oknation.net