วันที่ พฤหัสบดี กุมภาพันธ์ 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

"อยากเป็นทหารกลับมาล้างแค้นทหารเขมรฆ่าไทย"เด็ก10ขวบฝังใจ


            การสู้รบตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา ทำให้ประชาชนต้องอยู่อย่างลำบากหวาดผวาตลอดเวลา จนกว่าทั้งสองประเทศจะเจรจาสงบศึกให้ยุติลง หากไม่สามารถตกลงกันได้แล้วนั้นหมายความว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ยังต้องเป็นข่าวไปอย่างต่อเนื่อง

            แทบไม่น่าเชื่อเหมือนกันกับเหตุการณ์ปะทะระหว่างไทย - กัมพูชา ตามแนวชายแดนที่มีข่าวนำเสนอตามสื่อต่างๆอย่างต่อเนื่องในครั้งนี้ จะทำให้เด็กชายณัฐพงษ์  วงศ์หมั้น อายุเพียง 10 ขวบเรียนอยู่ชั้น ป. 5 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวเมืองอุบลราชธานี ต้องลอกเลียนแบบด้วยการชักชวนเพื่อนๆนักเรียนในโรงเรียนเดียวกัน โดยเฉพาะรุ่นน้องในระดับชั้นอนุบาลมาแบ่งฝ่ายสู้รบกันด้วยการสมมุติสถานการณ์ว่า ฝ่ายหนึ่งเป็น "ทหารไทย"อีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่าย "ทหารเขมร"

            อาวุธที่เด็กกลุ่มนี้ใช้ให้สมมุติว่าแต่ละฝ่ายมีอาวุธพร้อมที่ประจัญหน้ากันโดยฝ่าย "น้องณัฐพงษ์"จะแสดงเหมือนกับว่าเป็นฝั่งไทย ส่วนน้องๆอนุบาลหลายคนให้เป็นฝั่ง "เขมร" พร้อมกับการใช้ก้อนดินเป็นอาวุธหลัก

            ส่วนกติกานั้นเล่นกันแบบง่ายๆใครถูกก้อนดินนั้นหมายความว่าต้องเป็นฝ่ายที่ "ตาย"ออกจากเกมส์เพื่อรอดูว่าเพื่อนคนอื่นจะถูกปาด้วยก้อนดินแล้วจะตายตามด้วยหรือไม่

            ภาพโดยรวมของการจำลองการสู้รบในวันนั้น "น้องณัฐพงษ์" จะเป็นฝ่ายที่กำชัยชนะเสียมากกว่า แต่อีกมุมหนึ่งได้พยายามสอนเพื่อนๆว่าบ้างครั้งแนวทางการสู้รบไม่ดีนักควรยอมๆกันไป  และอีกมุมหนึ่งสอนเพื่อนๆให้รู้จักหลบหลีกภัยสงคราม

            "น้องณัฐพงษ์"ยังมีความเป็นห่วงเพื่อนถึงแม้ว่าจะจำลองสถานการณ์ให้อยู่คนละฝ่ายก็ตาม เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพี้ยงพล้ำก็จะสอนกลยุทธเพื่อนว่า หากจะสู้รบให้ชนะสำคัญที่สุดคือการสร้าง "บังเกอร์"

            หลังจากนั้นจึงสอนวิธีการสร้าง "บังเกอร์"ให้กับเพื่อน ด้วยการใช้กองดินที่นายสไม วงศ์หมั้น ผู้เป็นพ่อได้เตรียมถมที่ดินเพื่อที่จะทำการก่อสร้างต่อไปนำมาสร้างเป็น "บังเกอร์"จำลอง ในตอนนั้นกลุ่มเพื่อนๆหลายคนไม่ชอบในการที่จะขุดดินสักเท่าไรแม้จะขุดไม่ยากเย็น

            "น้องณัฐพงษ์" ได้มีความมุมานะกว่าทุกคนจึงพยายามขุดได้มากว่าเพื่อนจนสามารถนำตัวมุดเข้าไปอยู่ในกองดินได้ลึกมากกว่าหนึ่งช่วงตัวและพยายามที่จะชักชวนให้เพื่อนดำเนินการตามแต่สุดท้ายเด็กหลายคนก็แยกย้ายกันกลับบ้านไป

            "ผมพยายามตามหาลูกอยู่นานเพราะเห็นว่ามืดแล้ว  ลูกชายผมก็ยังไม่กลับเข้าบ้าน ผมจึงไปสอบถามกับเพื่อนๆของลูกได้รับคำตอบว่า ขุดหลุมอยู่ในกองดินนั่นแหละ เมื่อผมเดินไปดูก็ไม่เห็นลุกชายแม้แต่น้อย  ผมจึงกลับไปทำกับข้าวเพื่อรอลูกกลับมากินข้าวด้วยกัน  จนกระทั่งเวลาผ่านไปถึง สองทุ่มลูกชายผมก็ยังไม่กลับมา จึงไปชวนพวกเด็กๆย้อนกลับไปดูอีกครั้งพร้อมกับขุดดินบริเวณที่เด็กๆกลุ่มนั้นบอกว่า ลูกชายขุดดินสร้างเป็นบังเกอร์ สุดท้ายเมื่อขุดไปประมาณหนึ่งช่วงแขนก็เห็นลูกผมนอนแน่นิ่งอยู่ในกองดินและ ไม่หายใจแล้ว"นายสไมผู้เป็นพ่อกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ

            ผู้เป็นพ่อมั่นใจว่าเหตุที่ลูกต้องสูญเสียไปกับกองดินนั่นเกิดมาจากการสู้รบระหว่างไทย - กัมพูชา โดยก่อนหน้านี้เมื่อมีข่าวการปะทะกันของทั้งสองฝ่ายคราใด ลูกชายจะต้องไปนั่งหน้าจอทีวีเพื่อดูข่าวการสู้รบจนจบแล้วเกิดอาการฝังใจลอกเลียนแบบจนถึงจุดจบของชีวิต

          "ผมจะบอกลูกทุกครั้งที่นั่งดูข่าวซึ่งจะสอนลูกอยู่เสมอว่าการใช้ความรุนแรงไม่ใช่หนทางของการแก้ปัญหาและไม่เคยบอกลูกว่าใครถูกใครผิด บอกเพียงว่าเดี๋ยวรัฐบาลก็จะแก้ปัญหานี้เองแต่ลูกผมก็ไม่ได้ฟังเท่าไหร่อยากจะดูแต่ข่าวการสู้รบ" ผู้เป็นพ่อได้ระบายให้ฟังในระหว่างที่กำลังทำศพลูก

            แม้ว่าผู้เป็นพ่อพยายามที่จะเตือนสติหนูน้อยวัย 10 ขวบไปบ้างเป็นระยะๆแต่"น้องณัฐพงษ์" ก็ไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไหร่นัก จนกระทั่งเหตุการณ์ ส.อ.ธนากร พูลเพิ่ม อายุ 31 ปี ทหารสังกัด กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 6 ช่วยราชการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 ได้เสียชีวิตเนื่องจากเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาห่างจากภูมะเขือ 2 ก.ม. เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์

            เพียงเท่านี้เอง "น้องณัฐพงษ์" ถึงกับพูดกับพ่อว่า "โตไปแล้วผมอยากเป็นทหารหรือตำรวจก็ได้เพื่อที่จะไปล้างแค้นทำการสู้รบกับเขมรให้กับทหารที่เสียชีวิตไป"

            อุทาหรณ์ครั้งนี้ นายสไม บอกว่า ต้องย้อนไปตั้งแต่เรื่องของความไม่เชื่อในเรื่องที่เพื่อนของลูกที่ไปเล่นด้วยกันมาบอกว่าลูกชายอยู่ในบังเกอร์กองดิน  หากตั้งใจดูจริงๆแล้วขุดดินเพื่อช่วยชีวิตลุกอาจจะทันต่อลมหายใจได้  เมื่อไม่เชื่อจึงกลับบ้านโดยไม่เฉลียวใจว่าเด็กๆเหล่านั้นพูดจริง  ในขณะเดียวกันตนก็ควรจะดูแลลูกหรือสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับการที่ลูกฝังจิตฝังใจกับการสู้รบครั้งนี้

          "ผมอยากฝากถึงผู้ปกครองคนอื่นๆด้วยให้จำบทเรียนของลูกผมน่าจะเป็นชีวิตสุดท้ายที่ต้องสูญเสียไป หากผู้ปกครองท่านใดเห็นความผิดปกติของลูกหลานที่สนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษไม่ควรจะมองข้ามเราจะต้องสนใจหรือชักจูงให้เบี่ยงเบนออกมาจากจุดที่คาดว่าจะเป็นอันตราย มิฉะนั้นแล้วเราอาจเสียคนที่เรารักไปก็ได้"

            หากนำเรื่องนี้มาย้อนถามกับนายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์วรจิต รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต เพื่อเป็นอุทหรณ์ในการเอาใจใส่ดูแลบุตรหลานแล้ว ได้มีคำแนะนำว่า เด็กที่มีอายุอยู่ช่วงจะก้าวเข้าสู่วัยรุ่นตอนต้นเด็กจะพยายามเลียนแบบในสิ่งที่เห็น เพื่อจะแสดงว่าตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น และการที่เด็กดูเรื่องการปะทะกันของทหารไทยกับกัมพูชาซึ่งเด็กก็จะเลียนแบบกระทำการรุนแรงขึ้นมาได้

            รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงเมื่อประมาณเมษา-พฤษภา ปีที่ผ่านมา มีการนำเด็กไปอยู่ในเหตุการณ์ความรุนแรง เด็กที่เข้าไปอยู่ในนั้น ก็จะชอบใช้ความรุนแรงไปด้วย

            ส่วนวิธีการแก้ปัญหานั้น  นายแพทย์เกียรติภูมิ  แนะนำว่า เด็กควรมีพ่อแม่เป็นตัวกลั่นกรองและคอยอธิบายให้ลูกเข้าใจ โดยไม่จำเป็นว่าเรื่องนั้นจะเกิดมาจากการนำเสนอข่าว แม้กระทั่งคนข้างบ้านทะเลาะกันก็ตามต้องอธิบายให้ลูกฟัง มิฉะนั้นลูกอาจมีพฤติกรรมที่ชอบใช้ความรุนแรงหรือกระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้  หากเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีด้วยแล้วความคิดของเด็กจะไม่สามารถกลั่นกรองได้ว่าเรื่องใดดีเรื่องใดไม่ดี   หากไม่ปล่อยให้เด็กดูข่าวเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นประจำไม่นานเด็กก็จะลืมไปเอง "น้องณัฐพงษ์"ก็เช่นกัน

            เหตุที่เกิดการฝังใจนั้นคงเป็นเรื่องของการคับแค้นใจ ระหว่าง 2 ฝ่ายคิดว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เอาคนมาสมมุติในการสร้างสถานการณ์และวางแผนถึงขั้นการสร้างบังเกอร์ จนก่อให้เกิดดินถล่ม ซึ่ง "น้องณัฐพงษ์"ได้รับรู้ข่าวสารโดยละเอียด มีข่าว 2 กระแส ฝ่ายหนึ่งเสียหายมากกว่าฝ่ายหนึ่ง เขาเลือกรับฝ่ายของเราว่าจะแพ้  อาจจะเป็นเพราะการจินตนาการที่จะส่งผลกระทบต่อครอบครัวของน้องที่อยู่ในละแวกชายแดนนนั่นเอง

            หากพบว่าเด็ที่มีความฝังใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จนอาจจะทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ควรที่จะต้องหาทางแก้ไขอย่างไรหรือจะต้องนำไปพบจิตแพทย์หรือไม่นั้น รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต บอกว่า คงขึ้นอยู่กับว่าเด็กมีการกระทำความรุนแรงเป็นประจำหรือไม่ หากคิดแต่เรื่องการสู้รบจนเกิดการเคลียดแค้นไม่ยอมไปโรงเรียนร้องไห้ทั้งสัปดาห์ ก็ต้องพาไปพบจิตแพทย์ แต่ทางแก้ที่ดีคงขึ้นอยู่กับผู้ปกครองห้ามดูทีวีเรื่องนี้ควรให้รับข่าวสารด้วยการอ่านเชื่อว่าแก้ปัญหาได้อย่างแน่นอน

            ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรการสูญเสีย "น้องณัฐพงษ์"ครั้งนี้ ผู้เป็นพ่อยังยอมรับว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการเอาใส่ใจในพฤติกรรมของลูกและไม่สนใจคำพูดของเพื่อนเด็ก ทางที่ดีแล้วควรจะให้ความสนใจมากกว่านี้  ในขณะที่จิตแพทย์ก็เชื่อว่าผู้ปกครองและคนใกล้ชิดที่จะสามารถคอยดูแลและให้ความรู้ในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อเบี่ยงเบนพฤติกรรมต่างๆของเด็กได้

////////////////////////////////////

 

 

โดย ปรีชา

 

กลับไปที่ www.oknation.net